เดนตายในผ้าเหลือง | บุกเข้าถ้ำเสือ หลังการนองเลือดที่เยาวราช
คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เดนตายในผ้าเหลือง (5) | บุกเข้าถ้ำเสือ หลังการนองเลือดที่เยาวราช
เสนาธิการทหารบก “มาซาโนบุ ทสุจิ” ซึ่งในขณะที่แปลงตัวมาเป็นพระเพื่อปฏิบัติการลับใต้ดินนั้นได้รับการเลื่อนยศขึ้นไปถึงชั้นพลตรีแล้ว นับเป็นนายทหารระดับสูงที่สุดในบรรดาหน่วยกล้าตายทั้งแปดที่แฝงตัวเป็นพระในกรุงเทพฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง
ระหว่างที่กำลังกบดานอยู่อย่างเงียบเชียบนี้ เขาได้มีโอกาสออกไปสำรวจสถานการณ์ภายนอกวัดอยู่เรื่อยๆ
โดยมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นที่ย่านเยาวราชและเจริญกรุง นั่นคือเหตุนองเลือดจากการจลาจลในช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ.2488 ที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนจีนกับทางการไทย
ความรุนแรงนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายวัน เป็นเหตุให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ทสุจิสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นโดยปะปนอยู่กับเหล่าไทยมุง โดยอาศัยจีวรพระสงฆ์เป็นเครื่องมือช่วยให้กลมกลืนไปกับฝูงชนรายรอบ
เหตุจลาจลที่เยาวราชและเจริญกรุงสร้างความบาดหมางระหว่างชาวจีนกับชาวไทยไปอย่างยาวนาน จนเกิดการกระทบกระทั่งและมีช่องว่างระหว่างกันอย่างยากจะสมานได้
กระทั่งในที่สุดก็คลี่คลายและจบลงในปีถัดมาหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนชุมชนชาวจีนที่สำเพ็งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่อานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) พร้อมกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช (ในเวลาต่อมาคือรัชกาลที่ 9) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2489 หรือ 6 วันก่อนกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 นั่นเอง
ซึ่งเหตุการณ์สวรรคตนี้ก็ยังมีชื่อของทสุจิต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันอยู่ด้วย แม้ในเวลาต่อมาข้อสงสัยนี้จะถูกตีตกไปว่าไม่มีมูลความจริงก็ตาม
ทสุจิเฝ้ามองความเคลื่อนไหวในหมู่ชาวจีนด้วยสายตาที่ยกย่องชื่นชมมากขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่เขาประจำการอยู่ที่นานกิง
ข้อดีของชาวจีนที่ทสุจิมองเห็นก็คือชาวจีนเป็นชนชาติที่มีเลือดรักชาติอย่างแรงกล้า ด้วยความรักชาติรักแผ่นดินของตัวเองพวกเขาจึงสามารถผนึกกำลังกันได้อย่างเหนียวแน่นแม้อาศัยอยู่นอกประเทศ ห่างไกลความคุ้มครองจากรัฐบาลของตน
เมื่อชาวจีนตกลงกันว่าจะประท้วงทางการไทยต่อกรณีเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ปิดร้านของพวกตนลงทั้งหมดอย่างพร้อมเพรียง สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อทางการไทยได้เป็นผล
เหตุการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นว่าชาวจีนยึดกุมอำนาจทางเศรษฐกิจของไทยเอาไว้ได้อยู่หมัดและมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการอันชาญฉลาดและอดทน นั่นคือทำมาค้าขายสร้างเนื้อสร้างตัว ผสานตัวเองเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในระยะยาว
แตกต่างจากวิธีการแบบฮาร์ดเพาเวอร์ของประเทศญี่ปุ่นที่ใช้การบุกยึดครองดินแดนต่างๆ โดยตรงด้วยกำลังอาวุธ
แต่ท้ายที่สุดนอกจากไม่สามารถถือครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ ได้สำเร็จแล้ว ยังกลับกลายเป็นหายนะที่กวาดต้อนชาวญี่ปุ่นทั้งหมดให้เดินเข้าสู่สถานกักกันเมื่อพ่ายแพ้สงคราม
22 ตุลาคม พ.ศ.2488 หลังการปะทะกันอย่างรุนแรงที่เยาวราชได้ไม่นาน ทสุจิก็พบกับข่าวร้ายซึ่งได้มาจากกูโบ (คุโบะ) หนึ่งในแปดเดนตายในผ้าเหลืองซึ่งจำวัดอยู่ที่วัดมหาธาตุ
เขารายงานข่าวแก่ทสุจิว่าพระญี่ปุ่นทั้งหมดจะถูกส่งตัวเข้าสู่สถานกักกันของอังกฤษในวันที่ 29 ตุลาคม
เมื่อใดก็ตามที่ทสุจิเข้าไปอยู่ในสถานกักกัน จุดจบของเขาก็คงลงเอยอยู่บนเชือกแขวนคอในไม่ช้า เป็นไปไม่ได้เลยที่อังกฤษจะไว้ชีวิต “The Cannibal” (มนุษย์กินคน) ผู้ซึ่งมีประวัติฉาวโฉ่ว่าเคยกินเนื้อข้าศึกมาแล้ว ฝ่ายอังกฤษเชื่อว่าเขาเคยกินตับสดๆ ของนักบินอังกฤษและอเมริกันที่ตกเป็นเชลยในพม่าต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา
พฤติกรรมสุดสยองเช่นนี้เป็นหนึ่งในข้อครหามากมายที่ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการคิดบัญชี
ยิ่งใกล้วันที่ 29 ตุลาคมเท่าไรการตามล่าหาตัวทสุจิก็ยิ่งเข้มข้น พลบค่ำวันที่ 22 ตุลาคมซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทสุจิทราบข่าวจากกูโบ ก็มีทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาเก็บหีบบรรจุอัฐิของทหารญี่ปุ่นทั้งหมดในวัดเลียบ
หัวหน้าทหารที่เข้ามามียศระดับนายพันพาลูกน้องซึ่งเป็นนายสิบเข้ามาด้วย ปกติแล้วหากเป็นทหารชั้นยศนายพันก็จะต้องคุ้นเคยกับทสุจิ เพราะเป็นนายทหารระดับสูงเช่นกัน แต่สำหรับนายพันคนนี้ทสุจิกลับไม่รู้จักมาก่อนเลย ซ้ำยังสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว นอกจากนี้ ยังสนทนากับนายสิบเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
ดังนั้น ทสุจิจึงทราบแน่ชัดว่าทั้งคู่คือคนญี่ปุ่นที่อยู่ในฝ่ายต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นซึ่งทำงานให้กับอังกฤษ
แล้วทั้งคู่ต้องการอัฐิของทหารญี่ปุ่นไปทำไมกัน?
เหตุผลที่แท้จริงก็คงไม่ใช่เพื่อการส่งกลับไปให้ครอบครัวเป็นหลัก แต่คือการตรวจสอบว่ามีอัฐิของทสุจิอยู่หรือไม่ หากไม่ ข้อมูลที่นายพลนากามูระรายงานต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าทสุจิได้ตายไปแล้วก็ไม่เป็นความจริง
ฝ่ายอังกฤษนั้นไม่เคยเชื่อว่าทสุจิตายมาตั้งแต่แรกแล้ว ขาดแต่เพียงพยานหลักฐานยืนยัน
และที่สำคัญคือต้องการจับเป็น ไม่ได้ต้องการจับตาย
ผลจากการตรวจค้นครั้งนี้ทำให้สมภารวัดญี่ปุ่นตกที่นั่งลำบาก จนต้องร้องขอให้ทสุจิหนีออกไปจากวัด “ท่านมาจากที่ไหนก็ขอให้กลับไปที่นั่น” สมภารวัดซึ่งรู้ดีว่าทสุจิคือใครเอ่ยปากร้องขอมาในที่สุด
ทสุจิรับคำสมภาร แต่ปฏิเสธที่จะทำการสึก เขายืนกรานว่าจะอยู่ในสถานะพระต่อไป แต่จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ด้วยการหลบหนีออกไปจากวัดโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทสุจิในคราบของพระอาโอกิยังคิดไม่ตกว่าจะหนีไปไหน กระทั่งนึกถึงทางเลือกหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกเดียวที่พอจะเป็นไปได้
นั่นคือการเจรจาต่อรองกับ “คณะเชิ้ตสีน้ำเงิน” ซึ่งก็คือหน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลจีนคณะชาติที่ฝังตัวอยู่ในประเทศไทย และประสานงานโดยตรงไปถึงรัฐบาลจุงกิง
ทว่า การโน้มน้าวเรื่องนี้ให้สำเร็จจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีของแลกเปลี่ยน
ทสุจิพิจารณารายชื่อบุคคลสำคัญของคณะเชิ้ตสีน้ำเงินที่ควรหาทางเข้าพบ แล้วเลือก “พันเอกเซ่ง เอ็งเก้ง” ซึ่งเป็นคนไหหลำเพื่อขอเจรจา พันเอกเซ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการของคณะเชิ้ตสีน้ำเงิน
ดังนั้น จึงมีอำนาจตัดสินใจมากพอที่อาจช่วยเขาได้
ศูนย์ปฏิบัติงานของคณะเชิ้ตน้ำเงินอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ถนนสุริวงศ์ (สุรวงศ์) เดิมที่ตั้งแห่งนี้คือสมาคมชาวญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย
ทว่า หลังสงครามยุติลง เมื่อฝ่ายจีนเป็นผู้ชนะสงคราม บ้านหลังนี้ก็ได้รับการติดตั้งป้ายใหม่ซึ่งจารึกอักษรจีนตัวเบ้อเริ่มว่า “สำนักงานแผนกกิจการโพ้นทะเลของคณะชาติแห่งประเทศจีน (สาขาประจำประเทศไทย)” ความเคลื่อนไหวของฝ่ายใต้ดินจีนที่เคยปิดลับก็กลับเปิดเผยอย่างเอิกเกริก ข้างๆ สำนักงานคือสโมสรของนายทหารอังกฤษ
ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงถือเป็นจุดล่อแหลมที่สุดสำหรับทสุจิจุดหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ไม่เข้าถ้ำเสือไยจะได้ลูกเสือ
ทสุจิรวบรวมสติปัญญาและความกล้าหาญให้มั่น แล้วตัดสินใจเด็ดขาดบุกเข้าถ้ำเสือ!
เขาจะเดินทางเข้าไปที่สำนักงานของคณะเชิ้ตสีน้ำเงิน เพื่อยื่นหมูยื่นแมวกับผู้บังคับบัญชาสูงสุดด้วยตัวเอง
อ่านต่อฉบับหน้า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
