| การศึกษา
ดูท่าว่าปัญหาการเยียวยากลุ่มครูจ้างเหมาบริการที่สอบไม่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ระบบลูกจ้างชั่วคราว จะยังไม่จบลงง่ายๆ
หลังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างครูอัตราจ้างจาก “จ้างเหมาบริการ” เป็น “ลูกจ้างชั่วคราว” ตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ที่อนุมัติอัตราเพียง 7,588 ตำแหน่ง จากที่เสนอขอไปมากกว่า 70,000 อัตรา
ที่ตามมาคือ ครูจำนวนหนึ่งได้เข้าสู่ระบบการจ้างงานที่มีความมั่นคงมากขึ้น ได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ทางสังคมดีขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านระบบถึง 202 คน ที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนในอาชีพ
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อ นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว สมาชิกวุฒิสภา ด้านการศึกษา ได้ตั้งกระทู้ถาม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการเลิกจ้างครูโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ครูคลังสมอง (ครูวิทย์-คณิตฯ) และครูโครงการขาดแคลนขั้นวิกฤต ก่อนที่จะครบสัญญา ซึ่งในอดีตไม่เคยปรากฏมาก่อน
โดยนายประเสริฐชี้แจงว่า สัญญาจ้างเหมาบริการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 แต่เนื่องจากงบประมาณที่ สพฐ.ได้รับมานั้นครอบคลุมถึงเพียงแค่เดือนพฤษภาคม 2569 ในส่วน ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังเร่งเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสตามมติ คปร. ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบจาก “การจ้างลูกจ้างชั่วคราว” มาเป็น “การคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว” เบื้องต้น คปร.จำนวน 7,588 อัตรา เพื่อให้ครูได้รับรายได้ที่สูงขึ้นและเข้าสู่ระบบประกันสังคม (มาตรา 33) ซึ่งจะช่วยให้มีสวัสดิการที่มั่นคงกว่าเดิม
แต่จากการปรับเปลี่ยนระบบดังกล่าวส่งผลกระทบให้มีบุคลากรตกค้างและได้รับผลกระทบจำนวน 202 ราย จาก 75 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ
สพฐ.จะใช้นโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 4 ข้อ
ดังนี้
กลุ่มตำแหน่งธุรการโรงเรียน และครูช่วยสอน ที่ผ่านการคัดเลือกไปเป็นลูกจ้างชั่วคราว จะนำคนกลุ่มนี้ขึ้นบัญชีรายชื่อทดแทนตำแหน่งว่าง
กลุ่มผู้สอบขึ้นบัญชี รวมถึงกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เข้าสู่อัตราว่างจากการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ (ตามหลักเกณฑ์ ว.6) ซึ่งรองรับได้อีกส่วนหนึ่งกว่า 2,050 อัตรา
โรงเรียนหรือเขตพื้นที่ฯ มีความจำเป็นเร่งด่วน สพฐ.จะพิจารณาจัดสรร “งบเจียดจ่าย” ในรูปแบบจ้างเหมาบริการ รายได้ 9,000 บาทต่อเดือน เพื่อพยุงไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
กลุ่มขาดคุณสมบัติ เช่น ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือไม่ผ่านการประเมิน ศธ.จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเป็นรายกรณี
“ส่วนข้อเสนอของวุฒิสมาชิกที่ต้องการให้กลุ่มครูที่ได้รับการเยียวยา 9,000 บาท ได้รับการดูแลให้เท่าเทียมกับเพื่อนครูอีกกว่า 7,588 คนที่ผ่านการคัดเลือก ผมเข้าใจดีว่ารายได้ไม่ถึง 10,000 บาท สู้กับค่าครองชีพในยุคปัจจุบันได้ยาก และผมพร้อมรับข้อสังเกตและจะพยายามอย่างเต็มที่ ควบคู่กับแนวทางทั้ง 4 ด้านข้างต้น เพื่อเยียวยาบรรดาครูเหล่านั้นให้ดีที่สุด ส่วนการตรวจสอบยอดจำนวนผู้ที่ได้รับการเยียวยานั้น จะได้สั่งการให้ สพฐ.เร่งทบทวนและตรวจสอบตัวเลขทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมครูทุกคนอย่างทั่วถึงและเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ขอบคุณข้อห่วงใยของสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้ง”
นายประเสริฐกล่าว
ขณะที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าว และมีข้อสรุปมติที่ประชุม กมธ. (แบบไม่เป็นทางการ) ดังนี้
1. ให้เยียวยากลุ่มที่เสียสิทธิทั้ง 202 คน โดยด่วนในอัตราเดือนละ 18,000 บาทขึ้นไปหรืออย่างน้อยให้เท่ากับตำแหน่งเดิม
2. ให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงการดำเนินงานการคัดเลือก และรายงานข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน
อย่างไรก็ตาม สพฐ.ได้จัดทำคำขอจัดตั้งงบประมาณในปี 2570 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2570 นี้ เพื่อใช้ในการเพิ่มค่าจ้างให้มีอัตราเงินเดือนเท่ากับลูกจ้างชั่วคราว เช่น ตำแหน่งที่ใช้วุฒิปริญญาตรี 4 ปี 18,225 บาทต่อเดือน เป็นต้น
รวมถึงจะเสนอ คปร.อนุมัติงบจัดจ้างครูในอัตราลูกจ้างชั่วคราวเพิ่มเติม จากที่ได้รับมา 7,588 อัตรา ในปีงบ 2569 ส่วนจะได้รับเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับ คปร.
อย่างไรก็ตาม ความยากไม่ได้อยู่แค่การขออัตราลูกจ้างชั่วคราวเพิ่มเติมจากที่ได้รับมาเท่านั้น การเสนอคงอัตราเดิมที่ได้รับในปี 2569 จำนวน 7,588 อัตรา ก็ยังลูกผีลูกคน
เพราะขณะที่มีข้อถกเถียงเรื่องเยียวยากลุ่มสอบตก กลุ่มที่สอบผ่านล่าสุดก็ใช่ว่าจะมีความมั่นคงในชีวิต เพราะจะสิ้นสุดสัญญาจ้างในวันที่ 30 กันยายนนี้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจาก คปร.ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่ากับว่ากลุ่มลูกจ้างทั้งหมดจะต้องกลับไปเข้าสู่การจ้างแบบเหมาบริการรูปแบบเดิม
ปัญหาวนลูป และยังเป็นเรื่องยากสำหรับ ศธ.และ สพฐ. ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ภายใต้เงื่อนไข “ไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ” ของภาครัฐในเวลานี้ ศธ.และ สพฐ.อาจต้องมองหาทางเลือกอื่นควบคู่กันไป
เพราะหากปล่อยให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อออกไป ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บุคลากร 202 คน หรือ 7,588 อัตราเท่านั้น
แต่จะสร้างแรงกดดัน กลายเป็นปัญหาลุกลาม ถึงขั้นจัดม็อบบุกกระทรวง ทวงคืนสิทธิ์ เช่นที่ผ่านมาอีกครั้ง
