bg-single

มีเหตุอันควรให้เชื่อ…

05.10.2026

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

มีเหตุอันควรให้เชื่อ…

กรณี “ฮั้ว ส.ว.” อันอื้อฉาวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนและสร้างความท้าทายต่อทุกเกณฑ์มาตรฐานที่สังคมไทยเคยมีและยึดถือมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งชัดเจนที่สุดก็คือกฎหมาย รองลงมาคือศีลธรรม สำนึกผิดชอบชั่วดี ความเป็นเหตุเป็นผล อำนาจหน้าที่ ความยุติธรรม ตลอดจนความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ด้วยกันในระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ เพราะถ้าหากกรณีนี้ผิดจริงแต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายยังอยู่รอดปลอดภัย รับรองว่าระบบต่างๆ ในสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสียหายเกินประเมินนับที่จะเกิดขึ้นตามมา

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายปั่นป่วนสังคมขนาดที่ว่า “กลุ่มก้อนที่แต่เดิมเราคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน” ยังทนเห็นสภาพเหล่านี้ไม่ได้ ต้องดาหน้าออกให้ความเห็นชนิดที่เรียกว่าตรงกันข้ามกับ “ฝ่ายเดียวกัน” อย่างที่ประชาชนคนอย่างเราที่เฝ้าติดตามอยู่ห่างๆ นั้นเกิดความงุนงงสงสัยซ้ำซ้อนไปมาจนยากจะแยกออกได้ว่าใครเป็นใครในหมากการเมืองกระดานนี้

หลังจากมีการแถลงผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยมีมติส่งศาลฎีกาฯ และดำเนินคดีอาญา 77 คนจากผู้ถูกร้อง 427 คน โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน อย่างที่เราได้ทราบและเห็นกันไปแล้วว่ามติดังกล่าวสร้างผลกระทบปั่นป่วนทางความรู้สึกของผู้คนในสังคมได้มากมายขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความชุลมุนดังกล่าว ในฝ่ายกลุ่มรณรงค์ชี้ให้เห็นความผิดปกติของกรณีฮั้ว ส.ว.นี้ มักจะมีวลีหนึ่งที่หลายคนให้สัมภาษณ์หรือแสดงความเห็นแล้วมักจะหยิบยกขึ้นมาเสมอ นั่นก็คือ “มีเหตุอันควรให้เชื่อ…” หรือ “มีหลักฐานอันควรให้เชื่อ…” ในทำนองที่ว่า หลักฐานที่หลายฝ่ายต่างช่วยกันรวบรวมมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยว่ากรณี (ที่กล่าวอ้างกันว่า) ฮั้ว ส.ว. นั้นมากพอจนมีเหตุอันควรให้เชื่อ หรือมีหลักฐานสนับสนุนมากพอ ที่ กกต.จะรวบรวมหลักฐานส่งเรื่องไปที่ศาล ให้ศาลจะเป็นผู้ตัดสินความผิดถูกเอง เพราะในขณะนี้ไม่มีใคร “รู้” ว่าอะไรจริงไม่จริง

บทความนี้จะไม่เข้าไปพูดถึงวลีในทางกฎหมายที่ว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (reasonable grounds to believe) เพราะแม้ว่าจะมีความหมายคล้ายกัน แต่ก็มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ในที่นี้จะพิจารณาจากแง่มุมทางปรัชญาเท่านั้น

ในทางปรัชญาโดยเฉพาะญาณวิทยามีความสนใจในประเด็นปัญหาทำนองนี้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ นักปรัชญาสนใจว่า เมื่อใครสักคนบอกว่าตัวเองรู้ หรือมีความรู้เกี่ยวกับอะไรสักอย่างนั้น มันคืออะไรกันแน่ และเมื่อไหร่ถึงจะเรียกว่ารู้ ความรู้แตกต่างจากความเชื่ออย่างไร ความเชื่อที่เป็นจริงเราเรียกว่าเป็นความรู้ได้หรือไม่ ดูเหมือนว่า ตอนนี้มีคำสามคำที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็คือ ความเชื่อ (หรือความคิดเห็นทั่วไป) ความจริง และความรู้

ราชบัณฑิตท่านได้อธิบายไว้ว่า ความเชื่อ (belief) คือ การยอมรับว่าประพจน์ใดประพจน์หนึ่งเป็นจริง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอยู่จริง ตามปกติความเชื่อว่าประพจน์เป็นจริงขึ้นอยู่กับการไตร่ตรองและการอนุมาน ส่วนความเชื่อว่าสิ่งต่างๆ มีอยู่นั้นมักจะเกิดจากประสบการณ์ตรง ไม่ต้องอนุมาน ความเชื่อคือการยอมรับ เชื่อมั่น ยึดถือในหลักการหรือความคิดบางอย่าง โดยที่อาจยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนมากพอนัก แต่มีแนวโน้มบางอย่างทำให้เราเชื่อมั่นในหลักการหรือความคิดนั้นๆ

ส่วนความรู้ (knowledge) ท่านราชบัณฑิตกรุณาให้ความหมายไว้ว่า ความรู้คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้รู้ (knower) กับสิ่งที่ถูกรู้ (known) ซึ่งไม่ค่อยได้ความกระจ่างเท่าไรนัก ผู้เขียนชอบคำนิยามของท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ท่านอธิบายไว้ในที่ไหนสักแห่งว่า ความรู้คือคำอธิบายเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์กันของปรากฏการณ์ต่างๆ

ในส่วนของความจริง (truth) คือ เมื่อคนสองคนขึ้นไปตกลงเห็นพ้องกับการตีความและประสบการณ์ของเหตุการณ์เฉพาะ เมื่อมติที่เห็นพ้องกันเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ว่ากลุ่มน้อยหรือใหญ่ก็ตาม แล้วมตินั้นก็จะกลายเป็น “ความจริง” อย่างที่เห็นและตกลงกันระหว่างกลุ่มชนใดชนหนึ่ง ซึ่งนี่ก็คือ “ความเป็นจริงที่เห็นพ้องต้องกัน” (the consensus reality)

ในงานเขียนเรื่องเมโน (Meno) ของเพลโต (Plato : 427-347 BC) อันเป็นเรื่องราวการสนทนาระหว่างโสเครติส (Socrates) กับเมโน (Meno) ซึ่งถกเถียงกันว่า อะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ความเห็นที่จริง” (true opinion) กับ “ความรู้” (knowledge) จากงานเขียนเล่มดังกล่าวสรุปว่า “หากใครมีความรู้ คนผู้นั้นก็ต้องมีความเห็นที่จริงด้วย แต่หากกลับกันก็จะไม่เป็นจริง นั่นก็คือ ผู้ที่มีความเห็นที่จริง อาจไม่มีความรู้ก็เป็นได้” ความคิดเห็นหรือความเชื่อของเราไม่ได้เท่ากับความรู้ ต่อให้ความเชื่อของเราเป็นจริงก็ตาม ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราเดาถูก หรือมันบังเอิญเป็นจริงตามที่เราเชื่อ เพลโตไม่เรียกความเชื่อที่จริงลักษณะนี้ว่าเป็นความรู้

ในหนังสือ ธีเอตีตุส (Theaetetus) ของเพลโตอีกเล่มหนึ่ง เขาได้อธิบายเพิ่มเติมว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง “ความเห็นที่จริง” กับ “ความรู้” วิธีการอธิบายอย่างหนึ่งของเพลโตในการตอบคำถามนี้ก็คือ เพลโตยกตัวอย่างว่า “ถ้ามีคนสองคน คนหนึ่งรู้ ส่วนอีกคนมีความเห็นที่จริงแต่เขาไม่รู้ สำหรับเพลโตแล้ว คนแรกนั้นมีทุกอย่างที่คนที่สองมี แต่คนแรกนั้นย่อมมีบางสิ่งบางอย่างมากกว่าคนที่สองมี” แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างสองคนนี้ที่ทำให้เรียกว่าอีกคนมีความรู้ วิธีการเช่นนี้ในปรัชญาร่วมสมัยก็คือการหาเงื่อนไขจำเป็น (necessary conditions) และเงื่อนไขเพียงพอ (sufficient conditions) สำหรับสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” นั่นเอง

เพลโตเห็นว่า ความรู้เป็นความคิดประเภทหนึ่งซึ่งแตกต่างไปจากความเชื่อหรือความเห็น และความเชื่อหรือความเห็นที่จะเป็นความรู้ได้ต้องเป็นความเชื่อที่จริง (true belief) สำหรับเพลโตนั้น ความเชื่อที่เป็นจริงจะเป็นความรู้ได้ก็ด้วยคำอธิบายที่เป็นเหตุอันควรให้เชื่อ (true belief with a justified account)

นอกจากนี้ ในหนังสือ อุตมรัฐ (The Republic) เพลโตยังเห็นว่า “ความเชื่อหรือความเห็นเป็นสิ่งที่มีทั้งถูกและผิด ความรู้ต่างจากความเห็นที่เป็นจริงก็คือเป็นสิ่งที่ไม่ผิด” ผู้ที่มีความรู้ผิดๆ ก็คือผู้ที่ไม่มีความรู้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” นั้น เพลโตได้มีการรับสมมุติฐานล่วงหน้าไว้แล้ว (presupposed) ว่า ความรู้ต้องเป็นสิ่งที่แน่นอน (certainty) และความแน่นอนนี้ต้องมาจากความเห็นหรือความเชื่อที่จริงอันจะเกิดขึ้นได้โดยมีคำอธิบายที่มีเหตุอันควรให้เชื่อ เช่น เมื่อพูดว่า “ก รู้ว่า ข” นั้นโยงได้ว่า “มันเป็นจริงที่ว่า ข” แต่เมื่อพูดว่า “ก เชื่อว่า ข” นั้นไม่สามารถโยงได้ว่า “มันเป็นจริงที่ว่า ข”

จากที่กล่าวมา ดูเหมือนว่าเพลโตได้นิยามความรู้ว่า เป็นความเชื่อที่เป็นจริงและมีเหตุอันควรให้เชื่อ (a justified true belief) พูดให้ง่ายกว่านั้น ความรู้ในทัศนะเพลโตสามารถแยกออกเป็นสามส่วนคือ ความเชื่อ (belief) ความจริง (truth) และการมีเหตุอันควรให้เชื่อ (justification) แม้ว่าในปัจจุบันจะมีนักปรัชญาโต้แย้งว่า การนิยามความรู้ของเพลโตที่แยกออกเป็นสามองค์ประกอบดังที่กล่าวนั้นไม่เพียงพอที่จะเรียกว่าความรู้ได้ก็ตาม แต่อย่างน้อยทั้งสามองค์ประกอบคือ ความเชื่อ ความจริง และการมีเหตุอันควรให้เชื่อนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับสิ่งที่เรียกว่าความรู้อยู่ดี

เมื่อเทียบกับกรณีฮั้ว ส.ว. องค์ประกอบที่เราตัดออกไปเลยคือ ความจริง เพราะไม่มีใครรู้หรือตัดสินได้เลยว่าเป็นจริงหรือเท็จ ยังไม่มีข้อยุติที่แน่นอน มันถึงยังไม่เป็นความรู้และเป็นปัญหาที่เราถกเถียงกันอยู่

ดังนั้น เหลือเพียงสององค์ประกอบที่เหลือ นั่นก็คือความเชื่อหรือความคิดเห็น และการมีเหตุอันควรให้เชื่อ

หากใครที่ติดตามกรณีฮั้ว ส.ว.อย่างใกล้ชิด เราจะเห็นว่า เรามีวัตถุพยาน (โพยหมายเลขผู้สมัคร ส.ว. ธนบัตรที่ว่าจ้างให้เลือกผู้สมัครตามกำหนด ข้อมูลการโทรศัพท์ในวันเลือกตั้ง ฯลฯ) พยานบุคคล (พยานผู้ให้ปากคำ เป็นทั้งผู้สมัครเอง หรือผู้ที่ถูกจ้างวานให้ลงสมัคร พยานผู้กลับคำให้การ กกต. เสียงข้างน้อย ฯลฯ) พฤติกรรมพยาน (การเดินทางมาพร้อมกัน ใส่เสื้อสีเดียวกันเป็นกลุ่มก้อน ฯลฯ) หลักฐานการคำนวณทางคณิตศาสตร์ถึงความเป็นได้ในการเลือกหมายเลขและเรียงหมายเลขแบบเดียวกัน ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้น่าจะเพียงพอที่จะบอกกับเราว่า มีเหตุอันควรให้เชื่อ หรือมีหลักฐานมากพอที่ทำให้เราเชื่อได้ว่า มีกรณีผิดปกติอย่างไม่น่าไว้วางใจในการจัดการเลือกตั้ง ส.ว.ที่ผ่านมา และไม่ใช่ว่าเราด่วนตัดสิน หรือตั้งตัวเองเป็นศาลเตี้ยตัดสินไปแล้วล่วงหน้า เปล่าเลย ข้อเรียกร้องของเราง่ายๆ เลยก็คือ ข้อกล่าวหาและหลักฐานเหล่านี้ควรจะได้รับการส่งสำนวนต่อไปยังศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน “ความจริง” นั้นอีกที เราถึงจะบอกได้ว่า เรา “รู้” ว่า กรณีฮั้ว ส.ว.นี้เป็นจริงหรือเท็จ หรือถึงที่สุดอาจจะไม่รู้ความจริงก็เป็นได้

แต่อย่างน้อย เรามีเหตุอันควรให้เชื่อ (จากบรรดาหลักฐานที่เรามีอยู่) ว่ากรณีฮั้ว ส.ว.นั้นมันเกินวิสัยของเราที่จะเชื่อได้ว่ากรณีนี้มันเป็นความปกติของสังคม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความก้าวหน้า ของระบบนิเวศโดรนของยูเครน อาจทำให้สงครามขยายตัวแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ชาว ราชปรารภ ท่ามกลาง เสียงปืน กึกก้อง
มีเหตุอันควรให้เชื่อ…
Songs in the Key of Life : ค่ำคืนแห่งฝัน
‘ปฏิกิริยา’ นักข่าว-พิธีกรดัง ถล่มทรัมป์แกว่งเท้าหาเสี้ยน เปิดศึกห้าม CNN, MSNOW และ POLITICO
‘สรยุทธ-ผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิก-ผู้บริหารจีเอ็มเอ็มทีวี’ กับรางวัล ‘เกียรติคุณแห่งความสำเร็จ’ FEED X KHAOSOD Awards
บอก ‘เอาอยู่’ เมื่อไหร่ให้เก็บของ ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ตอบจริง ไม่เอาฮา ทำไมคนไทยไม่เชื่อรัฐ?
รัฐธรรมนูญใหม่ กับการสร้าง ‘อำนาจร่วม’
โผทหาร ภาค 2 ‘บิ๊กปู’ เคลียร์ใจเพื่อน ตท.26 วัดฝีมือ ‘บิ๊กจอย’ บนเก้าอี้ เสธ.ทบ. จับตา ‘บิ๊กดุลย์’ ลุยน้ำท่วม ฝ่ากระแสลือ ‘อำลา’ ชัด เก้าอี้แข็งโป๊ก
E-DUANG | เบื้องหน้า เนเน่ นายแน่มาก สะท้อน ความสุก ทางปัญญา
รพ.ตร. ลงพื้นที่ สน.ร่มเกล้า ตรวจเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พร้อมมอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม เน้นย้ำ “ไม่เพิ่มภาระเจ้าหน้าที่หน้างาน”
‘ลิณธิภรณ์’ เปิดงาน TEDxNU Final 2026 จุดไฟผู้บริหาร “รู้จักฟัง–กล้าตัดสินใจ–ลงมือทำ” พาการศึกษาไทยก้าวทันโลก