bg-single

ผ่า ‘แผลเป็น’ นโยบายรัฐ หนีลูปจีดีพีโตแคระ แนะเลิก ‘เลี้ยงไข้’ ศก.ไทย

03.10.2026

เศรษฐกิจ

ประเทศไทยคงเป็นประเทศเดียวที่ต้องเผชิญภาวะทั้งปัญหาน้ำท่วมและปัญหาน้ำแล้งภายในปีเดียวกัน

สะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับนโยบายของรัฐบาลจนถึงหน่วยงานที่ต้องรับลูกนำแผนดำเนินงานต่างๆ มาสานต่อให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อส่วนหัวไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ตั้งแต่กลางลำตัวจนถึงหางก็คงอ่อนแอลงตามไปด้วย

เกิดเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่หมักหมม ทับถมกันมาอย่างยาวนาน และสถานการณ์ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นทุกที เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบภายนอกจนส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้

เพราะนับตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด-19 จีดีพีไทยก็เข้าสู่ภาวะโตน้อย จากที่จีดีพีเคยวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 5% ตอนนี้อาจไม่ได้เห็นตัวเลขนั้นแล้ว

ส่วนตัวเลขที่ทำให้ทุกคนพอใจอาจเป็นเพียงการยืนอยู่ในฐานะประเทศที่จีดีพีไม่ติดลบเลยก็ดีมากเกินพอแล้ว ซึ่งแนวคิดแบบนี้ถือว่า อันตรายมาก เพราะเป็นการเลี้ยงไข้คนป่วย เสมือนให้ความหวังว่าจะมีวันหายดี แต่สุดท้ายก็ไม่หายอยู่ดี

หากเป็นในฐานะหมอและผู้ป่วย อาจยังพอทำความเข้าใจได้ว่า เพราะหมอต้องการให้ผู้ป่วยมีความหวังในการมีชีวิตอยู่

แต่หากในฐานะระดับประเทศแล้วอาจทำความเข้าใจยาก เนื่องจากผู้นำมีหน้าที่ในการบริหารจัดการเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน แต่เมื่อภาพการบริหารจัดการซึ่งดูสวนทางกับอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่จนล้นมือ

คำถามเชิงลบจึงเกิดขึ้นมากมายอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2.3% และปี 2570 จะขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1.8% เท่านั้น แม้มีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น และผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิต รวมถึงภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด

แต่เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเอส ขนาดเล็กมากๆ มีความสามารถในการปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง

ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง รวมถึงยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจแบบขาดประสิทธิภาพเป็นเวลานาน

ซึ่งอาจเกิดจาก 3 ปัญหาหลัก ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ

2. ขาดการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากร เช่น แรงงาน

และ 3. กฎเกณฑ์หรือกติกาทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้เกิดประสิทธิภาพ

ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำหรือไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ เศรษฐกิจจึงเติบโตช้าและมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว

โดยปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น สะท้อนจากการส่งออกไทยที่ฟื้นตัวช้าและสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

รวมทั้งคะแนน PISA1 ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่ม OECD มาจากปัญหาคุณภาพแรงงาน

และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

ปัญหาในตัวเองก็มีมากมายเกินพออยู่แล้ว ยังต้องมาเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติที่ยากจะรับมืออีก แม้ความจริงจะมีอีกหลายมุมมองที่มองว่า รัฐบาลควรต้องมีความสามารถในการรับมือและบริหารจัดการกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้มากกว่านี้

โดยข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ได้ประเมินภาพความเสียหายจากการบริหารจัดการที่ล่าช้าของส่วนการปกครอง หรือรัฐบาล ทั้งในแง่การรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ

ยกตัวอย่างล่าสุดที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่สามารถมองความเสียหายเป็นเพียง มูลค่าของสินทรัพย์ที่เสียหายเท่านั้น เพราะวิธีคิดแบบนี้ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างนโยบาย เพราะจะทำให้งบประมาณรัฐไปกระจุกตัวอยู่กับการป้องกันพื้นที่ของคนรวยหรือเขตเศรษฐกิจที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง ส่งผลกระทบต่อคนจน

ธนาคารโลกเสนอให้เปลี่ยนมาวัดความเสียหายในมิติของความกินดีอยู่ดีที่สูญเสียไป เนื่องจากเงิน 1 ดอลลาร์ที่สูญเสียไปของคนจน ส่งผลกระทบต่อชีวิตรุนแรงกว่าคนรวยมหาศาล น้ำท่วมเป็นตัวเร่งให้คนจนต้องสูญเสียเครื่องมือทำกิน และบีบให้ก้าวเข้าสู่วัฏจักรความยากจนข้ามรุ่น โดยเฉพาะเหตุการณ์ภัยพิบัติมักเป็นส่วนหลักที่ฉุดให้ประชากรโลกกลายเป็นคนจนรายใหม่สูงถึงปีละ 26 ล้านคน

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่แนะนำคือ รัฐบาลต้องลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและการเตือนภัยที่ระบุเป้าหมายเพื่อปกป้องคนจน ควบคู่กับการทำระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่นตามภัยพิบัติ อาทิ การโอนเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแบบทั่วถึง เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความทุกข์ยากของประชาชนมากกว่าเดิม

สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย มักส่งผลให้เกิดวิกฤตการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรุนแรงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พลังงาน และระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพต่ำกว่า

ทำให้ความสูญเสียจากอุทกภัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมูลค่าความเสียหายทางตรงของทรัพย์สิน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดวงจรน้ำท่วม-น้ำแล้งสลับกันถี่ขึ้น

โดยมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ปรับตัว ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิดจากการสร้างสิ่งก่อสร้างคอนกรีตแบบเดิม ไปเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานบนฐานธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่ชายฝั่งเพื่อเป็นปราการซับน้ำ ซึ่งจะช่วยปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานและลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานภาคธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

หนึ่งภาคส่วนที่ถูกกระทบจากปัญหาอุทกภัยอย่างแน่นอนคือ ภาคการท่องเที่ยว โดย อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้เปรียบเทียบการบริหารจัดการรับมือภัยพิบัติจากจีน คือ ภัยเกิดหลายทิศ ต้องมีหนึ่งศูนย์กลางบริหารทั้งระบบ ซึ่งคนจีนมีคำกล่าวที่หมายถึง “เมื่อพื้นที่หนึ่งประสบภัย ทุกทิศร่วมกันช่วยเหลือ” เป็นหลักคิดที่มีพลังเมื่อภัยพิบัติเกิดเฉพาะพื้นที่ เพราะพื้นที่อื่นยังสามารถส่งคน อาหาร เครื่องมือ และทรัพยากรเข้าไปสนับสนุนได้

แต่เมื่ออุทกภัยกระจายเป็นวงกว้างหลายสิบจังหวัดพร้อมกัน สถานการณ์เปลี่ยนจากหนึ่งพื้นที่มีภัย เป็นหลายพื้นที่มีภัยพร้อมกัน โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า ใครจะไปช่วยใคร แต่คือเมื่อภัยเกิดทั่วทุกทิศ ต้องมีหนึ่งศูนย์กลางมองภาพรวม จัดลำดับ และบริหารทรัพยากร ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการระดมความช่วยเหลือ (Mobilization) ไปสู่การบริหารทรัพยากรทั้งระบบ (System Orchestration)

จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายในแนวคิด 1-5-4 Model คือ ในช่วงของการบริหารวิกฤตระดับประเทศ

จะต้องมี 1 National Command คือ หนึ่งภาพรวม หนึ่งฐานข้อมูล หนึ่งระบบจัดลำดับทรัพยากร

5 Regional Clusters คือ กระจายอำนาจการปฏิบัติและสร้าง Logistics Hub ใกล้พื้นที่

บวกกับ 4 Essential Missions ได้แก่ อาหาร สิ่งจำเป็น ที่พักปลอดภัย การเดินทาง เพราะตอนนี้ หัวใจสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การรวมทุกอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง แต่คือ ส่วนกลางบูรณาการ แบ่งพื้นที่บัญชาการ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน ช่วยเหลืออย่างแม่นยำ

“เน้นย้ำว่า เมื่อภัยเกิดเพียงแห่งเดียว น้ำใจจากแปดทิศอาจเพียงพอ แต่เมื่อภัยเกิดพร้อมกันทั่วทุกทิศ ประเทศต้องมีระบบที่สามารถเปลี่ยนน้ำใจ คน เงิน สิ่งของ และศักยภาพของทุกภาคส่วนให้กลายเป็นทรัพยากรชุดเดียวกัน” อดิษฐ์กล่าว

จากปัญหาที่ถูกถ่างให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น ก็คาดหวังว่า ประเทศไทยจะก้าวพ้นไปสู่จุดที่ป้องกันก่อนเหตุเกิดได้อย่างแข็งขัน แทนการก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของชีวิต หรือการเยียวยาหลังเกิดเรื่องขึ้นอย่างที่ผ่านๆ มา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผ่า ‘แผลเป็น’ นโยบายรัฐ หนีลูปจีดีพีโตแคระ แนะเลิก ‘เลี้ยงไข้’ ศก.ไทย
ไทยสร้างไทย โวย”ไข่อนุทินแพง” จี้ ศุภจี คุมราคาไข่ไก่ ขณะนี้ฟองละ 6-7 บาทกระทบค่าครองชีพ ซำ้เติมนำ้ท่วม ชาวบ้านบอก“จนไม่ไหวแล้ว”
น้ำท่วมปี 54 “ยิ่งลักษณ์” อ่วม ถูกชาวบ้านฟ้อง-ป.ป.ช.ตั้ง “สุภา” ไต่สวนบริหารน้ำผิดทำท่วมกรุง
ไม่ประมาท! รมช.เกษตรฯ สั่งเตรียมพร้อมรับฝนช่วง 4-7 และ 9-12 ต.ค.นี้ จัดระบบติดตาม-ช่วยเหลือ 4 กลุ่มพื้นที่ ระดมเรือจากกรมประมง-ยานพาหนะสแตนบายด์
มหากาพย์ ย้ายอุเทนฯ โจทย์หิน…ไร้ทางออก?
หอมหมื่นลี้ ไหว้พระจันทร์
สต๊อกสะสมบ้านคอนโดฯ เริ่มลดลง
2 ทอง 1 เงินเอเชี่ยนเกมส์ ‘ยูเซน บิว’ ภูริพล บุญสอน ก้าวสู่ตัวท็อปเวิลด์คลาส
โชยุราเมนหมูทงคัตสึ
ฟันโทษแมนซิตี้ ผิดกฎการเงิน 114 ข้อ สะเทือนวงการลูกหนังผู้ดี
ถอดรหัสแวดวงยานยนต์เมืองไทย สกัดรถนำเข้า-ผู้บริโภคเปลี่ยนไป
การช่วยชีวิต ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ