Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
เรากำลัง ‘ดูแล’
หรือ ‘สอดส่อง’ ตัวเองกันแน่
นับตั้งแต่เริ่มใส่นาฬิกาสมาร์ตวอตช์แทนนาฬิกาอะนาล็อกเมื่อเกือบสิบปีก่อน ฉันก็กลายเป็นคนที่ติดการออกกำลังกายแบบต้องใส่สมาร์ตวอตช์เท่านั้น
ฉันว่าหลายๆ คนก็มีนิสัยคล้ายๆ กัน เพราะนอกจากสมาร์ตวอตช์จะช่วยบอกข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการออกกำลังกายครั้งนั้นๆ ให้เรารู้ อย่างเช่น ข้อมูลเกี่ยวกับหัวใจ เวลา ระยะทาง ประสิทธิภาพ หรือข้อมูลตามประเภทกีฬาแล้ว มันก็ยังทำหน้าที่คล้ายๆ ตัวช่วยเก็บแต้ม เพิ่มแรงจูงใจให้เราอยากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
จนหลายๆ ครั้งฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าหากออกกำลังกายแบบที่นาฬิกาเราไม่รับรู้ ก็ “ไม่นับ” เป็นการออกกำลังกายไปเสียอย่างนั้นเลย
เราเชื่อกันว่าการใช้อุปกรณ์สวมใส่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตวอตช์ สายรัดข้อมือ หรือแหวนก็น่าจะทำให้เราเห็นภาพรวมสุขภาพของเราดีขึ้น ออกกำลังกายได้ดีขึ้น เดินได้มากขึ้น นอนได้ดีขึ้น กินได้ดีขึ้น และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
ซึ่งตามหลักการแล้วมันก็ช่วยได้จริงๆ
หากเราอยากขยับตัวในแต่ละวันให้มากขึ้น สมาร์ตวอตช์อาจจะช่วยเรานับจำนวนก้าวเดินต่อวันเพื่อให้เราประเมินได้ว่าทุกวันนี้เราเดินน้อยไปหรือเปล่า ต้องเดินเพิ่มอีกแค่ไหน
หากเราตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกเพลียแม้ว่าจำนวนชั่วโมงการนอนก็ไม่ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น การใส่นาฬิกาไว้ตอนนอนก็อาจจะช่วยประเมิณคุณภาพการนอนและแนะนำว่าต้องทำอย่างไรถึงจะปรับปรุงให้ดีขึ้น
หรือหากเรารู้สึกเครียดระหว่างวัน อุปกรณ์สวมใส่ได้อาจจะช่วยให้เราจัดการความเครียดได้ดีขึ้นผ่านการกระตุ้นเตือนให้เราขยับร่างกาย ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้าง หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างทันทีที่มันตรวจจับได้ว่าอารมณ์เราเริ่มขุ่นมัว
ความรับรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาสุขภาพโดยรวมแบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ถ้าหากเราไม่ได้รับข้อมูลที่อุปกรณ์สวมใส่ได้เหล่านี้เก็บมาให้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราไปถึงจุดที่หมกมุ่นกับข้อมูลมากเกินไป (คล้ายๆ กับที่ฉันรู้สึกว่าถ้าต้องออกกำลังกายแบบไม่ได้ใส่นาฬิกาก็ไม่ออกเลยดีกว่า) เราก็จะข้ามจากจุดที่ใช้ข้อมูลมาทำให้สุขภาพดีขึ้น กลายเป็นสิ่งที่ Psychology Today เรียกว่า “การสอดแนมตัวเอง” หรือ self-surveillance
ลองนึกสถานการณ์ดูว่าเราตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็รู้สึกสดชื่นดี แต่พอเหลือบตาไปเห็นคะแนนการนอนของตัวเองต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้นแหละ ร่างกายมันก็รู้สึกอ่อนเพลียขึ้นมาเสียเฉยๆ
เมื่อจบวัน เราอาจจะรู้สึกโอเคกับตัวเองแต่พอเปิดจำนวนก้าวเดินขึ้นมาดู อ้าว เดินได้ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ แล้วก็ตีอกชกหัวว่าตัวเองเป็นคนไม่มีวินัย ทำอะไรก็ล้มเหลว
หรือเราหมกมุ่นกับการเก็บข้อมูลน้ำหนักตัวทุกวันและพบว่ามันขึ้นบ้าง ลงบ้าง ไม่ได้เป็นกราฟเส้นตรงสวยแบบที่เราคาดหวัง
จากเดิมที่เราหาอุปกรณ์สวมใส่ได้มาใช้งานเพื่ออยากปรับเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ดีขึ้น ไปสู่อาการหมกมุ่นกับตัวเลข จนกลายเป็นแรงกดดันและการตัดสินตัวเอง
แทนที่อุปกรณ์จะช่วยให้เรามีความมั่นใจในตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น มันกลับทำให้เรารู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ
เว็บไซต์ PT แนะนำว่าทางออกไม่ได้อยู่ที่การโยนอุปกรณ์เก็บข้อมูลทิ้งไปแล้วเลิกเก็บข้อมูลให้หมด แต่คือการต้องปรับเปลี่ยนความคิดที่เรามีต่ออุปกรณ์เหล่านั้นให้มันยืดหยุ่น ให้มันมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
เริ่มจากการตั้งคำถามให้ตัวเองตอบว่าอุปกรณ์แทร็กกิ้งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น หรือทำให้เรามองตัวเองแย่ลง
มันช่วยให้เรามีอิสรภาพมากขึ้น หรือทำให้ชีวิตเราแคบลง
มันช่วยให้ข้อมูลเรา หรือมันสอดส่องเรา
และเรากำลังใช้ข้อมูลเหล่านี้ หรือข้อมูลเหล่านี้กำลัง “ใช้” เรากันแน่
เราสามารถปรับวิธีคิดที่มีต่อข้อมูลที่เราได้จากอุปกรณ์แล้วใส่ความเป็นมนุษย์เพิ่มเข้าไป
เช่น คะแนนการนอนเมื่อคืนก่อนมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะเราร้องไห้จากอาการโศกเศร้าที่สูญเสียคนรัก หรือต้องตื่นขึ้นมา 3-4 ครั้งเพื่อปลอบโยนลูกที่ร้องไห้กลางดึก
วันนี้เราเดินได้ไม่ถึงเป้าของจำนวนก้าวเดิน แต่เราได้เดินคุยกับเพื่อนที่รู้ใจไปด้วยและบทสนทนานั้นก็มีความหมายมาก
หรือวันนี้เรากินแคลอรีเกิน แต่เป็นมื้ออาหารที่อบอุ่นมากที่เราได้นั่งกินกับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา
หากเราไม่ได้มัวแต่หมกมุ่นกับตัวเลขจนโยนบริบทอย่างอื่นทิ้งไป เราก็จะพบว่าการเก็บข้อมูลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจนเรารู้สึกเหมือนกำลังสอดแนมตัวเอง
ฉันเริ่มจากการแกล้งๆ ลืมนาฬิกาทิ้งไว้ก่อนไปออกกำลังกายบ้างในบางวัน
พูดคุยกับตัวเองมากขึ้นว่าแค่ลุกขึ้นมาออกกำลังกายได้อีกครั้ง แม้จะไม่บ่อยเท่าเดิมแต่ก็นับว่าโอเคมากแล้วในบริบทปัจจุบันนี้ที่ฉันทั้งเลี้ยงลูกทั้งทำงานไปด้วย
แล้วเลือกใช้ข้อมูลที่เก็บได้มาประกอบในวันที่ฉันต้องการข้อมูลมาทำอะไรบางอย่างจริงๆ
ไม่ใช่แค่มุ่งมั่นเก็บตัวเลขสวยๆ เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
