คุยกับทูต | โมนิกา เครเซวิคกา โปแลนด์…ความหมายของเอกราช ผ่านเรื่องเล่าและเสียงดนตรี (1)
คุยกับทูต | ชนัดดา ชินะโยธิน
Exclusive Talks With Ambassadors | Chanadda Jinayodhin
ทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน ธงชาติสีขาว-แดงจะปรากฏทั่วโปแลนด์ พร้อมพิธีรำลึก เสียงดนตรี และกิจกรรมที่ชวนผู้คนมาร่วมเฉลิมฉลองวันเอกราช
เบื้องหลังบรรยากาศเหล่านี้คือเรื่องราวของประเทศที่ถูกแบ่งดินแดนและสูญเสียเอกราชยาวนานถึง 123 ปี ก่อนกลับมาเป็นประเทศเอกราชอีกครั้งในปี ค.ศ.1918
เส้นทางหลังจากนั้นยังเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งสงครามโลกครั้งที่สอง ยุคคอมมิวนิสต์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในปี ค.ศ.1989 โดยมีขบวนการโซลิดาริตีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ก่อนที่โปแลนด์จะเข้าเป็นสมาชิกนาโตในปี ค.ศ.1999 และสหภาพยุโรปในปี ค.ศ.2004
ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่า เหตุใดเอกราชและสิทธิ์ในการกำหนดอนาคตของตนเองจึงมีความหมายต่อชาวโปแลนด์อย่างลึกซึ้ง
ขณะเดียวกัน โปแลนด์ยังมีเรื่องราวอีกหลายด้านให้ทำความรู้จัก ทั้งพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ผลงานของบุคคลที่โลกจดจำ และมรดกทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อมาถึงวันนี้
ในโอกาสวันเอกราชปีนี้ “คุยกับทูต” สนทนากับนางโมนิกา เครเซวิคกา (Monika Krzewicka) อุปทูตรักษาการสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย ถึงความหมายของวันเอกราช ตั้งแต่ความรู้สึกส่วนตัว บทเรียนจากประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการใช้เสียงดนตรีเชื่อมผู้คนต่างวัฒนธรรมให้ใกล้ชิดกัน

วันชาติที่มีความหมาย
มากกว่าการเฉลิมฉลอง
เมื่อถามถึงความหมายของวันชาติโปแลนด์ในความรู้สึกส่วนตัว ท่านอุปทูตเล่าว่า วันเอกราชเป็นทั้งช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจและโอกาสที่จะรำลึกด้วยความขอบคุณถึงผู้ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศ
“สำหรับดิฉัน วันนี้เตือนใจเราว่า เอกราชเป็นสิ่งมีค่าที่ไม่ควรมองข้าม และเราทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันรักษาไว้ให้คนรุ่นต่อไป”
ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้คนทั่วโปแลนด์จะประดับธงชาติ ร่วมพิธีสำคัญ ตลอดจนชมคอนเสิร์ตและเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน
บรรยากาศของวันนี้จึงไม่ได้มีเพียงพิธีการ
แต่ยังเป็นโอกาสที่ผู้คนจะได้ร่วมเฉลิมฉลองและสัมผัสถึงความผูกพันในฐานะคนชาติเดียวกัน


จากเรื่องราวในอดีต
สู่คุณค่าที่ส่งต่อถึงคนรุ่นใหม่
เบื้องหลังการเฉลิมฉลองคือประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ชาวโปแลนด์ไม่เคยลืม ท่านอุปทูตอยากให้คนไทยได้รู้ว่า ชาวโปแลนด์ให้ความสำคัญกับเอกราชและอิสรภาพอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับชาวไทย
“ประวัติศาสตร์ของเราเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มา แม้จะเผชิญความยากลำบากหรือล้มลงกี่ครั้ง เราก็ยังหาพลังกลับมาลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อสิทธิ์ของตนเองได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เอกราชก็ยังเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเรา และเราพร้อมทุ่มเทเพื่อรักษาไว้”
ประสบการณ์เหล่านี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ชาวโปแลนด์ได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็กให้เข้าใจคุณค่าของอธิปไตยและการมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง
เพราะสิ่งนี้เป็นรากฐานที่เปิดทางให้ประเทศพัฒนาและดูแลผลประโยชน์ของชาติได้


กำหนดอนาคตด้วยตนเอง
พร้อมก้าวไปกับนานาชาติ
จากบทเรียนในอดีต บทสนทนาขยับมาถึงพัฒนาการของโปแลนด์ในปัจจุบัน ท่านอุปทูตอธิบายว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โปแลนด์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วยการเลือกแนวทางที่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศ
“ความร่วมมือกับนานาชาติมีส่วนช่วยให้โปแลนด์ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งคงเป็นเรื่องยากหากเราต้องเดินหน้าเพียงลำพัง”
ในทัศนะของท่านอุปทูต การมีสิทธิ์กำหนดทิศทางของตนเองและการทำงานร่วมกับประเทศอื่นต่างมีส่วนสำคัญในการสร้างความก้าวหน้าให้โปแลนด์


โปแลนด์ในเวทีโลก
ความก้าวหน้าที่ท่านอุปทูตกล่าวถึงยังสะท้อนผ่านบทบาทของโปแลนด์ในยุโรป ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยโปแลนด์สนับสนุนยูเครนและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการขนส่งและส่งกำลังบำรุง ควบคู่กับการลงทุนยกระดับกองทัพและการทำงานร่วมกับประเทศในภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจ โปแลนด์เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหภาพยุโรป และมีการเติบโตโดดเด่นในภูมิภาค อีกทั้งเป็นฐานการผลิตและส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสำคัญของยุโรป พร้อมเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีบุคลากรทักษะสูงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์เป็นกำลังสำคัญ
บทบาทเหล่านี้สะท้อนถึงประเทศที่ผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ให้กับตนเอง
