บอก ‘เอาอยู่’ เมื่อไหร่ให้เก็บของ ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ตอบจริง ไม่เอาฮา ทำไมคนไทยไม่เชื่อรัฐ?
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
บอก ‘เอาอยู่’ เมื่อไหร่ให้เก็บของ
ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย
ตอบจริง ไม่เอาฮา ทำไมคนไทยไม่เชื่อรัฐ?
ไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์ตามนิยาม ‘มหาอุทกภัย’ หรือไม่ สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พุทธศักราช 2569
แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ คือ ยอดผู้ประสบภัยในตัวเลขเบื้องต้น 300,000 ครัวเรือน กระทบประชาชนราว 700,000 คน
ผู้อพยพไปพำนักยังศูนย์พักพิงพุ่งเฉียด 7,000 คนในเวลาไม่กี่วัน และยอดผู้ประสบภัยคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หิวโหย อ่อนล้า บาดเจ็บ แม้กระทั่งต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่ทันร่ำลาผู้เป็นที่รัก จากเหตุที่ไม่ควรเกิดอย่างไฟฟ้าลัดวงจร
อาหารปรุงสุกกว่า 60,000 กล่องต่อมื้อ ถูกระดมสรรพกำลัง เร่งปรุงในครัวสนาม เพื่อนำส่งเขตวิกฤต อาทิ ลาดกระบัง บางกะปิ มีนบุรี สะพานสูง สวนหลวง บึงกุ่ม คลองสามวา สายไหม บางเขน หลักสี่ และลาดพร้าว
เสียงชาวแฟลตคลองจั่นตะโกนเดือด ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรีขณะลงพื้นที่ กลายเป็นข่าวพาดหัวแชร์ว่อนในโลกออนไลน์
โลกใบเดียวกับที่เคยมีเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อดัง ฟันธงไว้ว่า จะเกิด ‘มหาอุทกภัย’ ในภาคตะวันออกและที่ราบลุ่มภาคกลาง แถมระบุเวลานับถอยหลัง กระทั่งภาครัฐออกมาปัดตก หวั่นประชาชน ‘ตื่นตระหนก’ เกินควร
ขณะที่ท่าทีจากเฟซบุ๊กแฟนเพจหน่วยงานราชการอย่าง ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ก็ไม่ธรรมดา ออกมาโพสต์แนวตัดพ้อ แล้วลบไวเหมือนฟ้าแลบแปล๊บเดียว (แต่แคปทัน)
เหตุการณ์เหล่านี้ เรียงไทม์ไลน์ฉายภาพชัดเหนือคำว่า ‘ดราม่า’ ทว่า สะท้อน ‘ความไม่เชื่อมั่น’ ต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ชาวกรุงเทพฯ ฝั่งธนฯ คนคลองสาน ซึ่งรอบนี้รอดจากการเป็นผู้ประสบภัย ได้เฝ้ามองสถานการณ์ในฐานะนักวิชาการด้านสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ ผู้ขยันผลิตผลงานแบบฉ่ำๆ ไม่ต่างจากสถานการณ์ฝน
และนี่คือคำตอบที่เหมือน ‘ทีเล่น’ แต่ ‘เอาจริง ไม่เอาฮา’ ของนักวิชาการท่านนี้ ต่อประเด็นดังกล่าว

: ทำไมคนไทยเชื่อ เพจ ‘ที ลมฟ้าอากาศ’ มากกว่ากรมอุตุนิยมวิทยา เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
โดยพื้นฐานคนไทยไม่ค่อยเชื่อมั่นภาครัฐในการรับมือภัยพิบัติ หรือวิกฤตอะไรก็ตาม อย่างที่โซเชียลแซวว่า ถ้าบอก ‘เอาอยู่’ เมื่อไหร่ ให้เก็บของเลย คือ คนไม่มีความเชื่อมั่นมานานแล้ว และคนไม่เชื่อมาหลายรัฐบาลแล้ว ไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดนี้ ส่วนกรณี เพจ ‘ที ลมฟ้าอากาศ’ ประเด็นอยู่ที่เขาโพสต์ถึงวิกฤตหลายครั้งแล้วเกิดขึ้นจริง ถ้าเทียบกับการแทงหวยคือถูกรางวัลที่ 1 ติดกัน 2 รอบ คือ รอบหาดใหญ่ กับรอบนี้ คนเลยไปทางเขา แต่ความวุ่ยวายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเพจแม่นยำกว่า หรือหน่วยงานภาครัฐถูกต้องกว่า แต่เพราะรัฐบาลมักปัดความเป็นไปได้ แล้วบอกว่าเป็น ‘เฟกนิวส์’
ถ้ารัฐบาลไม่ยุ่งเลย อยากจะโพสต์อะไรก็ทำไป จะไม่มีปัญหา สาเหตุที่คนรู้สึกเยอะในเรื่องนี้ เพราะ 2 รอบแล้วที่รัฐบาลปัดว่าเป็นเฟกนิวส์ แล้วสุดท้ายน้ำท่วม กลายเป็นว่าการที่รัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่นมากเกินไป แล้วพอผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม คนยิ่งไม่เชื่อมั่น
ถ้าสมมุติใช้วิธีแบ่งรับแบ่งสู้ ว่าโอกาสเกิดแบบหนักๆ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ 80 เปอร์เซ็นต์คงไม่เกิด คนจะไม่ด่าเยอะ อันนี้ไปยิงเขาเลยว่าเป็นเฟกนิวส์
: ประเด็นอยู่ที่นิยามของคำว่า ‘มหาอุทกภัย’ และ ‘อุทกภัย’ ที่ราชการต้องเป๊ะเพื่อให้เป็นไปตามหลักวิชาการไหม ควรปรับตัวในการสื่อสารกับสังคมหรือไม่?
ราชการมีประกาศเตือน ใช่ว่าไม่มี แต่ใช้คำว่าฝนตกหนัก ถึงหนักมาก คนไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ระดับไหน หนักระดับที่ต้องยกของขึ้นที่สูงไหม มิดหัว หรือไม่มิด
นี่คือ dilemma พูดยาก เพราะคำว่า ‘มหาอุทกภัย’ ถ้าใช้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ใช้คำนี้ไม่ได้อยู่แล้ว อยู่ดีๆ รัฐบาลจะมาประกาศว่า อีก 3 วันจะเกิดมหาอุทกภัย ก็ไม่ได้
แต่ในเชิงการสื่อสาร ภาครัฐอาจต้องหาประโยคที่เหมือน ‘เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง’ ให้เห็นภาพว่าคลื่นลมแรงระดับนี้
หรือฝนตกหนักมากในระดับน้ำเข้าบ้าน (หัวเราะ)
: ประโยคแซวเล่นๆ เน้นแกมหยอกอย่าง ‘เมื่อไหร่จะผัดข้าว’ สะท้อนปัญหาการแอ๊กชั่นผู้นำยุคใหม่ ที่ภาพการเดินลุยน้ำไม่สวมรองเท้า และถือตะหลิว ไม่อาจซื้อใจคนได้เหมือนยุคก่อนๆ หรือไม่?
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจตัดสินใจเกินว่าผัดข้าว อันนี้พูดจริง ไม่ได้เอาฮา สุดท้าย มีอำนาจตัดสินใจมากว่าการประกาศวันหยุดราชการ ซึ่งโดยพื้นฐาน ท่านเป็นคนที่เน้นสร้างความเชื่อมั่น แต่ไม่ทราบข้อเท็จจริง
ตัวอย่างมีตั้งแต่ตอนโควิด บอกคนไม่ต้องกลัว น้ำท่วมหาดใหญ่ กับน้ำท่วมครั้งนี้ก็เหมือนกัน ไม่ดูเลยว่าเคสไหนควรจะกลัวบ้าง
รัฐบาลไทย ตั้งแต่ยุคก่อนโควิด ก็ชอบปิดบังข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่มีใครเชื่อมั่น เพราะคุณไม่พูดความจริง ตอนเจอโรคระบาดแรกๆ บอกไม่มีอะไร ทั้งที่ข้อมูลมันมีออกมาแล้ว
พอประกาศว่ามีภัยพิบัติ คนก็ไม่ชัวร์ แม้กระทั่งวันหนึ่งพอถึงจุดที่คลี่คลายจริงๆ แล้วมาประกาศ คนก็จะไม่มั่นใจอีกเหมือนไฟจราจรในประเทศไทยที่พอไฟแดง เราไม่เคยมั่นใจว่าจะลงไปเดินบนถนนได้จริงไหมถ้าไม่มองซ้ำ ต้องคอยดูว่าจะมีใครฝ่าไหม
แต่ในต่างประเทศ พอไฟแดงก็เดินลงถนนได้เลย
: แล้วเชื่อเหมือนหลายคอมเมนต์ไหมว่า สถานการณ์เดียวกันถ้าเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่ไม่ได้ชื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นอันโดนชาวกรุงสับยับกว่านี้?
ก็กลับมาที่เรื่องความเชื่อมั่นอีก อันนี้เป็นความเชื่อมั่นในตัวบุคคล จริงๆ แล้ว ผลลัพธ์อย่างนี้ถ้าเป็นคนอื่นก็ต้องโดนด่ายับ แต่พอเป็นอาจารย์ชัชชาติ ก็จะโดนน้อยเพราะคนเชื่อมั่น ซึ่งต้องใช้คำว่ามาจากการสะสมมาตลอด 4 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 5 คนเห็นว่าทุกวิกฤต อาจารย์ลงไปจัดการปัญหา แล้วโดนเรื่องอะไรบ้าง ตึก สตง.ถล่ม ดินทรุดสามเสน ฯลฯ ทุกวิกฤตไปหน้างาน พยายามคลี่คลาย ทำให้คนรู้สึกว่า ยังไงผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทำเต็มที่เสมอ จะผิดจะถูก ก็เห็นแน่นอนว่าทำเต็มที่
แต่พอเป็นรัฐบาล คนไม่ชัวร์เลยว่า นี่คุณทำแล้วใช่ไหม ต่อให้รัฐบาลทำเยอะ คนก็ไม่เชื่อ เพราะภาพลักษณ์ที่สะสมมาเช่นกัน
สรุปคือคนไว้วางใจผู้ว่าฯ กทม. ตรงข้ามกับรัฐบาลที่คนไม่เชื่อมั่น คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด คนที่ใช่ ทำอะไรคนก็ให้อภัยได้ (หัวเราะ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
