สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย
ปลายเดือนกันยายนนี้มีเทศกาลของชาวจีนเรียกว่า ไหว้พระจันทร์ ที่คนไทยก็รู้จักกันดี เพราะได้โอกาสกินขนมรสอร่อยหลากหลายรสชาติ ทำให้นึกถึงต้นกระต่ายจันทร์ ที่เป็นวัชพืชเลื้อยตามพื้นดิน แต่ก็เป็นสมุนไพรที่น่ารู้จัก ไม่ใช่พืชไร้ประโยชน์
กระต่ายจันทร์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. จัดเป็นพืชสมุนไพรขนาดเล็กในวงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) มีชื่อเรียกตามท้องถิ่น เช่น หญ้าจาม (เชียงใหม่ ชุมพร) หญ้าขี้ตู้ด (น่าน) หญ้ากระจาม (สุราษฎร์ธานี) เหมือดโลด (นครราชสีมา) กระต่ายจาม หรือหญ้าผมยุ่ง (ภาคกลาง) และในภาษาจีนเรียกว่า เอ๋อปุ๊สือเฉ่า (????)
กระต่ายจันทร์เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่มีวงจรชีวิตสั้น (Annual herb) ลำต้นทอดเลื้อยราบไปตามพื้นดินที่ชื้นแฉะ แตกกิ่งก้านสาขามากจนดูคล้ายกับพรมผืนเล็กๆ ลำต้นยาว 5-20 เซนติเมตร ปลายกิ่งมักชูตั้งขึ้น ลำต้นอ่อนมักมีขนสีขาวหนาแน่นคล้ายใยแมงมุมยุ่งเหยิง
เมื่อลำต้นแก่ขึ้น ขนเหล่านี้จะค่อยๆ หลุดร่วงไป ใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันอย่างหนาแน่นตามข้อต้น ใบมีรูปไข่กลับ ปลายใบมน ขอบใบเว้าหยักหยาบๆ ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่น ผลแห้งขนาดเล็กมาก ปลายผลเหมือนพืชวงศ์ทานตะวันชนิดอื่น
ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์เท่าที่มีในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุพิกัดถิ่นกำเนิดดั้งเดิมได้ แต่มีหลักฐานเด่นชัดว่า กระต่ายจันทร์เป็นพืชพื้นเมืองและมีกระจายตัวอยู่ในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของโลกมาแต่โบราณ กระจายอย่างกว้างขวางในหลายทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย พบได้ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออก (จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี) เอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย) ทวีปโอเชียเนียพบกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของประเทศออสเตรเลีย (เช่น รัฐควีนส์แลนด์) และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ทวีปแอฟริกา พบในบางพื้นที่ของเขตร้อนและเขตศูนย์สูตร
ในประเทศไทยพบต้นกระต่ายจันทร์ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่สภาพนิเวศแบบลุ่มต่ำ แฉะ และมีความชื้นสูง มักพบเห็นปนไปกับหญ้าหรือตะไคร้น้ำ ตามริมตลิ่งชายฝั่งแม่น้ำ พื้นที่ลานทรายชื้น ริมหนองบึง และที่ราบลุ่มที่มีน้ำขังหลังฤดูเก็บเกี่ยว เช่น ตามทุ่งนาหรือนาข้าว ซึ่งมักจะเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาวหลังจากที่น้ำในนาเริ่มงวดลง

แม้ว่ากระต่ายจันทร์มีสถานะเป็นวัชพืชต้นเล็กๆ ตามธรรมชาติ แต่กระต่ายจันทร์กลับมีประวัติการใช้ประโยชน์ในตำรับยาโบราณอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในเภสัชวิทยาสมัยใหม่พบว่า พืชชนิดนี้อุดมไปด้วยสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูง เช่น สารกลุ่มน้ำมันหอมระเหย (Volatile oils), เทอร์พีนอยด์ (Terpenoids), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และเซสควิเทอร์พีนแล็กโตน (Sesquiterpene lactones)
ในตำรายาไทยและตำรายาจีนกล่าวถึงสรรพคุณเด่นของกระต่ายจันทร์ โดยการนำมาใช้ประโยชน์หลักๆ คือ ทั้งต้น (ลำต้น สดหรือแห้ง) ใบ และเมล็ด ใช้ช่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และเมื่อดูจากชื่อในภาษาอังกฤษว่า Spreading-sneezeweed แปลได้ว่า หญ้าหรือวัชพืชที่ทำให้จาม เมื่อใครที่ลองนำดอกหรือใบมาขยี้แล้วดม กลิ่นฉุนๆ กระตุ้นให้จาม หรือนำใบหรือเมล็ดแห้งมาบดเป็นผง ทำคล้ายยานัตถุ์นำไปสูดดม จะมีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการจาม ซึ่งแต่โบราณก็นำมาใช้แก้หวัด คัดจมูก แก้ภูมิแพ้ แก้โรคไซนัสอักเสบ และริดสีดวงจมูก เพื่อช่วยขับน้ำมูกและสิ่งอุดตันออกจากโพรงจมูก และถ้านำต้นมาต้มน้ำดื่มยังช่วยแก้ไอ แก้ไอกรน และแก้หอบหืดได้
นอกจากนี้ ลำต้นของกระต่ายจันทร์นำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยบำรุงสายตา แก้โรคเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง และช่วยรักษาอาการตาเป็นฝ้าฟาง ฤทธิ์แก้อักเสบและระงับปวด ประสบการณ์ชาวบ้านใช้แก้ปวดฟัน จะนำต้นสดมาตำให้ละเอียด นำไปพอกบริเวณแก้มข้างที่ปวด หากมีอาการฟกช้ำ ช้ำใน หรือปวดบวมตามร่างกายจะใช้ต้นสดประมาณ 20 กรัม ตำให้ละเอียด ผสมเหล้า แล้วนำไปตุ๋น นำน้ำยาจากการตุ๋นกับสมุนไพรมาดื่ม และนำกากมาพอกแผลที่ช้ำได้
สำหรับเมล็ดของกระต่ายจันทร์มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ ส่วนลำต้นนำมาต้มดื่มช่วยแก้ท้องเสียและแก้ริดสีดวงทวาร นอกจากนี้ ลำต้นใช้ต้มดื่มเป็นยาระงับพิษ ดับพิษสุรา หรือตำพอกแก้พิษงูกัด (เบื้องต้น)
ปัจจุบันมีรายงานข้อมูลงานวิจัยจาก PMC (PubMed Central) และสถาบันวิจัยหลายแห่งให้ความสนใจกับต้นกระต่ายจันทร์ (Centipeda minima) มีการศึกษาพบว่าสารสกัดจากพืชชนิดนี้มีฤทธิ์อย่างกว้างขวาง เช่น ฤทธิ์ต้านมะเร็งและเนื้องอก (Anti-tumour / Anticancer) สารกลุ่มเซสควิเทอร์พีนแล็กโตน (Sesquiterpene lactones) มีกลไกยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด ฤทธิ์ต้านจุลชีพและไวรัส (Anti-microbial / Anti-viral) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบสูง และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและไวรัสที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย (Anti-malarial) สอดคล้องกับตำรายาโบราณที่นำต้นไปใช้ลดไข้จับสั่นด้วย
ข้อควรระวัง แม้กระต่ายจันทร์จะมีสรรพคุณมากมาย แต่พืชนี้มีพิษต่อสัตว์ เช่น รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย มีรายงานเตือนว่า พืชชนิดนี้หากเจริญเติบโตปะปนในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์หนาแน่น อาจทำให้สัตว์เคี้ยวเอื้องที่กินปะปนเข้าไปทำให้เป็นพิษได้ หากนำมากินเป็นยาสมุนไพรก็ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่กินต่อเนื่องนานๆ และได้รับคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือผู้เชี่ยวชาญ
กระต่ายจันทร์เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “วัชพืชทรงคุณค่า” พบได้ในพื้นที่ชื้นแฉะและตามท้องนาไทย หากเรานำมาศึกษาวิจัยน่าจะมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไซนัส หอบหืด และภูมิแพ้ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ทรงคุณค่า และสร้างมูลค่าให้กับไทยได้
