ต่างประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา ฝรั่งเศสและสเปนต้องเผชิญกับหนึ่งในวิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทวีปยุโรปมีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลก
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของฝรั่งเศสระบุว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าปกติถึง 3.8 องศาเซลเซียส ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนกลับลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 50%
ส่วนทางด้านสเปน แม้ไฟป่าช่วงฤดูร้อนจะเป็นเรื่องปกติ แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมให้ฤดูร้อนทวีความร้อนจัดและแห้งแล้งหนักกว่าเดิม
เมื่อผนวกกับการหดตัวของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ทำให้ไม่มีการเข้าไปจัดเก็บวัสดุธรรมชาติ พื้นที่ป่าอันกว้างใหญ่จึงกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อเพลิงแห้งที่พร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
มหาวิกฤตไฟป่าครั้งนี้ส่งผลให้เกิดหนึ่งในปฏิบัติการอพยพผู้คนครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีประชาชนในฝรั่งเศสและสเปนรวมกันมากกว่า 300,000 คนต้องอพยพเพื่อความปลอดภัย
โดยในฝรั่งเศสมีผู้ได้รับผลกระทบต้องอพยพมากกว่า 250,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 220,000 คนอยู่ที่จังหวัดฌีรงด์ ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำไร่องุ่น
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมีการจัดสรรกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 2,500 นายจากฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ นายทหาร 1,500 นาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 1,200 นาย โดยพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสเปนถูกไฟไหม้ไปแล้วกว่า 42,000 เฮกตาร์
นับเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 80 ปี
อย่างไรก็ตาม ภาวะโลกร้อนไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดไฟป่า แต่ทำหน้าที่เป็นปัจจัยเร่งให้สภาพแวดล้อมมีความเสี่ยงมากขึ้น
อุณหภูมิที่สูงขึ้นและภาวะแห้งแล้งที่ยาวนานทำให้ผืนป่ามีความแห้งและพร้อมติดไฟได้ง่าย
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของไฟป่าส่วนใหญ่ยังคงมาจากกิจกรรมของมนุษย์
นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู ระบุว่า ไฟป่าประมาณ 9 ใน 10 ครั้งมีสาเหตุมาจากมนุษย์ โดยส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท เช่น การทิ้งก้นบุหรี่ การจุดไฟทำอาหารหรือบาร์บีคิว รวมถึงการทำงานในพื้นที่เสี่ยงโดยขาดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน โรลองด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส กล่าวว่า ไฟป่าในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศได้สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย
สำหรับสเปน รัฐบาลเปิดเผยว่า มีประชาชนประมาณ 79,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ทางตะวันตกของกรุงมาดริดและจังหวัดกัสเตยอน ขณะที่อีกกว่า 30,000 คนถูกขอให้อยู่ภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังต้องรับมือกับความเสี่ยงเพิ่มเติมในเมืองวัล ดูอีโช จังหวัดกัสเตยอน เนื่องจากใต้ดินในพื้นที่ดังกล่าวยังมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองสเปน ซึ่งอาจเกิดการระเบิดเมื่อถูกความร้อนจากไฟป่า
เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์แข่งกับเวลา เนื่องจากคาดว่าจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเพิ่มความรุนแรงของไฟป่าให้มากขึ้น
เครือข่ายยูโรโมโม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป (ECDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตในยุโรปมากกว่า 10,000 รายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยกว่า 9,000 รายเป็นผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
สาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะลมแดด (ฮีตสโตรก) รวมถึงทำให้อาการของโรคหัวใจและโรคระบบทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง
ต้นตอของปัญหานี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรเทาความรุนแรงของปัญหาสภาพอากาศที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ นานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 13 ว่าด้วยการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าในการดำเนินงานยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า โดยมีสาเหตุสำคัญจากข้อจำกัดด้านเงินทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังคงมีอยู่ในหลายประเทศ
สถานการณ์ไฟป่าในยุโรปไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังส่งผลต่อความมั่นคงของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม
