bg-single

Songs in the Key of Life : วงดนตรีที่ไม่เคยมีอยู่จริง

29.06.2026

บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์

Songs in the Key of Life

: วงดนตรีที่ไม่เคยมีอยู่จริง

สมัยยังเตะปี๊บดัง ผมเคยลงวิชาเรียนเรื่องฟิล์มด้วยหวังว่าจะช่วยเปิดโลกกว้างได้บ้าง

หนึ่งในกิจกรรมที่ชอบมากเป็นพิเศษคือการทำ Retrospective ของผู้กำกับหลายคนต่างกรรมต่างวาระ สลับสับเปลี่ยนไปตามโอกาสของผู้สอน

วิชาที่ว่าทำให้เรียนรู้ชีวิต ได้เห็นวิธีคิดอ่านการมองโลก

อีกทั้งยังสะท้อนความเป็นไปของผู้คนและสังคม

นั่นทำให้ผมรู้จักงานของเขาคนนี้ ยอดผู้กำกับชาวอังกฤษผู้ที่มีนามว่าอลัน ปาร์กเกอร์ (Alan Parker)

จะโทษว่าดวงดีก็คงไม่ผิด เพราะอลัน ปาร์กเกอร์ มักทำหนังที่มีบทเพลงเพราะพริ้งสุดบรรยาย เป็นต้นว่า Fame, Evita เรื่อยไปจนถึง Pink Floyd-The Wall

แถมตัวละครต่างก็เป็นคนธรรมดาที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน มนุษย์เดินดินผู้สามารถถูกได้ผิดได้และมีครรลองที่น่าสนใจยิ่งยวด

ไม่ว่าจะเป็นนักมวยผู้อยากเพิ่มน้ำหนักเพื่อชกในรุ่นที่สูงกว่า

สาวเสิร์ฟผู้อยากเป็นดารา หรือนักเล่าเรื่องตลกผู้ที่อยู่ในห้องเรียนแล้วพูดจนเพื่อนหัวเราะงอหาย แต่ครั้นเทิร์นโปรเป็น Stand Up Comedy ชีวิตจริงกลับไม่มีใครสนใจฟัง หนำซ้ำยังไล่ให้ไปทำอาชีพอื่นดูจะรุ่งกว่า

มากกว่านั้นคือรายละเอียดที่เป็นหมุดหมายแห่งชีวิต

มันฉาบเคลือบตัวละครให้โลดแล่นไปตามวิถีแห่งเซลลูลอยด์

และเป็นที่มาของวงดนตรีที่ไม่เคยมีอยู่จริงนามว่า The Commitments

สร้างจากนวนิยายปลายปากกาของร็อดดี้ ดอยล์ (Roddy Doyle)

The Commitments บอกเล่าเรื่องราวของวงดนตรีไอริช-โซล ท่ามกลางกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำปากกัดเท้าถีบในเมืองดับลิน

เขามีนามว่าจิมมี่ แรบบิต (Jimmy Rabbitte) ผู้จัดการวงศูนย์กลางของทุกอย่าง (รับบทโดยโรเบิร์ต แอทกินส์)

เมื่อครั้งที่หนังเรื่องนี้เข้าโรง จากที่เคยกระเบียดกระเสียรเขากลับมีชื่อเสียงเงินทองไหลมาไม่ขาดมือ

คนละเรื่องกับชีวิตในหนัง

จิมมี่มีรายได้หยิบมือจากงานรับจ้างทั่วไป ยามว่างก็รับงานเล่นในบาร์เล็กๆ แถบชานเมือง

“ส่วนตัวผมไม่ชอบดนตรีที่มาจากเสียงสังเคราะห์หรือเพลงโฟล์ก ผมรักเพลงโซลและหวังว่ามันจะเป็นอาชีพได้” เขากล่าวกับ BBC

จิมมี่พยายามอย่างหนักด้วยหวังว่าจะไปโด่งดังถึงอเมริกา

“ผมมองว่า มันมีทางเป็นไปได้ เพราะไอริช-โซลคือเพลงของชนชั้นแรงงาน พูดง่ายๆ พวกเราคือคนดำที่ดันเกิดมาตัวขาว ซึ่งเพลงเหล่านี้สามารถสื่อสารไปได้ถึงก้นบึ้งของจิตใจ” เขาว่างั้น

ภาพยนตร์เปิดเรื่องด้วยงานแต่งงานที่เขาดันไปพบกับนักร้องชายคนหนึ่งโดยบังเอิญ

คนตกงานขี้เมาหยำเปแต่มีเสียงร้องระดับสาลิกาลิ้นระฆังแก้วนาม “เดคโค่” เขามีแก้วเสียงไม่ต่างกับจิม มอร์ริสัน บวกโจ ค็อกเกอร์

ไวเท่าความคิด จิมมี่ชวนเดคโค่เข้าร่วมวงทันที

“วงแกชื่ออะไรวะ?” เดคโค่ถาม

“เดอะ คอมมิตเมนต์ส” จิมมี่ตอบ

ตามด้วยสีหน้างุนงงปรากฏในริ้วรอย “ฟังนะเพื่อน วงดังๆ มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่าเดอะ เดอะบีตเทิลส์ เดอะโรลลิงสโตนส์ เดอะดอร์” แล้วทำไมต้องเป็นเพลงไอริช-โซล? เดคโค่ซักต่อ

“แกเข้าใจไหม ไอริชคือยุโรปของคนดำ ดับลินเนอร์คือคนดำของไอร์แลนด์ ฝั่งนอร์ทไซต์คือคนดำของคนดำดับลินอีกที ถ้าจะบอกว่านี่คือเพลงของคนดำ เราก็จะเล่นด้วยความภาคภูมิใจ” เขาตอบฉาดฉานโดยปราศจากคำถามใดๆ หลุดออกมาจากปาก

สิ่งที่แปลกของ The Commitments คือในส่วนของเพลงมันไม่มีฟิล์มสกอร์

ดนตรีถูกทำโดย Music Supervisor นามจี มาร์ค รอสเวลล์ (G Marq Roswell)

เขาใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการคัดเลือกเดินทางไปทั่วเมืองดับลิน โดยมีรายชื่อในใจร่วมพันเพลง

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวผู้กำกับเองยังต้องกลับไปฟังงานเก่าๆ อีกนับร้อย ไล่ตั้งแต่ยุค 60’s จนผ่านเข้ารอบสุดท้าย 68 ชิ้น และคัดสรรจนเหลือ 24 เพลงในที่สุด

เมื่อภาพยนตร์สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1991 มันไม่เพียงแต่ดูสนุก หากแต่ยังเสริมด้วยสาระ ความคิด และความลึกซึ้งกินใจ

อีกปัจจัยที่ทำให้งานเป็นที่กล่าวขวัญคือตัวแสดงหลักส่วนใหญ่เป็นผู้คนที่อยู่ในแวดวงคนดนตรี

พวกเขาสามารถร้องได้แสดงได้แถมทำได้ดีเหลือเชื่อ

นักดนตรีเหล่านั้นเชื่อมหนังจนเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่าแค่ขายชื่อรับเงินแล้วจบๆ กันไป

อลัน ปาร์กเกอร์ ตระเวนไปทั่วไอร์แลนด์เพื่อเฟ้นสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด

“ตอนผมไปดับลิน มีนักดนตรีร่วมคัดเลือกกว่า 65 วง ผมใช้เวลาเป็นเดือนๆ ทั่วผับ พูดคุยกับคนนับไม่ถ้วน ผมแค่อยากมั่นใจว่าไม่มีใครตกหล่น โดยหนึ่งในนั้นคือเพชรเม็ดงามนามแอนดรูว์ สตรอง (Andrew Strong) เขาเล่นเป็นเดคโค่ เชื่อไหม ตอนนั้นเขาอายุแค่ 16 ปีเอง”

ปาร์กเกอร์กล่าวกับแหล่งข่าวสำนัก BBC

ความทรงจำ สีซีดจาง ร่างความหลัง

เมื่อครั้งยัง เป็นเด็กน้อย ด้อยเดียงสา

ไล่ความเรียง ปมเค้าลาง ทางที่มา

ดูเหมือนว่า ช่างถดถอย กร่อยสิ้นดี

เกิดมาจน รันทดใจ ให้ท้อนัก

ต้องรู้จัก ความเป็นคน ปนศักดิ์ศรี

ทนสู้ไป ด้วยความเขลา เท่าที่มี

แต่ยังดี มีเพลงฟัง หวังปลอบใจ

พ่อก็แก่ แม่ก็เฒ่า เหล้าเข้าปาก

ความทุกข์ยาก หมั่นมาเยือน ใคร่เลือนหาย

หวังความเมา ความรางเลือน ช่วยเคลื่อนคลาย

เพื่อนมากมาย หมั่นพยุง มุ่งหวังดี

คนตกงาน เต็มบ้านเมือง เกลื่อนถนน

ไหนจะคน ไร้ทางไป ให้หลีกหนี

รัฐบาล บอกทนไว้ ให้จงดี

เป็นแรมปี ก็เท่านั้น อย่าหวังคอย

The Commitments คงไว้ซึ่งความเป็นดับลินอย่างครบถ้วน ไม่ต่างจากตอนที่เขาสร้าง Angel Heart แล้วเลือกนิวออร์ลีนส์เป็นโลเคชั่น มันสามารถเป็นสรวงสวรรค์กับเป็นอเวจีได้ในชั่วข้ามคืน ภาพทิวทัศน์งดงามน่าจับตาตัดสลับกับบ้านเมืองรกร้างไร้ทิศทาง คนจนยังไงก็เป็นคนจนอยู่วันยังค่ำ ส่วนคนรวยก็หาทางเพิ่มความเอารัดเอาเปรียบ

นับประสาอะไรกับกลุ่มวงดนตรีที่ใช้โรงนาต่างห้องซ้อมซอมซ่อ ไหนจะปัญหาส่วนตัว ไหนจะปัญหาเรื่องอัตตาขนาดมหึมา ความเหลื่อมล้ำกินลามมาถึงแนวทางของเพลง

ทั้งหมดคือบริบทที่ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งก็ตามที

“จะเรียกว่าเป็นงานที่ประณีตที่สุดของผมก็ว่าได้ครับ” ปาร์กเกอร์ทำลายความเงียบด้วยคำพูด

“เนื่องจากมีเพลงในหนังผมเลยให้ร้องจริง ทีแรกลังเลว่าหรือเราจะอัดสดเลย? สุดท้ายผมใช้ทั้งสองแบบ โดยหน้ากองบันทึกเสียงด้วยเทป 24 แทร็ก แล้วทำโพสต์ด้วยความใสที่สตูดิโอ ผมคิดไม่ผิดว่ะ มันเข้าท่าเลยละ” เขากล่าว

“ผมไม่เคยเจอไอริชคนไหนที่ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ มันสมบูรณ์แบบ” เขาสรุป

ในส่วนของ OST ถูกทำมาสองอัลบั้ม อันดับแรกปี 1991 โดยใช้ชื่อว่า The Commitments Original Picture Soundtracks วางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ได้สองรางวัลแพลทินัม ขายไปสองล้านแผ่นเฉพาะอเมริกาประเทศเดียว ที่สหราชอาณาจักรมันกวาดยอดขายไปอีกสามล้านแผ่น ชนะรางวัล Best Soundtrack บนเวที Brit Awards

เมื่ออัลบั้มประสบความสำเร็จจนเกินต้านทาน MCA Records ตัดสินใจออกชุดที่สอง The Commitments Vol. 2 ในเดือนมีนาคม 1992 โดยเพิ่มเป็น 11 เพลง

ไม่แค่นั้น ในปี 2017 Geffen Records แก้คิดถึงด้วยการออก Deluxe Edition Double Album เรียกว่านับเงินกันจ้าละหวั่น

ผมชอบเพลง The Dark End of the Street มากเป็นพิเศษ มันคือเพลงเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 1967 โดยแดน เพนน์ และชิปส์ โมแมน บทเพลงเศร้าสร้อยโหยหาเหมือนคนไม่มีหนทางไปข้างหน้า (ขอคารวะผู้ที่หยิบเพลงนี้มาใส่ในหนัง) ซึ่งเข้ากับสภาพเศรษฐกิจ + สังคมในตอนนั้นเป็นอย่างยิ่ง

โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันเซนต์แพทริกหรือผ้าพันคอสีเขียวขาว เราก็พอเข้าใจแก่นแท้ของความเป็นคนไอริช คนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาคือประชาชนชั้นสอง เป็นลูกไล่ของพี่เบิ้มอย่างอังกฤษ ผจญปัญหาไม่ต่างกันแต่เสียภาษีเหมือนกัน ใช้เงินอัตราเดียวกันแต่คุณค่าของเงินกลับไม่เท่ากัน

พวกเขาอยู่ภายใต้ร่มเงาเสียงเพลงของอังกฤษตั้งแต่อุตสาหกรรมดนตรีเพิ่งเริ่มตั้งไข่

นี่คือครั้งแรกและอาจเป็นครั้งเดียวที่ “Irish Soul” ประกาศตัวเป็นเอกราชทางศิลปะ

ถึงแม้จะไม่มีแห่งหนอย่างจริงๆ จังๆ แต่ภาพบนแผ่นฟิล์มทุกคนต่างก็แลเห็นได้อย่างถนัดตา จากดับลินถึงลิเวอร์พูลถึงกลาสโกว์ กลุ่มคนตกงานผู้ยากไร้ไม่มีที่ซุกหัวนอนในยุค 80’s คือภาพร่างของ “ความหวังยุคใหม่” เมื่อคนรุ่นเก่าเริ่มทยอยหมดอายุการใช้งาน

คนรุ่นใหม่เข้ามาสานฝันต่อแตกแขนงเป็นดนตรี ฟุตบอล งานศิลปะ ธุรกิจการเงิน การศึกษา ภาพยนตร์ เรื่อยไปจนถึงช่างซ่อมประปา

ทุกวันนี้ดับลินกลายเป็นเมืองน่าอยู่ ราคาที่ดินแพงระยับ มีสถานศึกษาเป็นที่เลื่องลือเคียงบ่าเคียงไหล่ลูกพี่อย่างอังกฤษ มันเริ่มต้นมาจากความฝันของคนผู้ที่ไม่มีตัวตนเหล่านั้น

บางทีความไม่มีตัวตนคือความมีตัวตนในอีกรูปแบบหนึ่ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

THE BRIDE! | ‘คืนชีพ’
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (6)
เปิดมหากาพย์ เยียวยา ครูสอบตกลูกจ้างชั่วคราว
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (11)
เรากำลัง ‘ดูแล’ หรือ ‘สอดส่อง’ ตัวเองกันแน่
Polymarket, Kalshi นวัตกรรมพนันรูปแบบใหม่!
Songs in the Key of Life : วงดนตรีที่ไม่เคยมีอยู่จริง
เส้นทาง พัฒนา ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ รายวัน
พฤษภาเลือด ภาพ จากวีดิทัศน์ ชัดเจน เส้นทาง กระสุน ปลิดชีพ
สถานการณ์หลังเลิก MoU! ความท้าทายที่คุมไม่ได้บนเวทีโลก
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว มองข้ามช็อต เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-พัทยา ‘ผมอยากให้ประชากรแฝงมีสิทธิ์โหวต’
ศุภชัย เจียรวนนท์ เรียนรู้ผ่านวิกฤต สู่ฝันใหม่ Arise ขี่คลื่น AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย