วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
อิทธิพลจีนในความสัมพันธ์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยว่าด้วยแผนการใหญ่ๆ มักมีพันธมิตรร่วมมือ
โดยเฉพาะการเข้าสู่ธุรกิจพื้นฐานซึ่งทรงอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีผู้ยึดครองอย่างมั่นคง ความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจรายใหญ่ของไทย ดูเป็นเรื่องจำเป็น
อีกกรณีหนึ่ง เกี่ยวข้องกับแผนการทะลวงเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ภายใต้เครือข่ายธุรกิจยานยนต์ระดับโลกแห่งญี่ปุ่น กับช่วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่หมุดหมายสำคัญ Nissan และ Toyota เข้ามาเป็นรายแรกๆ (2505) และ Honda ตามมาอย่างกระชั้น (2507)
ทั้งนี้ ได้ผ่านช่วงเวลาที่แตกต่างหลายช่วง จากยุคแรกเข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แบบ CKD (Completely Knocked Down) ร่วมกับทุนท้องถิ่น ตอบสนองนโยบายส่งเสริมการลงทุนทดแทนการนำเข้า ต่อมา รัฐไทยมีความพยายามให้ธุรกิจไทยมีบทบาทส่วนร่วมมากขึ้น ได้มีการกำหนดชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (local content) รวมถึงแผนการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเอง (2525-2530) นับเป็นยุคสร้าง Supply Chain ผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตเข้ามา เกิดเป็นระบบนิเวศการผลิตที่เข้มแข็ง
สมทบด้วยกรณี Plaza Accord (2528) ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เครือข่ายยานยนต์ญี่ปุ่นจึงเร่งย้ายฐานการผลิตหลักมายังไทย
จากนั้นไม่นานได้เข้าช่วงคลี่คลาย มองสู่ภูมิภาคมากขึ้น (2533-2540) เปลี่ยนผ่านจากสองช่วงแรก เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ สู่การเปิดเสรีในฐานะฐานการผลิตของธุรกิจระดับโลก (ตั้งแต่ปี 2543)
การมาของเครือข่ายยานยนต์จีนตามแบบแผนอย่างที่เป็นมา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ดีลสำคัญดูเป็นไปอย่างเงียบๆ ในจังหวะที่สำคัญ เกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจใหญ่ไทย-เจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ด้วยสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ในฐานะธุรกิจไทยรายสำคัญรายแรกเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่
จาก “บันทึกความทรงจำ” (Nikkei My Personal History โดย ธนินท์ เจียรวนนท์) บทที่ 19 เรื่อง ธุรกิจมอเตอร์ไซค์ ความสำเร็จครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นจาก “การคิดต่าง” ได้กล่าวถึงธุรกิจหนึ่งซึ่งแตกต่างไว้ว่า
เกิดขึ้นในช่วงซีพีลงหลักปักฐานในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่นาน ช่วงต้นๆ ทศวรรษ 2520 กับการก่อตั้งบริษัท Shanghai Ek-Chor Motorcycle Corp โดยร่วมทุนฝ่ายละครึ่งหนึ่ง กับ Shanghai Automotive Industry Corp (SAIC) เพื่อผลิตมอเตอร์ไซค์ สำหรับซีพี กรณีนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่ธุรกิจที่แตกแขนง แตกต่างจากแบบแผนเดิม
เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาถึง ซีพีตัดสินใจขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท Shanghai Ek-Chor Motorcycle Corp ออกไป ท่ามกลางช่วงเวลาที่ระบบเศรษฐกิจจีนขยับปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
เป็นความต่อเนื่องจากนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในยุคเติ้ง เสี่ยวผิง (ตั้งแต่ปี 2531) จนมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การแปรรูปและควบรวมรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (เช่น พลังงาน โทรคมนาคม ธนาคาร ยานยนต์) ให้กลายเป็นบริษัทมหาชน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในแผนการนั้นมี SAIC รวมอยู่ด้วย
Shanghai Automotive Industry Corp (SAIC) ปรับตัวครั้งใหญ่ในปี 2538 ให้กลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศจีน ตามแบบแผน “บริษัทรัฐวิสาหกิจ” ด้วยแผนการใหญ่จากการแสวงหาความร่วมมือกับเครือข่ายยานยนต์ระดับโลก
โดยเฉพาะการร่วมมือกับ Volkswagen แห่งเยอรมนี (2537) และ GM (General Motors) แห่งสหรัฐเมริกา (2540) ต่อมาปี 2555 ได้ควบรวมกิจการยานยนต์ในเครือข่ายรัฐบาลจีนครั้งใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อ SAIC Motor Corporation Limited ในจังหวะนั้นเองได้เข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ด้วย
เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติจีนอีกขั้น ในแผนการออกสู่โลกภายนอก
เป้าหมายหนึ่งในนั้นมีไทยรวมอยู่ด้วย
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (SAIC Motor – CP) ก่อตั้งขึ้น ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง SAIC กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น SAIC 51% และ CP 49% เปิดฉากก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยแห่งแรกในปี 2556
ตามมาด้วยบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MG Sales (Thailand) ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 อยู่ในมือฝ่ายจีน เพื่อกำกับดูแลงานด้านการขาย การตลาด และบริการหลังการขายรถยนต์ MG ในตลาดไทย
SAIC ตั้งใจใช้แบรนด์ MG มาบุกตลาดรถยนต์สันดาปในไทยท้าทายแบรนด์ญี่ปุ่น จะด้วยเหตุปัจจัยที่ผู้บริโภคไทยผูกพันกับแบรนด์อังกฤษมาช้านานหรือไม่ ไม่ทราบได้
MG มีประวัติศาสตร์และรากเหง้ามาจากสหราชอาณาจักร ก่อตั้งมากว่าศตวรรษ จนปี 2550 กิจการและแบรนด์ MG ได้ขายและกลายเป็นสินค้าจีน โดย Nanjing Automobile Group (ต่อมาปี 2551 ปรับโครงสร้างและได้ควบรวมกิจการเข้ามาอยู่ใน SAIC) กิจการ MG ในอังกฤษ ภายใต้ SAIC ยังดำเนินไปในนาม MG Motor มีสำนักงานใหญ่ อยู่ที่ Birmingham เหตุการณ์สำคัญคือ การเปิดตัวรถยนต์รุ่นเรือธงใหม่ MG 6 ครั้งแรกที่อังกฤษ (2555) Wen Jiabao นายกรัฐมนตรีจีนในขณะนั้นได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีด้วย
“MG6 ก้าวแรกในประเทศไทยเช่นเดียวกับรถยนต์ MG ที่เป็นตำนานและสร้างเกียรติประวัติมากมายตลอดประวัติศาสตร์ 90 ปี MG6 ถูกพัฒนาและออกแบบมาจากเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร บ้านของแบรนด์ MG ทุกองค์ประกอบของ MG6 ยังคงรักษาความน่าหลงใหลสไตล์อังกฤษแท้ๆ เอาไว้…” เรื่องราวที่ตั้งใจกระตุ้นตลาดไทย โดยบริษัทยานยนต์จีน (https://www.mgcars.com/th)
ว่ากันว่า รถยนต์จีนแบรนด์รากเหง้าอังกฤษไปได้ดีพอสมควรในตลาดเมืองไทย ด้วยยอดขายรวมกันมากกว่า 10,000 คันภายใน 3 ปี จึงตามมาด้วยแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ (2559) บนพื้นที่กว่า 400 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 2 ชลบุรี ใช้งบประมาณการลงทุนถึง 10,000 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 100,000 คัน/ปี
เป็น “โรงงานที่มีระบบอัตโนมัติ (Automations) และหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Intelligent Robotics) เป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับการพัฒนาแบรนด์ MG ในประเทศไทย เป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาที่ประเทศไทย และครอบคลุมทั่วอาเซียน” ถ้อยแถลง SAIC-CP ที่มีขึ้นเวลานั้น
โรงงานแห่งที่ 2 ที่ว่าได้ฤกษ์เปิดเดินเครื่อง (8 ธันวาคม 2560) โดยบุคคลสำคัญๆ ร่วมงานในวันนั้น มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) อัครราชทูตที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียง 5-6 ปี (2562) เมื่อ MG มีฐานะเป็นผู้บุกเบิกอย่างแท้จริง ด้วยเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ครั้งแรกในไทย
และต่อมาไม่นาน (2565) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงการขอรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับทางการไทยด้วย
ตามมาอีกด้วยแผนการต่อเนื่อง เปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในไทย-ในนาม บริษัท ฮาสโก้ – ซีพี จำกัด (HASCO-CP Company Limited) กิจการร่วมทุนระหว่าง HUAYU Automotive Systems Co., Ltd. (HASCO) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่จากจีนในเครือ SAIC (ถือหุ้น 51%) ร่วมกับซีพี (ถือหุ้น 49%) เช่นเคย
โดยได้เปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายปี 2566 เพื่อป้อนสายการผลิต MG4 Electric รุ่นที่ผลิตในประเทศไทย
ในภาพใหญ่ ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) จีน เป็น “ชิ้นส่วน” แห่งการพัฒนาอย่างจริงจังมานับทศวรรษในจีนแผ่นดินใหญ่ ข้อมูลในปี 2561 ระบุว่า จีนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก ยานยนต์ไฟฟ้าจีนมาถึงไทยครั้งแรกในแบรนด์ MG จากนั้นไม่นานตามกันมาเป็นขบวนอย่างครึกโครม เปิดพื้นที่ใหม่เข้ายึดครองตลาด EV ในไทย
