bg-single

รายงานพิเศษ : สนทนากับ “แบรด อดัมส์” สิทธิมนุษยชน-การเลือกตั้ง จากกัมพูชา มาเลเซีย ถึงไทย

11.11.2018

อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์ รายงาน

หากกล่าวถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไทยมาหลายรัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือจากการรัฐประหารอย่างสม่ำเสมอ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ (Human Rights Watch) คือหนึ่งในองค์กรที่ถูกกล่าวขานจากหลายฝ่าย เจอมาทั้งดอกไม้และก้อนอิฐในการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลก

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามรายงานของฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ถือว่าน่าเป็นห่วง จากกระแสรัฐบาลอำนาจนิยมและกระแสขวากลับมาร้อนแรงมากขึ้น กำลังท้าทายไม่เพียงสิทธิมนุษยชน แต่ยังรวมถึงกระบวนการขับเคลื่อนประเทศตามหลักประชาธิปไตยอีกด้วย

สิทธิมนุษยชนจะยังคงรักษาหลักการนี้ ฝ่าคลื่นชาตินิยมไปได้มากแค่ไหน

 

สถานการณ์ในกัมพูชา
: จากวันเลือกตั้งและหลังจากนั้น…

นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ผู้มีประสบการณ์ในการติดตามปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแถบนี้ กล่าวว่า การเลือกตั้งกัมพูชาที่ผ่านมานั้นไม่ใช่ “การเลือกตั้ง” แต่เป็นการ “คัดเลือก” แทบเรียกว่าเป็นเลือกตั้งลวงมากกว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีฝ่ายตรงข้ามร่วมศึก เพราะพรรคกู้ชาติกัมพูชาหรือซีเอ็นอาร์พีถูกยุบ ห้ามลงเลือกตั้ง อดีตสมาชิกสภาถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี บางคนถูกจำคุก ถือเป็นสัญญาณเตือนต่อประชาธิปไตยในกัมพูชา

กลไกการเลือกตั้งทั้งหมดอยู่ในมือของสมเด็จฯ ฮุน เซน ทุกกระบวนการตั้งแต่ลงทะเบียน เลือก ส.ส. หรือการลงคะแนนอยู่ในมือเขาหมด มันไม่ใช่เลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย

เมื่อถามถึงอดีตสมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พีถูกคุกคามรุนแรงจากรัฐมากแค่ไหนนั้น นายอดัมส์กล่าวว่า แน่นอน ไม่กี่ปีก่อน สมาชิกสภาถูกทำร้ายกลางอาคารสภา หรือถูกนำตัวขึ้นรถและทำร้ายเกือบตาย หรือถูกยัดข้อหาปลุกปั่น หลายคนจึงเลือกลี้ภัยออกนอกประเทศ

และเมื่อถามถึงบรรยากาศวันเลือกตั้งในกัมพูชานั้น นายอดัมส์กล่าวว่า กัมพูชาขึ้นชื่อว่ามีโอกาสคะแนนกลับไปกลับมา แต่การเลือกตั้งอยู่ในการเฝ้ามองของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี ตั้งแต่เช้าประชาชนออกไปใช้สิทธิ์น้อย บางที่ถึงกับเงียบ เพราะไม่มีเหตุผลต้องออกไปใช้สิทธิ์ มีเพียงพรรคเดียวที่ได้ชัยชนะไป แต่นั่นอาจเป็นความผิดพลาดที่ซีพีพีกวาดที่นั่งในสภาไป พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีความประชาธิปไตยแบบหลายพรรค แม้เปิดให้พรรคอื่นได้ที่นั่ง แต่พรรคซีพีพีได้ที่นั่งส่วนใหญ่หมด

“ตอนที่กัมพูชาเซ็นสัญญาสันติภาพและสนธิสัญญาหลายฉบับของยูเอ็น ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน เซ็นเอง นำไปสู่การสร้างมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน แต่ฮุน เซน กลับใช้สิ่งนี้เพื่อเสริมอำนาจให้ตัวเอง จนแน่ใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว” นายอดัมส์กล่าว และว่า หลังการเลือกตั้ง ชาวกัมพูชากลัวมาก ไม่สามารถใช้สิทธิ์ชุมชนได้ หรือองค์กรระหว่างประเทศทำงานลำบาก แม้แต่บางคนที่ถูกปล่อยตัว แต่ยังคงมีข้อหาติดตัวอยู่

ฮุน เซน กำลังสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว กลับไปสู่รัฐบาลพรรคเดียว

 

มาเลเซีย
: สถานการณ์ยุค “นาจิบ” สู่ “มหาธีร์”

นายอดัมส์กล่าวถึงสถานการณ์มาเลเซียในยุครัฐบาลนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ตอนที่เกิดเรื่องอื้อฉาวทุจริตกองทุนวันเอ็มบีดี นายนาจิบสัญญาว่าจะปฏิรูป แต่กลับใช้ทุกอย่างในการปิดปากเสียงวิจารณ์ จนคดีฐานยุยงปลุกปั่นเพิ่มสูงขึ้น

นายนาจิบมีอาวุธทางการเมืองหลายอย่างมาใช้จัดการกับประชาชนที่ออกมาวิจารณ์ รวมถึงกฎหมายสกัดข่าวปลอม ซึ่งเป็นเรื่องตลก และนายนาจิบย้ำว่ามีเขาเพียงคนเดียวที่เป็นความจริง

พรรคอัมโนกุมอำนาจมากว่า 60 ปี แม้จะมีการเปลี่ยน ส.ส.ในบางพื้นที่ แต่พวกเขายังภักดีต่อพรรคอัมโน พวกเขาควบคุมกลไกการเลือกตั้ง จนประชาชนมีความเป็นห่วงหลายเรื่อง รวมถึงการปั่นตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงขึ้นมา

แต่พอเปลี่ยนไป (สู่รัฐบาลมหาธีร์) ประชาชนกลับโล่งใจและหายใจสะดวก ราวกับหมอกดำมืดได้จางหายไป แต่เมื่อเป็นรัฐบาลใหม่ (มหาธีร์) ได้ให้คำมั่นในการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับตามคำประกาศ เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าการยกเลิกกฎหมายข่าวปลอม ความผิดฐานปลุกปั่น และยังลงนามสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน รวมถึงยกเลิกโทษประหารชีวิต

นายอดัมส์กล่าวอีกว่า จากการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ทราบว่ามาเลเซียให้คำมั่นในการแก้ไขตามหลักสิทธิมนุษยชน

ฮิวแมน ไรท์ วอทช์จะจับตาดูว่าปฏิบัติตามมาตรฐานหรือไม่ เช่นเดียวกับประเทศอื่นอย่างประเทศไทย

 

ประเทศไทย
: สิทธิมนุษยชนและการเลือกตั้งที่ยังน่าห่วง สู่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงปรารถนา

นายอดัมส์กล่าวว่า นับตั้งแต่การเปิดแพลตฟอร์มโซเชียลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นสิทธิ์และไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือการไม่เปิดโอกาสให้พรรคหรือนักการเมืองคนอื่นสามารถสื่อสารได้อย่างเต็มที่

การขู่เอาผิดกับพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคเพื่อไทยนั้น ได้ส่งสัญญาณแล้วว่าประเทศไทยไร้วี่แววจะสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

“คสช.ตั้งใจที่จะเลือกผู้นำคนต่อไปที่อยากให้เป็น แต่ไม่ยอมเปิดให้ประชาชนเป็นผู้เลือก คสช.ออกแบบรัฐธรรมนูญตามแบบพม่า และทั่วโลกต่างวิจารณ์รัฐธรรมนูญพม่าที่ให้ทหารมีที่นั่งในสภา ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วตอนนี้ ประเทศไทย รัฐบาล คสช.กำลังเลือก ส.ว. 250 เข้านั่งในสภานั้นแน่ใจว่า ต่อให้พรรคการเมืองชนะใจประชาชนได้เสียงข้างมากในสภาก็ไม่มีอำนาจบริหารได้เต็มที่ และผมไม่คิดว่าพวกเขาตระหนักถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง” นายอดัมส์กล่าว

นายอดัมส์กล่าวด้วยว่า ถึงต่อให้ผมจะไม่ใช่ที่ปรึกษาทางการเมือง ผมจะแนะว่า ต่อให้พวกเขาไม่คิดว่าต่างชาติจะคิดยังไงในตอนนี้ แต่หลังจากนั้นพวกเขาคิดแน่ ยกตัวอย่างกัมพูชา ที่จัดให้เลือกตั้งปลอมๆ เพราะคิดว่าต่างชาติคงไม่สนใจอะไร ก็จัดการเลือกตั้งข้างเดียวโดยไม่สนใจผลลัพธ์ที่ตามมา แล้วสิ่งที่ว่านี้ได้เกิดขึ้นกับกัมพูชา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้า การส่งออกไปยุโรปและสหรัฐได้รับผลกระทบ เห็นการคว่ำบาตรผู้นำ นั่นแหละที่ผมห่วง

ความสัมพันธ์ของประเทศไทย ต่างชาติจะมีปฏิกิริยายังไง จริงอยู่ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนใจประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่สมาชิกสภาคองเกรสนั้นกลับสนใจ และอาจผ่านมติที่ส่งผลต่อประเทศไทยได้ และผมไม่อยากเห็นอย่างนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าความเป็นผู้นำของประเทศนี้จะนึกถึงความเสี่ยงนี้หรือไม่

ถึงต่อให้เดินหน้าการเลือกตั้ง ก็ไม่อาจได้รับความชอบธรรมจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ นายอดัมส์กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งของไทย คงไม่สามารถเทียบได้กับกัมพูชาหรือพม่า เพราะไทยไม่ได้เผชิญความรุนแรงอย่างกัมพูชาหรือเจอการปกครองแบบทหารถึง 6 ทศวรรษอย่างพม่า

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความพยายามที่จะสร้างความกลัวต่อผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

และกลไกการเลือกตั้งครั้งนี้ เสียงของประชาชนไม่มีความหมายเพราะมี ส.ว.แต่งตั้งแล้ว 250 คน เพื่อเลือกผู้นำรัฐบาลต่อไป

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไทยเจริญรอยตามการเมืองพม่าในยุคก่อน ขณะที่พม่าในตอนนี้กลับเอาตามแบบไทยในยุคประชาธิปไตยผลิบาน มันกลับหัวกลับหาง

 

ทั้งนี้ นายอดัมส์ ได้ฝากข้อเสนอแนะถึง คสช. โดยยังคงย้ำข้อเรียกร้องนี้ว่า ขอให้ คสช.ถอนข้อหาและยุติการดำเนินคดีอันละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และสร้างบรรยากาศที่ก้าวหน้าให้เกิดการเลือกตั้งที่

เสรีและเป็นธรรม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต