ในประเทศ
ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนในสังคมอีกครั้ง หลังเกิดเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา จนทำให้ตำรวจติดตามและคนขับรถได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่นายกมลศักดิ์รอดตายหวุดหวิด เพราะนอนหมอบหลบคมกระสุนของคนร้ายได้ทัน
คดีนี้มือปืนเป็นถึงอดีตทหารพรานและอดีตนาวิกโยธิน ซึ่งรายแรกถูกจับกุมตัวได้แล้ว ส่วนอีกรายกำลังหลบหนี และจากการสอบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายใช้รถยนต์ราชการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส เป็นพาหนะในการลงมือก่อเหตุ
ประเด็นนี้สะเทือนความเชื่อมั่นในการสร้างสันติภาพ และอาจถูกมองว่ามีนัยทางการเมือง หรือความขัดแย้งเชิงนโยบายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตามมาด้วยดราม่าคำพูดของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ได้แถลงความคืบหน้าของคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ เมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา
พล.ท.นรธิปยืนยันว่ากองทัพไม่มีส่วนข้อง คดีนี้เป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. จากนั้นปิดไมค์แล้วกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
คำพูดดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม กระตุ้นความหวาดระแวงและความรู้สึกเกลียดชัง ขณะเดียวกัน ชาวบ้านบางส่วนเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกจากพื้นที่อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูง ที่ไม่เคารพในหลักนิติรัฐ สนับสนุนการใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาไฟใต้หรือไม่ อย่างไร
และต้องตั้งคำถามต่อไปว่าประเด็นนี้จะส่งผลกระทบต่อภารกิจในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้มากน้อยแค่ไหน
หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทั่ง พล.ท.นรธิปได้ออกมาขอโทษพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป พร้อมทั้งยอมรับผิดเรื่องการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะการพาดพิงโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามว่าเป็นที่บ่มเพาะแนวคิดที่มีปัญหาหรือไม่ โดยยืนยันว่าในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวให้กำลังใจ พล.ท.นรธิป ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น เตรียมทหารรุ่นที่ 26 อยู่อีสานด้วยกันมาทั้งชีวิต ส่วนดราม่าคำพูดจบเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ได้ให้คำแนะนำเรื่องการนำยุทธศาสตร์พระราชทานตามนโยบายของรัฐบาล “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ไปใช้ด้วย
พร้อมทั้งเสนอแนะให้ พล.ท.นรธิปเข้าไปพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะ เพื่อสร้างความเข้าใจ และกำหนดแนวทางในการพัฒนาร่วมกันต่อไป
ตลอดระยะเวลา 22 ปีงบประมาณ (2547-2568) รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ไขปัญหาไฟใต้ไปแล้วกว่า 510,365 ล้านบาท แต่สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลาย
มีเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เกิดขึ้นเกือบ 10,000 ครั้ง มีผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 20,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบเกือบ 6,000 ราย ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลพยายามแสวงหาแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง ท่ามกลางการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดราม่าคำพูดของ พล.ท.นรธิปทำให้โลกออนไลน์เสียงแตกออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งสนับสนุนและเห็นต่าง ตอกย้ำความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานไม่รู้จบ
ฝ่ายที่สนับสนุนอย่าง นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า “แม่ทัพภาค 4 พูดความจริงที่คนไม่อยากได้ยิน”
ขณะที่ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความระบุว่า “จะอย่างไรก็แล้วแต่ ขอชื่นชมกองทัพไทยและแม่ทัพภาค 4”
สอดคล้องกับมุมมอง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่สนับสนุนคำพูดของ พล.ท.นรธิป #SAVEแม่ทัพภาคที่4
โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นความจริงที่ไม่ค่อยมีคนกล้าพูด กลุ่มผู้ก่อเหตุเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้หลบหลีกได้
อยากให้มองทุกประเด็น อย่าพยายามใช้ประโยชน์ขยายผลเป็นส่วนๆ มองด้วยใจเป็นธรรม การทุจริตทั้งเงิน ทั้งอำนาจ และเวลา ได้ทำลายประเทศไทยมานานแล้ว
ส่วนฝ่ายที่เห็นต่างเชื่อว่าคำพูดของ พล.ท.นรธิป จะยิ่งทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้คุกรุ่นร้อนแรงขึ้นอีก นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่าคำขอโทษของแม่ทัพดูเหมือนจะเป็นการยอมรับผิดต่อประเด็นที่พาดพิงกับสถาบันสอนศาสนาเป็นด้านหลักเท่านั้น
“คำพูดของผู้นำหน่วยที่มีความรับผิดรับชอบด้านความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ กลายเป็นการตอกย้ำและยืนยันความเชื่อเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสร้างความระแวงสงสัยหนักขึ้นกว่าเดิม การจะปลดล็อกความรู้สึกเช่นนี้ ต้องบอกตรงๆ ว่าไม่ง่าย” นายรอมฎอนกล่าว
ขณะที่ นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เรียกร้องให้นายกฯ เร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด
“เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มันหนักหนาและกดทับมานานมากแล้ว มีการกล่าวโทษว่าคนนั้นคนนี้ทำสถานการณ์ให้เลวร้าย และหลายๆ ครั้งจับมือใครดมไม่ได้”
“ครั้งนี้คือบททดสอบของรัฐบาลว่าจะมีความสามารถหรือไม่ในการสร้างความกระจ่างให้สังคมรับรู้ และไม่มีการโยนบาปลอย โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้สังคมรับทราบ” นายกัณวีร์ระบุ
ส่วนมุมมองของ รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง วิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวานได้อย่างแหลมคม
รศ.ดร.บัณฑิตอธิบายว่า ในฝั่งของนักวิชาการอย่าง ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรืองานของนักวิชาการหลายๆ ท่าน ต่างตั้งคำถามว่าถึงวันนี้ กอ.รมน. ควรจะมีบทบาทที่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
“การไปยิงตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ตาม มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ เราไม่เอาการเจรจา มันโยงไปถึงหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรัฐก็ควรทำให้ทุกอย่างมันโปร่งใส และจัดการให้เร็วที่สุด”
“ประชาชนจะได้หายเคลือบแคลงสงสัย ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา เพราะความไม่ไว้วางใจจะเป็นปัญหาในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ” รศ.ดร.บัณฑิตกล่าว
ขณะที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ซัดแรงถึงคำพูดของ พล.ท.นรธิป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากองทัพมีอคติกับโรงเรียนสอนศาสนามาเป็นเวลานาน เพราะกล่าวหาว่าโรงเรียนปอเนาะเป็นแหล่งซ่องสุมของขบวนการแบ่งแยกดินแดนและผู้ก่อการร้าย
“นี่คือสิ่งที่เป็นอันตราย เป็นคำพูดที่แย่ และเป็นคำพูดที่ทำให้ความรุนแรงชายแดนใต้ถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง จากคำพูดของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพภาคที่ 4”
“เรื่องนี้สะเทือน 3 จังหวัดรุนแรงแน่นอน ผมมองว่าเราต้องทำประเด็นนี้ตามข้อเท็จจริง แต่ผมกลัวว่าคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) จะทำเรื่องนี้ด้วยความเกรงใจทหารมากกว่าตามข้อเท็จจริง”
“สไตล์ของคุณอนุทินเขาจะไม่แตกหักกับคนมีอำนาจ คุณอนุทินก็เห็นแล้วว่ารอบนี้กองทัพแสดงความเป็นปึกแผ่นในการอยู่ข้างแม่ทัพภาค 4 เพราะฉะนั้นคุณอนุทินจะกล้าจัดการเรื่องนี้ตามข้อเท็จจริงไหม”
“ขนาดที่ตากใบตาย 85 ศพ ประเทศนี้ยังทำให้หายไปเงียบๆ ได้เลย ประเทศนี้ช่วยให้ทหารพ้นผิดเยอะมาก ในที่สุดแล้วรัฐไทยหรือกองทัพ เขาก็จะมีวิธีในการทำให้เรื่องนี้เงียบหายไป”
“เราอาจจะเห็นคุณทวี สอดส่อง หรือพรรคประชาชาติฟึดฟัดกระฟัดกระเฟียดนิดหน่อย แต่สุดท้ายถ้าคุณวันนอร์ (วันมูหะหมัดนอร์ มะทา) กับคุณอนุทินตกลงกันได้ว่าจะให้ทุกคนเงียบ มันก็ต้องเงียบ ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น” ศิโรตม์ฉายภาพปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมชวนตั้งคำถามถึงวิธีบริหารจัดการของหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน.
โดยมีชนวนเหตุมาจากคำพูดของแม่ทัพภาค 4 ตอกย้ำภาพลักษณ์อาชญากรรมโดยรัฐ สุดท้ายไฟใต้คงไม่มีวันดับลง หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
