บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (11)
เลือดเราและสถานพยาบาล
“เย้… พี่เมย์ เมื่อกี้ผมเจอพี่เก็ทด้วย…” บลาๆๆๆ
เราเล่าเรื่องราวการได้พบเจอพี่เก็ท และระบายความอัดอั้นของการติดอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นเวลาหลายวัน ทั้งการซักผ้าและอาบน้ำในบล็อก การกินข้าวในถุงแกง หรือต้องแปรงฟันด้วยการบีบยาสีฟันใส่นิ้วแล้วถูๆ ตามฟัน
“ขนุน วันนี้พี่บังเอิญเลยแวะเข้ามาเยี่ยม เวลาเลยมีน้อย และไม่ได้เตรียมจดหมายจากคนข้างนอกฝากเข้ามา ขอโทษทีนะ” พี่เมย์ว่า
“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมดีใจมากๆ เลยที่เจอพี่ พี่เหมือนนางฟ้าที่จะมาในช่วงรู้สึกแย่ๆ” ก่อนเราจะนึกถึงความตึงเครียดที่เกิดในห้อง เลยเล่าให้พี่เมย์ฟังก่อนหมดเวลา
“ตอนนี้ในห้องแก๊งคอลายเริ่มอาละวาด เริ่มตื่นจากที่น็อกยา มีมาหาเรื่องผมและคนในห้องเรื่อยๆ ถ้ามีอะไรผมจะบอกพี่นะครับ” เราบอกพี่เมย์ไป
พี่เมย์ตอบกลับมาด้วยความเป็นห่วง พลางพูดให้เราสงบลง ก่อนจะ บ๊ายบาย… จากลากัน
“ขอบคุณนะครับพี่เมย์” แล้วเราก็ออกจากห้องเล็กๆ แคบๆ ที่แทบไม่มีอากาศ เพื่อออกมาเจอกำแพงสูงอีกครั้ง
“พร้อมกลับห้องยัง” พี่ผู้ช่วยชุดขาวพูด แล้วพาตัวเรากลับไปที่ห้องอีกครั้ง
“แก๊ก แก๊ก แก๊ก ตึ้ง” เป็นเสียงที่ไล่หลังเรามา เมื่อเราก้าวขาข้ามบานประตูเข้ามายังห้อง ประตูบานใหญ่ปิดตายอีกครั้ง

“ขนุน เป็นไงบ้าง หายไปนานเลย” พี่ไก่เข้ามาถามเหมือนเช่นเคย
“ไม่มีอะไรครับ พอดีเพื่อนคดีการเมืองแวะมาหาครับ” แล้วเราก็เล่าเรื่องต่างๆ จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป
กิจวัตรก็เวียนวนเช่นทุกวัน ทั้งน่าเบื่อและหดหู่ไปในเวลาเดียวกัน แต่ก็ด้วยการได้เจอกับพี่เก็ททำให้เราเริ่มรู้สึกมีกำลังใจที่จะทำอะไร แม้ตัวเราจะถูกจองขัง แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่ แล้ววันเวลาก็ไหลผ่านข้ามคืนไป
“อ้าวๆ ตื่นๆ วันนี้พวกเอ็งจะต้องไปตรวจร่างกายที่สถานพยาบาล อาบน้ำให้เรียบร้อย อย่าให้หมอบ่นเหม็น ตื่นๆ กูจะไม่พูดซ้ำนะ” ผู้ช่วยหน้าดุคนหนึ่งเดินมาแจ้งที่หน้าประตูห้องแต่เช้าก่อนน้ำร้อนจะมาส่งอีก
เมื่อสิ้นเสียง ทุกคนที่แม้จะงัวเงียแต่ก็เริ่มตื่นต่อคิวไปอาบน้ำกัน ถ้าจำไม่ผิด เราน่าจะคนท้ายๆ เลย เพราะเราหลับต่อ ก็นะเราไม่อยากอยู่รับความจริงนี้ สู้อยู่ในนิทราฝันถึงอิสรภาพยังจะมีความสุขกว่า
แล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงประมาณ 10 โมง เราที่เตรียมตัวอาบน้ำเสร็จแล้ว
“พวกเอ็งตั้งแถวให้เรียบร้อย หัวหน้าห้องดูแลเพื่อน เดี๋ยวออกมาแต่ตัว ห้ามพกอะไร กระดาษไม่ต้อง ถ้าเจอเป็นเรื่อง เดี๋ยวหน้าแดนจะมีคนรอค้นอีกรอบ กูให้โอกาสใครที่คิดอะไร เอาไปเก็บก่อนเจอ” ผู้ช่วยคนหนึ่งว่า
สิ้นเสียงพี่เล็กก็เรียกทุกคนตั้งแถวในห้อง พี่เล็กเริ่มค้นตัวทุกคนดูว่าใครพกอะไรมั้ย ไอ้เราก็สงสัย “จะมีอะไรให้พกออกไปได้” เลยถามพี่แจ็คที่อยู่ใกล้ๆ ไป
“อ่อ มันจะมีพวกพกจดหมายน้อยอะขนุน ยังไงดี เขียนข้อความฝากคนต่างแดนอะไรอย่างงี้ หรือแบบบอกให้เก็บงาน” แกตอบกลับมา แม้จะงง แต่เอาเป็นว่าไม่มีเวลาให้ถามแล้ว เขาเรียกแล้ว
“ไป พบ. (สถานพยาบาล) แล้วห้ามคุยกับคนแดนอื่น อยู่กับที่ห้ามไปไหนนอกจากที่สั่ง เดี๋ยวจะไปตรวจสุขภาพ ทำประวัติ ตาม อสรจ. แดนไป” ซึ่งก็คือพี่อาลีคนเดิม
ทุกคนเดินต่อแถวออกไปที่ประตูทำการแดน ก่อนมีผู้ช่วย 2 คนมาจับๆ ตรวจๆ ตามซอก ตามมุมร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเอาอะไรออกไปนอกแดน ซึ่งระหว่างตรวจผู้คุมหน้าแดนก็มายืนดูพวกเราด้วย เมื่อแล้วเสร็จพี่อาลีก็กล่าวรายงาน
“กระผมนายสมศรี อสรจ. คดี… โทษ… ขออนุญาตพาผู้ต้องขังใหม่จำนวน 14 คน ออกทำการตรวจที่สถานพยาบาล หัวแถวนับ” แล้วทุกคนก็นับจนถึงท้ายแถว
ผู้ช่วยหน้าประตู (ประตูแดน) ไขกลอนประตูบานเล็กที่อยู่ในประตูเหล็กบานใหญ่ยักษ์ออก แสงที่ตกกระทบจากพื้นปูนสะท้อนมายังตาเรา แล้วผู้คุมที่ยืนฟังรายงานก็ก้าวเดินออกไปเป็นคนแรก ก่อนตามด้วยพี่อาลีที่เรียกพวกเราตามมาพร้อมนับ “1” แล้วเสริมว่า “พวกเธอนับต่อด้วยนะจ๊ะ” เมื่อพวกเราเริ่มนับตามประตูแดนก็นับด้วยเช่นเดียวกัน
“1 2 3 4 … ผู้ต้องขังจำนวน 14 คน อสรจ. 1 คน รวม 15 คน ออกไปสถานพยาบาลครับ!!!” ประตูแดนพูดไล่หลังพวกเรา แล้วเสียงประตูปิดดัง “ตึ้ง” ตามมา
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เราได้ออกจากห้องมาเห็นโลกภายนอกแบบเต็มๆ ตา เราเห็นเครื่องบิน เราเห็นนก และเราเห็นท้องฟ้า ก่อนเท้าที่เปลือยเปล่าของเราจะค่อยๆ สะกิดบอกเราว่า “พื้นแม่งโคตรร้อนเลยพรี่ รีบเดินเถอะ” แล้วหัวแถวก็เริ่มขยับเดินไปยังทางตรงยาวที่เรียกว่า “สายกลาง”
ไม่ช้าเราก็เดินมาถึงประตู 4 อันเป็นประตูบานเดิมกับวันแรกที่เราก้าวเข้ามา ระเบียบวิธีก็ยังคงเป็นเช่นเดิม อสรจ.กล่าวรายงาน นับยอด แล้วเราจึงไปนั่งรอในที่เดิมที่เราเช็กประวัติสุขภาพในวันแรกที่เข้ามา แต่วันนี้มีรถเอกซเรย์เคลื่อนที่พระราชทานตั้งรออยู่ด้วย
ไม่ต้องคาดหวังความตื่นเต้น ไม่มีอะไรเลย นั่งรอเปื่อยๆ โง่ๆ เหมือนเดิม เราถามพี่อาลีไปว่า วันนี้เขาจะทำไรบ้าง แกบอกเราว่า
“วันนี้เขาจะถามประวัติ ตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด และ X-ray จ๊ะ”
“ตรวจเลือดหรอ!?” เราคิดวนในใจ แม้ประเด็นหนึ่งที่เรากลัวเข็ม แต่เราก็วนกลับไปคิดถึงบทสนทนากับพี่เก็ทเมื่อวานเรื่อง “สิทธิในเนื้อตัวเรา” และ “การเก็บฐานข้อมูล DNA” เรื่องนี้ยกมาจากประเด็นสามจังหวัดชายแดนที่บังคับประชาชนให้ยินยอมถูกตรวจและจัดเก็บข้อมูลผ่านเลือด ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เราเองก็ไม่อยากจะไว้ใจระบบราชการไทย เพราะรัฐไทยมักละเมิดคนไทยด้วยกัน เราคิดกับตัวเองในใจ
“สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ” ชื่อของเราถูกสะกิดเรียกขึ้นไปบนสถานพยาบาล กระบวนการก็วนซ้ำเหมือนวันแรก ถามประวัติ ตรวจดูร่างกาย ก่อนเราจะถูกพาไปยังจุดถัดไป
“เจาะเสร็จก็กดแขนไว้นะ อย่าให้เลือดไหล” ผู้ช่วยพูดบอกกับทุกคนที่นั่งต่อแถวรอ และใช่ ตรงนี้ห้องเจาะเลือด มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่อยู่หลายคนเลยในห้อง แล้วก็ถึงคิวเรา
“อันนี้เจาะเอาไปทำอะไรครับ” เราถามพยาบาลด้วยหน้าซื่อๆ ของเรา
“อ่อ เจาะไปตรวจเชื้อจ๊ะ ในนี้คนเยอะเราไม่รู้ว่าใครเป็นอะไรมาบ้าง แต่หลักๆ ที่ตรวจจะมี ไวรัสตับ เอดส์” ซึ่งระหว่างแกตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล มือของแกก็จับเข็มตรวจเช็กหลอดตรวจไปพลาง
จังหวะที่เราคิดว่าจะยอมหรือไม่ แต่ก็ไม่ทันจะพูดโต้เถียงอะไร เราก็ถูกเข็มแทงเข้าไปแล้ว
“ผมกลัวเข็มนะครับ ถ้าเสร็จแล้วไม่ต้องบอกก็ได้” เราบอกแกกลับไป
ไม่ช้าแกเอาสำลีมากดพร้อมบอกเรา “น้องเลือดข้นนะ กินน้ำเยอะๆ ละ” แล้วเราก็เดินออกมาเพื่อนั่งรอยังจุดถัดไป
เราสับสนกับตัวเอง ในจังหวะนี้เราจะอยู่ในบทบาทไหน “จะสู้” หรือ “จะยอม” แต่ในเวลานี้นับแต่เราอยู่มา เรายอมแทบทุกอย่าง มีตั้งคำถามบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นขัดขืน หัวเราแบ่งความคิดเป็นสองทางในทันที
“ดีนะวันนี้ไวกว่าวันแรกเยอะเลย” เสียงพี่ไก่ดังเรียก ดึงสติกลับมาอีกครั้ง
“จริงครับ เดี๋ยว X-ray เสร็จผมคงกลับไปนอนเลยครับ” เราตอบกลับไป เราทิ้งความคิดที่ตีกันไว้ตรงนั้น แล้วพาตัวเองขึ้นรถไป
“ถือไว้นะครับ หันมาตรงแผ่นฟิล์มตรงนี้ กลั้นหายใจนะครับ 1 2 3 เสร็จแล้วครับ คนต่อไปมา” เจ้าหน้าที่ประจำรถพูดราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้ แกพูดประโยคเดิมวนไป แม้ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แต่เราเชื่อว่าต้องเยอะมากแน่ๆ
เมื่อเสร็จทุกภารกิจผู้ต้องขังห้อง 22 ทุกคนก็มานั่งริมขอบกำแพงที่มีขอบเล็กๆ เท่ากับอิฐหนึ่งก้อนยื่นออกมา เราทุกคนต้องมานั่งรอพี่อาลีมารับกลับพร้อมผู้คุม อย่างที่บอก “เราไม่สามารถไปไหนมาไหนเองได้ในนี้” ผ่านไปพักใหญ่ๆ จาก 10 โมงกว่าที่เราออกมา เรากลับมาถึงห้องประมาณบ่าย 2 ซึ่งถือว่าไวมากๆ แล้ว
ระบบทุกอย่างภายในเรือนจำไทยเป็นแบบ “อัตโนมือ” ผู้คุมและเจ้าหน้าที่ทุกคนจะมีสมุดบันทึกเล่มเท่าบ้าน ไว้คอยจดรายงาน เขียนทุกอย่างด้วยมือ ถึงจะบอกว่าเพื่อความมั่นคงภายในเรือนจำ แต่มันก็น่าตั้งคำถามนะว่า
“เรือนจำไทยล้าหลังขนาดนี้เลยหรอ”
เราที่กลับห้องมา นั่งไม่ทันหายเหนื่อย ก็มีเสียงดังขึ้น “สิรภพ มาเอาของ” พี่แซมไขประตูพาเราออกไปเอาของที่ร้านค้ากลาง มีอาหารเช้า ขนม และน้ำ อย่างน้อยก็รอดไปอีกวัน
สุดท้ายวันนี้ก็ผ่านไปเมื่อพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า ในห้องไม่ได้มีเสียงพูดคุยเหมือนเดิม แต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เอ็มยังคงถูกเบิร์ดคอลายแกล้ง แล้วลามมาถึงพี่ไก่
เราทำได้แต่เอาหัวซุกเข้าไปใต้ผ้าปู หวังเพียงให้เรื่องพวกนี้ผ่านไปไวๆ
เมื่อเราข่มตาหลับ ห้องผู้ช่วยข้างๆ มีเสียงโครมครามดังขึ้น “เห้ย เห้ย เห้ย จับมันไว้ๆ” ผู้คุมเปิดไมค์พูดก่อนเดินมายังหน้าต่างหลังห้อง 23 เสียงวุ่นวายนี้ทั้งน่ากลัว และชวนหดหู่ มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงกรี๊ด เสียงเชียร์ ทุกอารมณ์ทุกเสียงคละคลุ้งอยู่ในห้องนั้น
“ไอ้เตี้ยทำเหี้ยอะไรของมันวะ” เสียงหนึ่งดังขึ้น
เราที่ตกใจมากกับการแค่ได้ยินเสียง แต่ก็เลือกที่จะแกล้งหลับเพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวนี้ด้วย ได้แต่คิดในหัวว่า “เกิดอะไรขึ้นวะ”
