bg-single

ปรีชภักดิ์ ทีคาสุข : ปี 2019 แล้ว ทำไม ส.ส.ยังต้องไปงานศพ?

10.06.2019

เป็นประเด็นถกเถียง และก่นด่ากันอย่างใหญ่โตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

จากที่นักการเมืองฝั่งพรรคอนาคตใหม่ และผู้มีอุดมการณ์หัวก้าวหน้าหลายๆ กลุ่ม ว่าประเทศไทยได้ก้าวมาถึงปี 2019 แล้ว ทำไมถึงยังมี ส.ส. หรือนักการเมืองหลายๆ คนยังนิยมไปงานศพ

บ้างก็ตั้งข้อสังเกตกันว่าการไปเยือนงานศพ หรือพิธีศพของราษฎรทั้งหลายในชุมชนนั้นมิใช่หน้าที่และภารกิจสำคัญของ ส.ส. หรือผู้แทนราษฎรที่มีหน้าที่ร่างกฎหมาย เป็นปากเสียงแทนประชาชนและชุมชนที่ตนเองเป็นผู้แทนฯ

ดังนั้น ส.ส.จึงมีหน้าที่ทำงานในสภา ไม่ใช่ออกมาวิ่งเต้นตามงานศพ [เพื่อเอาหน้า]

บางท่านก็ถึงกับตีตรากลุ่ม ส.ส.ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวในต่างจังหวัดว่าเป็น “ส.ส.ตลาดล่าง” หรือ ส.ส.บ้านนอก

จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันจากในหลายๆ ฝ่าย

มากไปกว่านั้นคือมีการเรียกร้อง รณรงค์กันให้ ส.ส.เลิกไปงานศพ เลิกไปงานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานชุมชนต่างๆ นานาไปโดยปริยายด้วยเลย เพื่อตัดปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพล และการหาเสียง (หรือซื้อเสียงทางอ้อมจากระบบการ “ใส่ซอง”) ในชุมชนระดับท้องถิ่น และภูมิภาค

เพราะกิจกรรมดังกล่าวล้วนเป็นสิ่งที่ถูกวิจารณ์จากผู้ไม่เห็นด้วยว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ล้าสมัย

และไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของระบอบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย

 

ในทางทฤษฎีและในทางคำพูดแล้วมันอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ข้อเสนอดังกล่าวจากฝั่งผู้รักในแนวคิดเสรีนิยมและหัวก้าวหน้าทั้งหลายนี้มันมีความเป็นไปได้หรือสามารถเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

คงเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องนำมาพิจารณากันให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง

อนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สังคมไทยโดยเฉพาะในสังคมของคนต่างจังหวัด ไม่ว่าจะในแถบชนบทและแถบชุมชนเมืองทั้งหลายนั้นยังคงเป็นสังคมประเภทชุมชนแบบรวมกลุ่ม

การที่ชาวบ้าน ลูกบ้าน และสมาชิกภายในชุมชน หมู่บ้าน สังคมนั้นๆ จะมีการจัดกิจกรรมร่วมกัน หรือมีงานรวมพลของชุมชนอยู่บ่อยๆ

จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกหรือผิดปกติใดๆ และภายในความปกติของกิจกรรมเหล่านั้น ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ ส.ส. หรือผู้แทนฯ ของชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ จะสอดแทรกตัวเองเข้าไปร่วมกิจกรรม/งานรวมพลเหล่านั้นเพื่อดูแล เอาใจใส่ลูกบ้านของตนเอง (ที่เลือกตนเองเข้ามา)

การที่ ส.ส.จะเสนอหน้าไปร่วมงานศพ งานบวช งานทำบุญ งานขึ้นบ้านใหม่และงานสำคัญประจำชุมชนครั้งต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงความห่วงใย เอาใจใส่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หรือผิดปกติใดๆ เช่นกัน

นอกจากนี้การไปร่วมงานชุมชน งานพิธีกรรมภายในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน และลูกบ้านของตนเองในท้องถิ่นนั้น ยังเป็นโอกาสดีเพียงไม่กี่โอกาสที่ ส.ส.จะสามารถเข้าถึงชุมชนและลูกบ้านได้ในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องมีการเรียกประชุมลูกบ้านให้ซ้ำซ้อนอย่างเป็นทางการเหมือนการตรวจเยี่ยมลูกบ้าน

หรือตรวจเยี่ยมครอบครัวของหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจต้องรอโอกาสและเงื่อนไขด้านเวลาที่ซ้ำซ้อน เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้มีเวลาว่างที่แน่นอน หรืออยู่ในโอกาสที่จะว่างตรงกันอีกด้วย

 

การไปร่วมงาน ร่วมกิจกรรมระดับชุมชนกับลูกบ้าน และราษฎรภายใต้ความดูแลของตนเอง แม้จะไม่ใช่งานหลัก หรือหน้าที่หลักของผู้ที่ดำรงตนเป็น ส.ส. แต่ก็เป็นหน้าที่ที่จะละเลยมิได้ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้แทนฯ ของประชาชน

การเข้าไปรับฟัง พูดคุย ถามไถ่ถึงปัญหาและอุปสรรคในการใช้ชีวิตของลูกบ้าน และชุมชนที่อยู่ในความดูแลของตนเองจึงเป็นสิ่งที่ ส.ส.พึงทำเป็นอย่างยิ่ง

การไปเสนอหน้าในงานศพจึงไม่ใช่การกระทำในฐานะของเทคนิคในการหาเสียงมิติหนึ่งเสียทีเดียว

แต่ในทางกลับกันแล้วมันเป็นการกระทำในฐานะของเทคนิคการเข้าถึงปัญหา และความทุกข์ยากของประชาชนที่ ส.ส.จำเป็นต้องทำต้องปฏิบัติ

ในจักรวาลของผู้คนต่างจังหวัด หรือสังคม ชุมชนท้องถิ่นทั้งหลายนั้น ส.ส.ไม่สามารถทำงานอยู่แต่ในสภา เรียกร้องหรือร่างกฎหมายอยู่แต่ในห้องแอร์ ห้องประชุมเพียงอย่างเดียวได้ หากแต่ต้องออกมาคลุกคลี ตรวจสอบ ดูแล รับฟังปัญหา และแสดงออกถึงความห่วงใยประชาชนฐานเสียง และลูกบ้านของตนเองอย่างทั่วถึงอีกด้วย

เพราะนอกจากจะส่งผลด้านบวกต่อนโยบายและกฎหมายที่จะออกมาอย่างสอดคล้องกับปัญหาของลูกบ้านตนเองได้แล้ว

ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในมิติด้านของความเข้าถึงได้ ความเรียบง่าย ความจริงใจของตัวนักการเมือง และความรู้สึกไว้ใจที่ชาวบ้านในชุมชนจะมีให้ต่อผู้แทนฯ ของตนเองด้วย

ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการรักษารูปแบบสัมพันธ์ชุดนี้เอาไว้

 

ผมเข้าใจสิ่งที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ และผู้มีอุดมการณ์หัวก้าวหน้าต้องการจะเสนอเป็นอย่างดี ถึงประเด็นเรื่องวัฒนธรรมการเมือง และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ นั้นควรมีการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย

แต่สิ่งที่หนึ่งที่อยากจะย้ำเตือน และชวนกันให้มาขบคิดให้ลึกลงมาอีกขั้นหนึ่ง คือประเด็นเรื่อง “รากวัฒนธรรม” ที่มีฐานอยู่บนกรอบวิธีคิด วิธีปฏิบัติแบบระบบเจ้านายอุปถัมภ์ (patron-clientelism) ของสังคมไทย

เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตากันมาบ้างเกี่ยวกับคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” นี้ ว่ามันฝังรากลึกอยู่ภายในระบบชุมชน สังคมและวัฒนธรรมไทยเรามากเพียงใด

การส่งพวงหรีด การใส่ซอง หรือแม้แต่การเทียวเสนอหน้าไปงานศพ งานบวช งานเกิด งานป่วย หรืองานสังคมของชุมชนอาจถูกมองผ่านกรอบเสรีนิยมว่าเป็นการซื้อเสียงรูปแบบหนึ่ง

แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันคือการทำงานชุดหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ที่เป็นรากสำคัญรากหนึ่งของสังคมไทย

ส.ส./นักการเมือง จะไม่เข้าถึงงานศพ งานบวช งานบุญเหล่านั้นไม่ได้ เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการให้เกียรติ แสดงออกถึงน้ำใจ ความนับถือ

และที่สำคัญที่สุด “ดูแลลูกบ้านตนเอง” ให้ดี

การจะรณรงค์หรือเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างวัฒนธรรมการเมืองลักษณะดังกล่าวนี้อาจมีเหตุผลในแง่ของการพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองให้มีรูปแบบที่ก้าวหน้า พัฒนามากยิ่งขึ้น

แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ การเปลี่ยนแปลงนี้คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่?

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่อยู่ปลายเหตุของปัญหามากกว่าตัวปัญหาเชิงโครงสร้าง

การออกมาวิ่งรณรงค์ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างประเพณีการปฏิบัติดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่อาจไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรต่อตัวโครงสร้าง [ที่เป็นปัญหา] ในปัจจุบันเลย

เพราะต่อให้สามารถเรียกร้องล้มเลิกให้ ส.ส. หรือนักการเมืองไม่ต้องไปงานศพได้จริง

ระบบเจ้านายอุปถัมภ์ที่เป็นแกนกลาง หรือตัวเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนสังคม วัฒนธรรม และจุดสำคัญที่สุด “ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้าน/ลูกบ้านที่มีต่อนักการเมือง” ก็ยังคงขับเคลื่อน และทำงานของมันเองได้ต่อไปในแนวปฏิบัติกรอบเดิมๆ

เพียงแค่อาจจะมีการเปลี่ยนรูปแบบหรือแบบแผนไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งเพียงเท่านั้น

 

ประเทศไทยเองเป็นหนึ่งในประเทศเครือข่ายของ Global South (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา) ที่ยังคงตกอยู่ในวังวนของกรอบวิถีการปฏิบัติและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม โดยเฉพาะระบบอุปถัมภ์

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในหลายๆ ประเทศแม้ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและมีวัฒนธรรมการเมืองแบบเสรีนิยมที่ค่อนข้างแข็งแรงแล้ว

ก็ยังมีปรากฏการณ์นักการเมืองเยี่ยมงานศพ [เพื่อตอกย้ำถึงวิธีคิดแบบระบบอุปถัมภ์] ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

หนึ่งในนั้นคือ ไต้หวัน และมาเลเซีย ที่แม้ว่าอาจจะถูกมองว่าเป็นการซื้อเสียงรูปแบบหนึ่ง แต่ด้วยสภาพสังคม และเงื่อนไขการปฏิบัติในระดับชุมชนแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร

เพราะมันมีนัยและมิติของการดูแลเครือข่าย การพบปะ เข้าถึงประชาชนลูกบ้านเข้ามาเป็นเหตุผลหลักสำคัญแทนประเด็นเรื่องการซื้อเสียง หรือการสร้างเครือข่ายอิทธิพลแบบเจ้านายอุปถัมภ์ไป

หากจะมีใครต้องการลุกขึ้นมาแก้ไข แน่นอนการแก้ไข ปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การเหล่านั้นควรตั้งอยู่บนแบบแผนในการแก้ไขจากต้นเหตุของปัญหา

มิใช่ปลายเหตุของปัญหา โดยเฉพาะกับการพยายามแก้ปัญหาด้วยการหักดิบ หรือหักล้างกับความเชื่ออย่างประเด็นในเรื่องของวัฒนธรรมและวิถีปฏิบัติในระดับชุมชนท้องถิ่นที่อาจจำเป็นต้องใช้เวลาเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“รมช.พลพีร์“ สวนแรง อย่าเก่งแต่ค้านแบบสร้างภาพ ขอหลักฐานด้วย จะได้เด็ดหัวถูก ซัดอมข้อมูลไว้กับตัว ไม่ได้ช่วยคนภูเก็ต หลังสส.ส้ม ปูด ภูเก็ต ยังมีรีดส่วยประชาชน
ลิซ่า จี้ ความชัดเจนกรณีโยกย้ายข้าราชการและการขยับฐานอำนาจ “ระบอบสีน้ำเงิน”
“อนุชา-อภิสิทธิ์” บุกซันพลาซ่า ฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า ขอคะแนนชาวออฟฟิศคึกคัก ตอกย้ำ “แก้โกง-กู้เศรษฐกิจยั่งยืน”
ทีมแพทย์วัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร เปิดให้คำแนะนำ-รักษาโรค ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยที่สืบทอดมากว่า 100 ปี โอกาสหายากของคนกรุงเทพฯ 
ย่านเมืองเก่า
ขอต้อนรับ Mirra Andreeva สาวสวยรัสเซีย วัย 19 ปี แชมป์ French Open หญิงเดี่ยว 2026
สงครามที่น่าอึดอัด และทางสองแพร่งของปูติน
ปลุกผี ทอม โจด จากเพลง บรูซ สปริงส์ทีน สู่สมรภูมิไล่ล่าผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (10)
นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ย้อนฉาก ‘เลือดหยดแรกประชาธิปไตยไทย’ 24 มิถุนายน 2475 ‘บุกวัง-ปฏิวัติ’
แจ้งเกิดกฎหมาย Super License พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยุคอนุทิน หลังผ่านมาแล้ว 12 ปี 4 นายกฯ
ใต้ระอุ ศึกใน-ในกว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหนียว ลุ้น นั่งต่อ ตท.26 สับราง ‘แม่ทัพน้อยต่อ’ จ่อ ‘รองคิ้ว’ ตท.28 รอ ‘รองด้วง’ ยังฮอต