THE ROOM NEXT DOOR | ‘ยามหิมะโปรยปราย’
ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
The Room Next Door เป็นผลงานกำกับของผู้กำกับชาวสเปนฝีมือดี ผู้มีผลงานมากมาย เช่น All About My Mother (1999), Talk To Her (2002), Volver (2006), The Skin I Live In (2011), Pain and Glory (2019)
เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศในหลายเวทีมาแล้ว
คราวนี้มากำกับหนังที่พูดภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก และใช้สองนักแสดงหญิงชาวอเมริกันระดับแถวหน้ามาประชันฝีมือกัน คือจูลิแอนน์ มอร์ กับทิลดา สวินตัน
The Room Next Door เล่าเรื่องราวของอินกริด (จูลิแอนน์ มอร์) นักเขียนที่มีหนังสือออกใหม่ และบังเอิญไปเจอกับเพื่อนเก่าในช่วงโปรโมตหนังสือด้วยการไปนั่งเซ็นชื่อให้แฟนๆ ในร้านขายหนังสือ
โดยได้รับการแจ้งข่าวร้ายเรื่องสุขภาพของเพื่อนเก่าอีกคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน
มาร์ธา (ทิลดา สวินตัน) เป็นอดีตนักข่าวสงครามหัวเห็ด และกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง
อินกริดจึงโทร.ไปคุยด้วย และไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเพื่อน และสานสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อนที่ขาดช่วงไปเพราะอาชีพการงานและการใช้ชีวิตที่พัดพาให้แยกกันไปคนละทาง
เมื่อได้เจอกันอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปนาน ทั้งสองก็เลยได้โอกาสถามไถ่และเล่าเรื่องราวของกันและกันให้ฟัง เพื่อให้มิตรภาพต่อกันติด

การปูพื้น หรือ exposition เพื่อเล่าเรื่องราวให้คนดูและเตรียมสำหรับการพัฒนาเรื่องต่อไปแบบนี้เป็นกลวิธีขั้นพื้นฐานที่สุดตามตำราที่ใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร โดยให้ตัวละครสองตัวที่ไม่ได้เจอกันมานานมาเจอกันและฟื้นความหลัง รวมทั้งเล่าเรื่องราวของตนให้แก่กันฟัง ซึ่งก็เท่ากับเล่าให้คนดูพลอยรู้เรื่องไปด้วย
ในฐานะคนที่อยู่ในวงการละครและการเขียนบทมานาน ออกจะรู้สึกว่าการปูพื้นแบบนี้เป็นการเล่าเรื่องแบบซื่อๆ และทื่อๆ ให้ความรู้สึกออกจะเชยหรือพ้นสมัยไปแล้ว
แต่เนื่องด้วยฝีมือการแสดงของสองนักแสดงสาวแถวหน้าที่ตีบทด้วยชั้นเชิงเจนจัด ก็เลยพอจะอะลุ่มอล่วยกล้อมแกล้มไม่ดูขัดหูขัดตาหรือ “เชย” จนเกินไปนัก
เรื่องของเรื่องคือ มาร์ธามีลูกสาวชื่อมิเชลล์ ซึ่งวางตัวเหินห่างจากแม่เป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะการเลี้ยงดูแบบลุ่มๆ ดอนๆ ของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ทุ่มเทเวลาให้แก่งานในอาชีพนักข่าวสงคราม ซึ่งต้องเดินทางอยู่แทบตลอดเวลา อีกทั้งลูกสาวโตขึ้นมาโดยไม่เคยรู้จักพ่อ และไม่เคยรู้เลยว่าพ่อเป็นใครอยู่ที่ไหน
มาร์ธาพูดปดกับลูกด้วยซ้ำว่าเธอไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของลูก ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์เกิดขึ้นเมื่อไร และเขาก็รู้ว่ามีลูกกับเธอ แต่ก็ไม่เคยได้ติดต่อกลับมา
เมื่ออาการของโรคร้ายเริ่มทรุดลง และมาร์ธารู้ว่าการรักษาไม่ได้ผล เธอก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะจบชีวิตของตัวเองลงก่อนที่ชีวิตจะถูกโรคร้ายคร่าไป
และเตรียมการหายาเม็ดที่จะปลิดชีพตัวเองไว้แล้ว เพียงแต่ว่าเธอต้องการมีเพื่อนอยู่ด้วยจวบจนวาระสุดท้าย
และอินกริดเป็นผู้ที่ได้รับคำขอให้อยู่เป็น “เพื่อนข้างห้อง” ในยามที่มาร์ธาตัดสินใจจะจากไป
เพื่อนสนิทคนอื่นๆ ของมาร์ธาล้วนปฏิเสธคำขอนี้ และมาร์ธาก็ไม่สามารถขอสิ่งนี้จากลูกสาวผู้เหินห่างได้
จึงเหลืออยู่แต่เพียงอินกริดที่ต้องตัดสินใจไปอยู่เป็นเพื่อนมาร์ธาจนกว่าจะถึงเวลานั้น
ซึ่งก็ยังไม่ได้กำหนดแน่นอน เพียงแต่มาร์ธาเช่าบ้านบนเขาเอาไว้ในระยะสั้น และตัดสินใจจะไม่กลับลงมาอีกเลย
นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพ ความผูกพัน ความอาลัยรัก คุณค่าของชีวิต และความตาย

หนังใช้สีสันฉูดฉาดจัดจ้านตัดกันในองค์ประกอบของภาพ ตามแบบฉบับที่อัลโมโดวาร์ชอบใช้ เป็นสีที่แรงและดิบ เขียว แดง เหลือง ฟ้าเข้ม เหมือนจานสีที่ป้ายแม่สีเอาไว้ก่อนการผสมสีเข้าด้วยกัน
ท่ามกลางอากาศที่เริ่มหนาวเย็น และข้อความจากหนังสือของเจมส์ จอยซ์ ที่ว่า
“หิมะที่ตกลงมาเบาบางทั่วจักรวาล และตกอย่างแผ่วเบาราวกับจุดสิ้นสุดที่ร่วงหล่นมาถึงทุกคน ไม่ว่าคนเป็นหรือคนตาย”
คนทุกคนที่มีชีวิตอยู่ล้วนต้องตายไป และหิมะก็ตกลงมาเรื่อยๆ
ตัวละครอีกตัวที่ผ่านเข้ามาคือเดเมียน (จอห์น เทอร์ทูโร) ชายผู้ที่เคยมีสัมพันธ์รักกับทั้งสองสาวในต่างกรรมต่างวาระ
เดเมียนรับรู้การตัดสินใจของมาร์ธาที่จะปลิดชีพตัวเอง และการตัดสินใจของอินกริดที่จะคอยอยู่เป็นเพื่อน “ข้างห้อง” จวบจนวาระสุดท้ายของเพื่อน
แต่ก็ตระหนักในปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมา เนื่องจาก “การุณยฆาต” ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายในอเมริกา และอินกริดกำลังพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับคุกตะรางข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการุณยฆาต ดังนั้น เดเมียนจึงคอยช่วยอยู่ห่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
ด้วยฝีมือของผู้กำกับและนักแสดงนำ ทำให้หนังที่ดูน่าจะหดหู่กลับไม่หดหู่เท่าที่ควร และการใช้นักแสดงคนเดียวกันในบทแม่-ลูก ก็ทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นการจบเรื่องที่น่าเศร้าจนเกินไป และการจบแบบนี้ก็เป็นไปตามวัฏจักรของชีวิตที่เป็นธรรมดาและธรรมชาติอยู่แล้ว
พูดโดยรวมๆ หนังก็พอดูได้ ไม่ได้น่าเบื่ออะไร แต่ไม่ให้ความรู้สึกคมคายโดนใจเหมือนหนังเรื่องก่อนๆ ของอัลโมโดวาร์…

THE ROOM NEXT DOOR
กำกับ
Pedro Almodovar
นำแสดง
Julianne Moore
Tilda Swinton
John Turturro
Alessandro Nivola
