นรกคือคนอื่น มองคำสาปแห่งเสรีภาพ ในหนัง It Ends ผ่านเพลง Over The Hill
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
นรกคือคนอื่น
มองคำสาปแห่งเสรีภาพ
ในหนัง It Ends ผ่านเพลง Over The Hill
ด้วยสามัญสำนึกและประสบการณ์ มนุษย์ย่อมรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีจุดสิ้นสุดหรือจุดหมายปลายทาง การแข่งวิ่งย่อมมีเส้นชัย หรือมากไปกว่านั้น การปีนเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์ ยอดเขาคือจุดหมายปลายทางที่นักปีนเขาใฝ่ฝันที่จะก้าวไปให้ถึงสักครั้งในชีวิต
แต่จะเป็นอย่างไรถ้าหากเส้นทางที่คุณกำลังวิ่งอยู่ไม่มีเส้นชัย
สมมุติว่าคุณไม่รู้เลยว่าภูเขาที่คุณกำลังปีนอยู่มียอดเขาให้พิชิตหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการทำงาน คุณอาจได้เงินเดือนที่สูงมาก แต่งานที่คุณทำไม่สามารถการันตีได้เลยว่าคุณจะได้เลื่อนขั้น และมันเป็นงานที่คุณต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีสิ้นสุด
คำถามก็คือ เงินค่าตอบแทนที่ได้รับมันจะยังคุ้มค่าต่อชีวิตของคุณอยู่ไหม
อเล็กซานเดอร์ อัลลอม ผู้กำกับและคนเขียนบทหนังเรื่อง It Ends ก็ตั้งคำถามคล้ายๆ กันนี้กับตัวเขาเอง
“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากเรารับขับรถอยู่บนถนนที่เราได้ค้นพบในภายหลังว่ามันทอดยาวไม่มีจุดสิ้นสุด”
ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นจริง เราจะทำอย่างไร?
จะยังคงขับรถไปข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ ด้วย “ความหวัง” ลมๆ แล้งๆ
หรือเลือกที่จะออกมาจากรถยนต์แคบๆ ที่ทำให้เราสูญเสียซึ่งอิสรภาพ เพื่อมาค้นหาความหมายของชีวิตในป่าสองข้างทาง
โดยที่ไม่รู้อีกเช่นกันว่ามันมีอะไรซุกซ่อนอยู่ในนั้นบ้าง
ก่อนที่จะเข้าสู่การถกเถียงตีความหนังเรื่อง It Ends ที่เล่าเรื่องของคนหนุ่มสาวสี่คนที่ติดอยู่ในรถยนต์คันหนึ่ง และต้องขับรถคันนี้ไปเรื่อยๆ บนถนนที่ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด เพื่อเป็นการอธิบายสารัตถะของหนังผ่าน Over the Hill เพลงอินดี้ป๊อปของศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียอย่าง Ginger Root ที่ถูกนำมาใช้ในหนังเรื่องนี้
จะทำให้เรามองเห็นภาพที่เป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมมากขึ้น

Over the Hill เป็นเพลงป๊อปในทำนองสดใสติดกลิ่นอายของดนตรี City Pop โดดเด่นด้วยท่วงทำนองของเพลงโซลยุคเก่า เป็นเพลงที่ฟังแล้วผ่อนคลายและให้ความรู้สึกที่ดี ซึ่งค่อนข้างตรงกันข้ามกับเนื้อหาของบทเพลง
เรียกได้ว่าความสดใสของดนตรีค่อนข้างย้อนแย้งกับเนื้อเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเพลงมาอยู่ในหนังเรื่องนี้
“So, it’s on / The feeling’s gone and moving / Time is only mine to steal / Working on what is real”
ท่อนแรกของเนื้อเพลงแปลความหมายได้ว่า “เอาละ ถึงเวลาต้องเดินต่อไป ความรู้สึกนั้นได้จางหายไปแล้ว และชีวิตก็กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ส่วนเวลาที่เหลืออยู่ ฉันจะใช้มันกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ”
“Found my song. Sang it wrong, no fooling. Warming up to all my chills. Thinking I’m over the hill”
ครึ่งหลังของท่อนแรกกล่าวย้ำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าจะได้พบเพลงของตัวเองแล้ว แต่กลับร้องผิดไปและมันไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับความผิดนี้ สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน ในวันที่คิดว่าได้ผ่านเลยจุดสูงสุดของชีวิตไปแล้ว”
มีการนำหนังเรื่อง It Ends ไปเปรียบเทียบกับบทละครเรื่อง No Exit ของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ นักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมคนสำคัญ
ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของโจเซฟ การ์แซง ที่หลังเสียชีวิตลงแล้วเขาพบว่านรกไม่ได้มีแต่ไฟโลกันตร์และยมทูต แต่มันคือห้องรับแขกธรรมดาๆ ก่อนที่เขาจะได้พบกับอิเนซ เซอร์ราโน และเอสเตลล์ รีโกต์ ที่ต้องมาอยู่ในห้องนรกแห่งนี้ด้วยกัน
ทั้งสามคนไม่ได้ทำร้ายกันทางร่างกาย แต่การหลอกใช้กันเองเพื่อพยายามทำให้ตัวเองมีตัวตนขึ้นมาด้วยการทำลายอัตลักษณ์ของแต่ละฝ่ายลงอย่างสิ้นเชิง จนท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครได้เป็นตัวของตัวเอง เพราะความหมายของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเองอีกต่อไปแล้ว แต่มันขึ้นอยู่กับสายตาที่คนอื่นมองมาที่เรา
บทละครเรื่องนี้นำไปสู่วลีสุดคลาสสิกทั้งในแวดวงวรรณกรรมและปรัชญาร่วมสมัยว่า “นรกคือคนอื่น” (Hell is other people)

พล็อตเรื่องของหนัง It Ends นั้นเรียบง่ายมาก ไทเลอร์ขับรถไปรับเจมส์, เดย์ และฟิชเชอร์ กลุ่มเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานเป็นปี พวกเขาพูดคุยกันถึงหน้าที่การงานและความฝันของแต่ละคน เล่นถามคำถามไร้สาระอย่างผู้ชายมีปืนสู้กับเหยี่ยวครึ่งร้อยตัวใครจะชนะ หรือกอริลลาที่มีปืนกับมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มีปืนสู้กันใครจะชนะ
หากเปรียบกับบทละครเรื่อง No Exit (สิทธานต์ อัดลักคา นักวิจารณ์แห่งนิตยสาร Variety มองว่า It Ends คล้ายกับ No Exit เวอร์ชั่นร่วมสมัยมาก) พล็อตของหนัง It Ends มีความใกล้เคียงกันมากในแง่ที่ว่าความเชื่อและความมุ่งมั่นของเราจะถูกสั่นคลอนทันที เมื่อเราถูกท้าทายด้วยความเชื่ออีกชุดหนึ่งของคนอื่น
It Ends ไม่ได้บอกว่าถนนที่ไร้ทางออกเป็นนรก
แต่มันคือการต้องมาอยู่กับคนอื่นที่พยายามปั่นหัวคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันให้เชื่อเหมือนกับตัวเองเชื่อ
สิ่งที่ยากก็คือ เราต้องสู้กับความเชื่อของคนอื่นเพื่อยืนหยัดในตัวตนของเรา
แต่ปัญหาสำคัญก็คือ การถกเถียงนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะหนังตั้งเงื่อนไขเอาไว้ว่าทั้งสี่คนมีอิสรภาพเพียงแค่นาทีครึ่งในการหยุดรถ ก่อนที่จะมีฝูงมนุษย์ผู้บ้าคลั่งในป่าสองข้างทางเข้ามาแย่งชิงรถไป
หากมองในมุมนี้ นรกใน No Exit ไม่ใช่ห้องห้องหนึ่ง แต่มันคือรถคันหนึ่งที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ โดยที่น้ำมันไม่มีวันหมด
สิ่งที่น่าคิดก็คือ ปรัชญานี้มันช่างบังเอิญเข้ากับเนื้อท่อนหนึ่งของเพลง Over the Hill อย่างลงล็อกทีเดียว
“Wait, hold on. The sun has yet to dawn on me. Reading everything I’ve read. No, it’s all in my head” ที่แปลได้ว่า “อย่ารีบเร่ง ฉันยังไม่ได้สัมผัสไออุ่นจากแสงอาทิตย์ของวันใหม่เลย ฉันพยายามทำความเข้าใจกับทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มา แต่ท้ายที่สุดแล้วมันอาจเป็นเพียงสิ่งที่ฉันคิดไปเอง”
“มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ” เป็นคำกล่าวของฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ เช่นกัน แต่อิสระในการเลือกย่อมมาพร้อมกับการแบกรับภาระจากการตัดสินใจนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนการตอบคำถามที่อาจไม่มีคำตอบเลยก็ได้ ทำให้มนุษย์หวาดกลัวต่อการตัดสินใจของตัวเอง ถึงแม้ว่าเรามีสิทธิ์เต็มที่ในการเลือกตอบคำถามก็ตาม
ประสบการณ์ที่เราเรียนรู้ทั้งหมดตลอดชีวิตไม่ได้เป็นของตัวเราเอง แต่มันมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา มีคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมต่อการใช้ชีวิตของเราเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คนที่เราเลือกให้มาเป็นเพื่อน คู่ชีวิต เพื่อนร่วมงาน หรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่เพราะเราเลือกได้ตามเจตจำนงอย่างเสรีทั้งหมด
แต่เป็นเพราะการเลือกของเราย่อมเกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของชีวิตที่เราไม่อาจเลือกได้
นี่เองคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงรอให้แสงอาทิตย์ของวันใหม่มาถึง ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าแสงเดียวที่เราเห็นมีเพียงแค่แสงจันทร์เท่านั้น เพราะมีใครบางคนพยายามเหนี่ยวรั้งไม่ให้ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาพ้นเส้นขอบฟ้า
การเลือกที่จะทำตามความต้องการของสังคมทำให้วัยรุ่นทั้งสี่คนจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเขาขึ้นรถมาทำไมตั้งแต่แรก
ระยะทางที่เพิ่มขึ้นยิ่งทำให้สิ่งที่เรียกว่าความหวังกลับกลายเป็นความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันจบ
ยิ่งใช้อิสรภาพนอกรถที่มีเพียงนาทีครึ่งมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งโหยหามันมากเท่านั้น
จนในที่สุดแล้ว การได้อิสรภาพมาครองแค่เพียงวินาทีเดียวก็ยังมีความหมายมากกว่าการมีชีวิตอยู่ตลอดไปโดยที่ไร้ซึ่งอิสรภาพอย่างสิ้นเชิง และหนังได้ตั้งถามเราว่าเป็นคุณจะเลือกอะไรระหว่าง
“การมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะมีไปทำไม” กับ “การได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการจริงๆ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบงการ ซึ่งอาจมีเวลาแค่ไม่กี่นาทีก่อนที่ชีวิตจะจบลง”
เราถูกหลอกว่าชีวิตมีอิสรเสรีมาโดยตลอด แต่พอรู้ว่ามันไม่จริง คำถามประเภทที่ว่า “เหยี่ยวห้าสิบตัวสู้กับผู้ชายมีปืนหนึ่งกระบอก ใครจะชนะ?”
แต่กลับมีคนที่เฝ้ารอคำถามอะไรแบบนี้และตั้งใจตอบมันจริงๆ กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตไปเสียได้
บนถนนที่ไร้จุดสิ้นสุดเช่นนี้ นี่อาจเป็นความหวังเดียวในการมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อมนุษย์ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีอิสระในการมองโลกผ่านสายตาของคนคนนั้นจริงๆ โดยที่ไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องเลย
