bg-single

“ข่มขู่-ดักทำร้าย” ผู้ต่อต้าน คสช.สืบทอดอำนาจ เผชิญความกลัวจากภัยคุกคามอีกระดับ

09.06.2019

ในช่วงดึกของวันที่ 2 มิถุนายน 2562 ป้ายรถเมล์ช่วงซอยนาทอง ใกล้ห้างเดอะสตรีท รัชดา ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน

นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักกิจกรรมกลุ่มสตาร์ทอัพ พีเพิล และแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในผู้คนที่กำลังรอรถโดยสารประจำทางเพื่อเดินทางกลับบ้าน หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมปิดสวิตช์ ส.ว.ไม่โหวตนายกฯ เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน

แต่แล้วมีชายฉกรรจ์ 5 คน พร้อมด้วยไม้และทุกคนสวมหมวกกันน็อก ได้ปรากฏตัวและพุ่งตรงเข้ารุมทำร้ายนายสิรวิชญ์ต่อหน้าประชาชนจำนวนมากอย่างเปิดเผย ก่อนที่จะหลบหนีไป

นายสิรวิชญ์กลายเป็นเหยื่อความรุนแรงทางกายภาพรายล่าสุด หลังจากนักกิจกรรมก่อนหน้านี้ 2 คน ซึ่งถูกดักทำร้ายเหมือนกัน และการกระทำลักษณะนี้ ไม่มีข้อสงสัยใดที่เป็นไปได้เท่ากับมูลเหตุทางการเมือง ที่ทั้ง 3 คนเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน คสช.อย่างเปิดเผยจนโดนคดีหลายข้อหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพทางการเมือง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับทั้ง 3 คน อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภัยคุกคามรอบใหม่ต่อผู้ต่อต้านที่รุนแรงและแข็งกร้าวมากขึ้น

 

หลังจากถูกลอบทำร้าย นายสิรวิชญ์ก็ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ห้วยขวาง เพื่อติดตามคนร้าย ก่อนที่ทีมฉุกเฉินจะมารับตัวนายสิรวิชญ์ไปรักษาตัว โดยตอนแรกได้พาไปที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ด้วยเงื่อนไขบางอย่าง จึงตัดสินใจเปลี่ยนมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่นแทน

นายสิรวิชญ์เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณป้ายรถเมล์ ปากซอยนาทอง รัชดาซอย 7 เขตห้วยขวาง ซึ่งเป็นป้ายที่มีประชาชนมารอใช้บริการรถเมล์หนาแน่น ขณะที่กำลังเดินออกมาจากห้างเดอะสตรีท รัชดา มีชายฉกรรจ์เข้ามารุม ไม่ต่ำกว่า 5 คน ชกต่อย ทำร้าย ท่ามกลางประชาชนที่มายืนรอรถเมล์ ต่างวิ่งหนีแตกกระเจิง

พยายามป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกตีส่วนสำคัญ แต่ก็ถูกหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์เตะเสยคางจนมึนเพื่อไม่ให้ป้องกันตัวเองก่อนจะกระหน่ำตีต่อ

ทั้งนี้ คนที่มารุม ทุกคนสวมหมวกกันน็อกทั้งหมด ก่อนทั้งหมดจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนี

ในช่วงระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมิชชั่นก็มีกำลังใจจากเพื่อนและแนวร่วมนักกิจกรรมรุ่นใหญ่ที่เคยร่วมเคลื่อนไหวมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย และยังมีนักการเมืองสำคัญ อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช., นายสุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ หรือตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ก็มาเยี่ยม รวมถึง นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ ที่เข้าเยี่ยมและตรวจอาการบาดเจ็บของนายสิรวิชญ์

จากการตรวจสอบภายนอก พบรอยแผลและฟกช้ำซีกขวาของใบหน้า ช่วงทัดดอกไม้จนถึงหลังใบหู กล้ามเนื้อพื้นปาก และหลังช่วงหัวไหล่ฝั่งซ้าย ซึ่งมีการข้อสังเกตว่า กลุ่มชายฉกรรจ์เน้นโจมตีไปที่ส่วนหัวของนายสิรวิชญ์ ซึ่งนายสิรวิชญ์เชื่อว่า เป็นการจงใจถึงขั้นพยายามฆ่าเลยก็ว่าได้

ทั้งนี้ นายสิรวิชญ์ยังคงต้องตรวจอาการส่วนที่กระทบกระเทือนจากแพทย์อย่างใกล้ชิดจนกว่ามั่นใจว่าจะปลอดภัย

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างปฏิกิริยาต่อผู้คนในสังคมซึ่งแบ่งได้ชัดเจน เป็นฝ่ายที่เห็นใจนายสิรวิชญ์และประณามการใช้ความรุนแรงที่สะท้อนอำนาจป่าเถื่อน บ้านเมืองไร้ขื่อแป แต่ในอีกด้านกลับแสดงจุดยืนชอบใจจนถึงสะใจต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมด้วยข้อความเชิงถากถางและเหยียดหยามนายสิรวิชญ์ พร้อมแนะว่าควรจะโดนหนักกว่านี้

ส่วนทางฟากนักการเมือง ก็ได้ออกมาแสดงความเห็น อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล จากพรรคอนาคตใหม่ นายภูมิธรรม เวชยชัย และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทย รวมถึงนายราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทุกคนประณามการใช้ความรุนแรง

และเห็นว่า ยุค คสช.ครองอำนาจ ไม่น่ามีนักเลงกระทำอย่างอุกอาจเช่นนี้ได้

 

ก่อนหน้าที่นายสิรวิชญ์จะกลายเป็นเหยื่อจากการรุมทำร้าย ยังมีอีก 2 คนที่ถูกกระทำลักษณะนี้ โดยคนแรกคือ เอกชัย หงส์กังวาน จากการทำกิจกรรมโดยเฉพาะการเกาะติดประเด็นนาฬิกาหรูที่ไร้ที่มาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม นายเอกชัยถูกดักทำร้ายและหนักถึงขั้นเผารถยนต์ส่วนตัวจากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่จนถึงตอนนี้ยังติดตามตัวไม่ได้ว่าผู้ก่อเหตุคือใคร

คนที่ 2 คือ นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง ถูกดักรุมทำร้ายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยนายเอกชัยเปิดเผยว่า นายอนุรักษ์ถูกชาย 6 คนขี่มอเตอร์ไซค์ 3 คันรุมทำร้ายร่างกายระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านพัก ทำให้ศีรษะแตก แพทย์ต้องเย็บ 8 เข็ม และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า

นอกจากการรุมทำร้ายแล้ว ยังมีการโทรศัพท์ข่มขู่นักกิจกรรม โดยกรณีนี้ เกิดขึ้นกับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ก็เผชิญกับการโทร.ข่มขู่

ซึ่งนายพริษฐ์กล่าวว่า บุคคลดังกล่าวพยายามสอบถามว่า บ้านของตนอยู่ที่ไหน จะไปชุมนุมที่ไหนเมื่อไหร่ จะได้ “ต้อนรับ” ถูก ซึ่งนายพริษฐ์เคยได้รับคำเตือนจากทางผู้ใหญ่ที่รู้จักว่า จะมีคนมาลอบทำร้าย

ไม่เพียงเท่านี้ นายอุทัย ยอดมณี อดีตแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งร่วมการชุมนุม กปปส. และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ทวีตข้อความตอบกลับทวีตของนายพริษฐ์หลังทวีตข้อความวิจารณ์การรุมทำร้ายนายสิรวิชญ์ว่า “เพนกวิน (ชื่อเล่นของนายพริษฐ์) จะเป็นคนต่อไปน่ะเด็กปัญญาอ่อน บ้านอยู่….มีพ่อ แม่ น้องสาวอีก 1 คน” ทำให้โลกออนไลน์แชร์ข้อความและวิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติของนายอุทัยว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง จนต่อมานายอุทัยได้อ้างว่ามีคนแฮ็กทวิตเตอร์ของเขา

แต่ก็นับว่า บ่งชี้ได้ถึงบรรยากาศความเกลียดชังและการแตกขั้วทางความคิดที่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันอย่างชัดเจนและอาจเป็นเพียงการเริ่มต้นของสิ่งที่จะตามมา

 

นอกจากนี้ ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ระบุว่า การทำร้ายร่างกายนักกิจกรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 แล้ว และจ่านิวก็กลายเป็นคนที่ 3 หลังจากที่นายเอกชัยและอนุรักษ์ได้ตกเป็นเป้าทำร้ายไปแล้ว โดยเอกชัยคนเดียวถูกทำร้ายไปแล้ว 7 ครั้ง เผาทำลายรถ 2 ครั้ง และตามมาด้วยฟอร์ดจำนวน 2 ครั้ง

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจด้วยว่า ถ้าพิจารณาจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับทั้งสามคน มีจุดร่วมที่เหมือนกันทั้งหมด คือกรณีทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่ทั้งสามคนออกไปทำกิจกรรมทางการเมือง และการลอบทำร้ายทั้งหมดเกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักกิจกรรมทั้งสามคน ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัวของบุคคลแต่อย่างใด

เมื่อกลุ่มคนร้ายเลือกลงมือภายหลังทำกิจกรรมแล้ว ไม่ได้ทำให้นักกิจกรรมเลิกนัดทำกิจกรรมครั้งต่อๆ ไป ก็เปลี่ยนมาลงมือก่อนเพื่อทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถไปทำกิจกรรมได้แทน และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาด้วยคือการนำเสนอของสื่อถูกเบี่ยงเบนประเด็นจากประเด็นทางการเมือง ที่พวกเขาต้องการจะสื่อจากกิจกรรม มาเป็นเรื่องที่พวกเขาถูกทำร้ายร่างกายแทน

และลักษณะการลงมือ ไม่ได้ทำเพียงคนเดียว แต่ดำเนินการเป็นกลุ่มก้อนอย่างเป็นระบบ มีการติดตามเส้นทาง ความเคลื่อนไหว และกำหนดการของนักกิจกรรมที่ตกเป็นเป้าหมายมาอย่างดี มีการวางแผนและหาจังหวะการเข้าทำร้าย มีการวางคนคอยกันไม่ให้คนเข้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกทำร้าย และมีจำนวนผู้มาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และยังมีการปกปิดทั้งสวมหมวกกันน็อกและปิดเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ แม้จะสามารถจับภาพจากกล้องวงจรปิดได้ กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ และยังลุกลามไปถึงนักกิจกรรมคนอื่นๆ ตามมา

พวกเขาจึงไม่ใช่เหยื่อความรุนแรงทางการเมืองรายสุดท้าย และข้อสงสัยจึงตกไปที่ฝ่ายครองอำนาจในปัจจุบัน ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดหรือไม่ เพราะเหยื่อเหล่านี้แสดงออกแค่เพียง

เรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จการทหารออกจากการเมืองไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต