รู้จัก อัยการสูงสุด คนใหม่ เคยถูกกล่าวหา “เหลืองตัวพ่อ” พร้อมลุยภารกิจลบคำสบประมาท ‘ยักษ์ไร้เขี้ยว’ ชงโมเดล ‘FBI’ แก้จุดบอด
จุดหักเห ‘เหลืองตัวพ่อ ‘ สู่ อสส.คนที่ 21 ลุยภารกิจลบคำสบประมาท ‘ยักษ์ไร้เขี้ยว’ ชงโมเดล ‘FBI’ แก้จุดบอดอัยการ
คอลัมน์ โล่เงิน
โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด (อสส.) คนใหม่ได้ประกาศวิสัยทัศน์ “อัยการของชาติและประชาชน”
มีนโยบายบริหารงาน “สานภารกิจเดิม เสริมภารกิจใหม่ ให้ประชาชนเชื่อมั่น ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร”
ตั้งเป้าลดการสั่งฟ้องกับคดีที่หลักฐานไม่ชัดเจน
พร้อมยอมรับว่า การทำหน้าที่หนีการเมืองไม่ได้ แต่จะไม่ให้เข้ามาสั่งชี้ซ้ายขวา ทำตามข้อเท็จจริง
โกวิท หรือพี่อู๋ ของน้องๆ อัยการ เข้ารับตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21
ภายหลังจากที่เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อย่าง โชคชัย ทิฐิกัจจธรรม อดีตรองอัยการสูงสุดที่มีคิวขึ้นอัยการสูงสุดคนที่ 21 ในตอนแรกแต่เปลี่ยนความคิด ตัดสินใจไม่ขอรับตำแหน่ง
ด้วยความที่ โชคชัย มีบุคลิกเป็นคนเก็บตัว สมถะ ชอบความสงบ จึงขอไปดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโสแทน
อานิสงส์นี้ส่งให้โกวิทที่แต่เดิมมีคิวขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดในปี 2570 ต้องเลื่อนไว ขึ้นรับตำแหน่งปีงบประมาณ 2569 แทน และปฏิบัติหน้าที่อัยการสูงสุด 2 ปี ก่อนหน้านี้รุ่นพี่อัยการสูงสุดจะนั่งแค่ 1 ปี
มีหลายคนมองว่าน่าจะเป็นผลดีกับองค์กรอัยการ ในการขับเคลื่อนนโยบายให้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
สําหรับแฟ้มงานของ อสส.คนใหม่ ผ่านการทำคดีมาอย่างโชกโชน ทั้งสมัยทำคดีเรียกค่าไถ่กลุ่ม “โจรไข่หมูก เส้งเอียด” คดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวลี ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย
ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามเป็น “อัยการเหลืองตัวพ่อ”
เจ้าตัวเปิดใจในเวลาต่อมาว่า อาจเพราะได้ข้อมูลมาฝ่ายเดียว จนเกิดความรู้สึกไปเช่นนั้น
แต่หลังจากได้เข้าทำงานในสำนักงานคดีพิเศษ ที่ต้องตั้งหลักเวลาทำคดีให้ดี เพราะถ้าเกิดอคติเมื่อไหร่ ความชอบธรรมไม่เกิด จนต้องคิดไว้ในหัวว่าห้ามมีอคติเด็ดขาด
หลังจากเข้ารับตำแหน่ง “อสส.” ได้วางแผนนโยบายสำหรับปีงบประมาณ 2570-2571 ภายใต้แนวคิด อัยการของชาติและประชาชน
สานภารกิจเดิม เสริมภารกิจใหม่ ให้ประชาชนเชื่อมั่น ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร
“เรามีภารกิจใหม่ที่จะต้องทำเพิ่มเติม เพราะมองว่าอัยการไทยไม่เหมือนกับอัยการทั่วโลกที่มีลักษณะแบบ FBI เป็นของตัวเอง”
“ของเราเริ่มมีการทำงานเชิงรุกคือสำนักงานการสอบสวน ที่มี ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กำกับดูแล แต่เราก็ยังไม่มีอำนาจในการป้องปราม ทางอธิบดีอัยการต่างประเทศก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ก็จะมีการเชิญอัยการของไทยเข้าไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย” โกวิทเผย
ก่อนที่จะยกโครงสร้างระดับสากลขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสะท้อนข้อจำกัดกับมุมมองในการพัฒนาองค์กรอัยการไทยว่า กระทรวงยุติธรรมในต่างประเทศจะมี FBI เป็นของตนเอง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของประเทศ คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรืออัยการสูงสุด ซึ่งกระทรวงยุติธรรมทั่วโลกเรียกได้ว่าเป็นกระทรวงอัยการ
ก่อนเปรียบให้เห็นภาพว่าเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุดของไทยแยกตัวออกมาเป็นอิสระเพื่อไม่ให้เกี่ยวกับฝ่ายการเมือง บริบทเลยเปลี่ยนไปเป็น “ยักษ์ตัวใหญ่” ที่มีอำนาจฟ้องคดี แต่อำนาจเชิงสอบสวนหายไป ต่างกับของต่างประเทศ
“เวลาที่อัยการไทยเดินทางไปต่างประเทศเพื่อปฏิบัติภารกิจ ต่างชาติมักเข้าใจว่าอัยการไทยมีอำนาจเบ็ดเสร็จเทียบเท่ากับอัยการสากล แต่ความจริงโครงสร้างของไทยมีความแตกต่าง และมีข้อจำกัดทางกฎหมาย อัยการของเรามีแต่ตั้งรับ แต่ในอนาคตก็พร้อมขายความคิดนี้ออกไป” ออส.บอก
แต่การจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขยายขอบเขตให้เท่ากับต่างประเทศนั้นไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการผลักดันกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ สร้างความเข้าใจกับประชาชน
ช่วงเวลาทำงาน 2 ปี จะพยายามสื่อสารแนวคิดการผลักดันองค์กรอัยการไทยให้ทันมาตรฐานสากลและตอบโจทย์ความยุติธรรมของประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังนำภารกิจเดิมของอดีตอัยการสูงสุด 2 รายมาเป็นแนวทางนโยบายทั้ง นารี ตัณฑเสถียร ในเรื่อง upskill reskill มาอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอัยการให้มีความชำนาญเกี่ยวกับคดีโดยเฉพาะ
รวมถึงภารกิจเดิมของ อิทธิพร แก้วทิพย์ การเรียกพยานเข้าสอบเพิ่มเพื่อรู้ถึงพยานหลักฐาน
อัยการสูงสุดคนที่ 21 ยังเผยถึงที่มาอีกว่า เพราะที่ผ่านมาทางเรารับฟังแต่พยานพนักงานสอบสวนอย่างเดียว เมื่อคดีถึงชั้นศาลพยานอ้างว่าถูกโน้มน้าวในชั้นสอบสวน
ต่อมาศาลจึงยกฟ้อง ก็เลยมองว่าถ้าอัยการเรียกพยานเข้ามาสอบข้อเท็จจริงน่าจะได้ประจักษ์พยานหลักฐานชัดเจน
พร้อมเปิดถึงแนวทางการปฏิบัติคดีและสะท้อนภาพความเป็นจริงในวัฒนธรรมการยื่นฟ้องไปก่อน โดยไม่พิจารณาหลักฐานให้ถี่ถ้วนกลายเป็นสร้างภาระ งบประมาณ จนไปถึงการเพิ่มคดีค้างอยู่ในชั้นศาลอย่างไม่จำเป็น
เพราะที่ผ่านมามีคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ก่อนจะถูกยกฟ้องไปประมาณ 40%
ท่านอัยการสูงสุดจึงมองว่าพนักงานอัยการต้องกล้าใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องกับคดีที่หลักฐานไม่ชัดเจน
ทั้งนี้ เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยตัวผู้กระทำความผิดออกไปให้ลอยนวล
แต่อยากให้ดูหลักฐานให้ละเอียดขึ้นถึง 80% ก่อนจะสั่งฟ้อง
พร้อมบอกว่า เข้าใจหัวอกของผู้เสียหายที่ต้องการจะให้มีการฟ้องคดีในข้อหาที่รุนแรง แต่ต้องดูจากที่ผ่านมา เพราะพนักงานอัยการเวลาสั่งฟ้องจะต้องดูให้ตรงกับข้อเท็จจริง ข้อหาที่ถูกต้อง เพราะหากมีการฟ้องข้อหาที่เกินความเป็นจริง สิ่งที่ตามมาคือจะเกิดผลเสียต่อรูปคดี มีการยกฟ้องของศาลตามมา
และเพื่อความโปร่งใส พร้อมจะเปิดเผยสำนวนคดีให้ตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อป้องกันข้อครหาวิ่งเต้นคดีด้วย
ก่อนจะเผยอีกว่า ในการทำงาน 2 ปี หนีการเมืองไม่พ้น เพราะการบริหารราชการแผ่นดินมี 3 ส่วน นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
การทำงานของฝ่ายบริหารอยู่ภายใต้คณะรัฐมนตรี และดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล พร้อมบอกว่าเห็นด้วยที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่าห้ามพนักงานอัยการเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี แต่ควรไหมที่อัยการสูงสุดไปนั่งเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีด้วยความเชื่อมั่นด้าน “Law Enforcement” เชื่อว่าไม่มีองค์กรไหนดีกว่าอัยการ ถ้าเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี ควรเป็นที่ปรึกษาที่ดีในการขับเคลื่อนประเทศ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปเอียงว่าอยู่ข้างพรรคไหน
ส่วนจะให้ฝ่ายการเมืองมาชี้ซ้ายชี้ขวาหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มีทางเป็นแบบนั้น จะทำในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
