หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ไม่ก้าวข้าม …แต่ก้าวตาม ทักษิณบนเส้นทางวิบาก (1)
5. ก้าวกลับไทย
แต่ทักษิณและเพื่อไทย
ก้าวสู่กับดัก
2566 การเลือกตั้งกลับมาเป็นแบบบัตร 2 ใบ เพราะผู้คุมอำนาจกลัวพรรคก้าวไกล
แต่ผลการเลือกตั้งที่ 1 ก็ยังเป็นก้าวไกลได้ ส.ส. 151 คน ที่ 2 คือพรรคเพื่อไทย 141 คน ที่ 3 คือภูมิใจไทย 71 คน
พรรคของกลุ่ม คสช. คือพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แค่ 36 คน พรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ 40 คน ส่วนประชาธิปัตย์ก็เหลือรอดมาแค่ 25 คนเท่านั้น
เนื่องจากฝ่าย คสช.มี ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนอยู่ในมือ และตามบทเฉพาะกาลยังมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ดังนั้น ฝ่ายอำนาจเก่าจึงมีเสียงเกินครึ่งของรัฐสภา คือเกิน 350 คน ชี้ขาดการตั้งนายกรัฐมนตรี
แต่ถ้าจะเป็นรัฐบาลทำได้แค่รัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะพวกอนุรักษนิยมรวม ส.ส.กันแล้วก็ยังได้ประมาณ 200 เท่านั้น
พวกเขาจึงปรับเกมการเมืองใหม่ กีดกันก้าวไกล หันไปหนุนพรรคเพื่อไทยให้รวมกับพรรคอื่นที่เป็นแนวอนุรักษนิยมตั้งรัฐบาลแทน ให้ ส.ว. 250 คนสนับสนุน
สิงหาคม 2566 นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้ แต่จะต้องมาขึ้นศาล ในขณะที่สภาก็โหวตให้เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ
งานนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยแตกหักกับพรรคก้าวไกล
6. ย่างก้าวที่ทักษิณต้องถูกจำขัง
และพรรคเพื่อไทยหลุดจากอำนาจ
ปี2567-2568 แผนการใช้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลชั่วคราวเด่นชัดมากขึ้น เมื่อเศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลสั่งปลดจากนายกฯ ในปี 2567
แม้เพื่อไทยจะเปลี่ยนให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน แต่ก็กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายจ้องโจมตีดำเนินแผนอย่างต่อเนื่อง
ภูมิใจไทยเดินเกมปลดนายกฯ แพทองธาร เพียงแค่พลาดครั้งเดียวก็พังได้ โดยอาศัยกระแสชาตินิยมจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ตุลาการภิวัฒน์เดินเครื่องต่อ 29 สิงหาคม 2568 นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ถูกปลดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหยื่อรายที่ 4 ของตระกูล
10 วันต่อมา 9 กันยายน 2568 อดีตนายกฯ ทักษิณถูกตัดสินให้จำขังอีกครั้ง การที่มีผู้วิจารณ์ว่า กลับมาแล้วจะถูกจับขังเป็นตัวประกันก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา
จากนั้นก็มีการหลอกล่อให้พรรคประชาชนสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ แทน สัญญาว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญและเลือกตั้งใหม่ภายใน 3 เดือน
จังหวะก้าวช่วงนี้ถือว่าทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนก้าวพลาด เพราะพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าตนเองยังดึงพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ไว้ได้ ถ้ามีปัญหาก็ยังมีอำนาจยุบสภา (ซึ่งไม่มีโอกาสเพราะเขากำหนดเกมไว้แล้ว) และตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไปหนุนให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนพรรคประชาชนที่ก้าวพลาดไปเพราะคิดว่าจะผลักดันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญผ่านข้อตกลงนี้ได้บ้าง
และที่ก้าวพลาดไปอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อหนุนอนุทินขึ้นไปแล้วไม่เข้าไปร่วมรัฐบาลและกุมกลไกสำคัญเกี่ยวกับอำนาจซึ่งจะมีแรงกดดันหรือสกัดมติใดๆ ที่เป็นปัญหา
เมื่อปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยกุมอำนาจแต่ผู้เดียว ภูมิใจไทยจึงทำตามที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่
ถึงนาทีนี้โอกาสแก้รัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง 10%
ย่างก้าวที่ 7
ทั้งคน ทั้งพรรค เข้ากับดักยังไม่มีทางออก
ในการเลือกตั้งใหม่ปี 2569 เกิดขึ้นในขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณอยู่ในคุก
ใครก็คาดได้ว่าจะไม่ได้ออกมาจนกว่าการตั้งรัฐบาลใหม่จะจบ
กระแสเพื่อไทยไม่ได้ดีขึ้นแต่ก็พอประคองไว้ได้
พรรคประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการไปหนุนอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ดังนั้นจึงกลายเป็นการตกต่ำของฝ่ายประชาธิปไตย
พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.มากที่สุด 192 คน กลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
พรรคประชาชนได้ที่ 2 คราวนี้มี ส.ส.ลดลง ได้เพียง 120 คน
พรรคเพื่อไทยได้มาเป็นที่ 3 ได้ ส.ส. 74 คน ต่ำกว่าร้อยเป็นครั้งแรก ยอมมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย
เวลานี้พรรคเพื่อไทยและทักษิณพยายามประคองตัวไม่ให้ล้ม ไม่ได้มีปากมีเสียงอะไรมาก อีกไม่กี่วันนายกฯ ทักษิณก็จะออกจากคุก แต่คดีที่คาหลังอยู่ยังไม่ยุติไปทั้งหมด
เส้นทางที่อดีตนายกฯ ทักษิณเดินเป็นเส้นทางเดิม ตามระบอบประชาธิปไตยที่เลือกใช้พรรคการเมืองสู้ การผ่านการเลือกตั้ง แม้จะมีประชาชนสนับสนุนจำนวนมากเท่าใดก็ยังพ่ายแพ้ต่ออำนาจปืนและตุลาการภิวัฒน์
การใส่กำไล EM แม้ไม่ใช่ใส่ตรวน แต่เหมือนจะบอกว่า ยังอยู่ในฐานะตัวประกัน
เส้นทางระบอบประชาธิปไตยคือเส้นทางแสวงหาเสรีภาพ
และความเท่าเทียมแต่ผู้บุกเบิกและเดินตามหลายรุ่น
อาจต้องแลกด้วยอิสรภาพและชีวิต
การต่อสู้เพื่ออิสรภาพเสรีภาพและความเท่าเทียมเกิดขึ้นมาเป็นพันปีแล้ว แต่การสร้างระบอบประชาธิปไตยอย่างมีแบบแผนมีกฎหมายและหลักการรองรับสำหรับประเทศไทยเกิดขึ้นมาหลัง 2475
เส้นทางนี้ดำเนินมาเกือบร้อยปีแล้ว คนหลายรุ่นที่พยายามบุกเบิกทางเส้นนี้ทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะถึงที่สุดแล้ว เมื่อมีอำนาจและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องก็กลายเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจของกลุ่มคน หรือของตนเอง อำนาจแบบเก่าจึงยังทรงอิทธิพลต่อไป
หลัง 2475 เป็นต้นมา มีคนหลายรุ่นที่ต้องต่อสู้แล้วประสบชะตากรรมต้องลี้ภัย เช่น อดีตนายกฯ ดร.ปรีดี พนมยงค์ หรือสละชีวิต เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นการลุกขึ้นสู้ของเยาวชนและประชาชน สุดท้ายก็ถูกปราบ
การต่อสู้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หรือการเรียกร้องให้ยุบสภาในปี 2553 ก็ยังถูกกลุ่มที่มีอำนาจจากการรัฐประหารปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
เด็กรุ่นใหม่หลายคนที่ลุกฮือมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในยุคหลัง หลังจากลุยสู้ระยะหนึ่งก็ถูกจับกุมขังดำเนินคดี จนหลายคนก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
นักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคส้มทั้ง 3 ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกดดันของอำนาจตามกฎหมายและอำนาจนอกระบบ คนที่ไม่มั่นคงหลายคนเมื่อเข้ามาแล้วก็อาจจะเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้าใจที่เป็นอำนาจและทรัพย์สิน
แต่จำนวนมากก็ยืนหยัดอยู่ได้ แต่เขาก็ได้เรียนรู้ถึงผลกระทบจากความอยุติธรรม บนเส้นทางเดียวกันกับที่พรรคทักษิณโดนเล่นงาน
นายกฯ ทักษิณจะพัก
หรือเดินต่อก็ได้แต่คนหนุ่มสาวต้องเดินต่อ
เส้นทางที่ทักษิณเดินเป็นเส้นทางเดิมที่มีนักสู้รุ่นเก่าเดินมาก่อนแล้ว ถ้าคนรวยอย่างนายกฯ ทักษิณยังทนเดินมาได้ตั้งหลายสิบปี คนธรรมดาที่เคยผ่านความยากลำบากมาและยังยากลำบากอยู่ทำไมจะเดินต่อไปไม่ได้
และวันนี้ถ้าคนอายุ 77 ปีอย่างนายกฯ ทักษิณ ที่ถูกรัฐประหาร ถูกลอบฆ่า ถูกยึดทรัพย์ ถูกขังคุก เมื่อสู้มาตลอด 20 ปี จะรู้สึกเหนื่อยแล้วหยุดนั่งพัก เลี้ยงหลาน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่คนหนุ่มคนสาวที่มีแรงก็ต้องก้าวเดินกันต่อไป
แม้มีกังวลว่าเส้นทางข้างหน้าสูงชันมองไม่เห็นเป้าหมาย มองไม่เห็นทางออก เพราะทั้งประเทศก็ตกอยู่ในวังวนการเมือง มีปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการคอร์รัปชั่น ปัญหาระบบยุติธรรม ความด้อยประสิทธิภาพในการบริหารของผู้ที่มีอำนาจ
แต่พวกเราไม่มีทางเลือก บางทีทางออกอาจจะเป็นไปตามธรรมชาติ
เหมือนตึก สตง.ที่ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ โกง เปลี่ยนแบบ ลดวัสดุ สุดท้ายพอมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ตึกชาวบ้านไม่พัง แต่ตึก สตง.ถล่มลงมาในนาทีเดียว
อย่าท้อแท้ สู้ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ของเก่าโครงสร้างไม่ดี ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขก็ต้องพัง ที่สู้มาก็คือประสบการณ์ ที่จะใช้ในการออกแบบสร้างใหม่ให้ดีกว่าเก่า
