บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
หลักฐานของคดีโกง ส.ว.ชัดจนถ้า กกต.ส่งคดีไปศาลตามที่กฎหมายกำหนด ศาลแทบไม่ต้องเสียเวลาไต่สวนคดีเลย
การที่คนไทยทั้งประเทศระแวงว่า กกต.จะไม่ส่งคดีไปศาลจึงแปลก เพราะแปลว่าคนจำนวนมากเชื่อว่า กกต.จะสกัดไม่ให้คดีถึงศาล ซึ่งจะเกิดคำถามว่าใครสั่งให้ กกต.ทำแบบนั้นทันที
การที่รัฐบาลโจมตีประชาชนที่ต้องการให้ กกต.ส่งคดีไปศาลก็แปลกเช่นกัน เพราะ กกต.มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งคดี ศาลมีหน้าที่พิจารณาคดี ทุกฝ่ายทำตามกฎหมาย รัฐบาลไม่เกี่ยว นอกจากกลัวว่าตัวเองมีความผิด
การที่รัฐบาลเถียงประชาชนจนโจมตีว่าทุกคนมีแผนล้มรัฐบาลจึงเหลวไหลสิ้นดี
ตามข้อมูลที่พรรคประชาชนและ iLAW แถลง รวมทั้งรัฐมนตรียุติธรรมยอมรับว่าเป็นหลักฐานจาก DSI มือสกปรกที่ทำทุกเรื่องจนเกิดข้อหา “โกง ส.ว.” คือรัฐบาลและลูกข่ายทั้งสิ้น
เรื่องแบบนี้จึงไม่เกี่ยวกับฝ่ายค้าน, นักวิชาการ, สื่อ หรือใครก็ตามที่รัฐบาลเบี่ยงเบนประเด็นว่าเป็นพวกล้มรัฐบาล
ล่าสุด คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศแล้วว่าจะตามล่าคนปล่อยเอกสารคดีโกง ส.ว. โดยแจ้งความแล้ว
ระบุว่าเป็นคนมีเจตนาไม่ดีกับรัฐบาล ซ้ำยังชี้เป้าว่าไม่รู้ว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นคนปล่อยหรือไม่
ซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งส่งสัญญาณว่ารัฐบาล “ดิ้น” กรณีมีการเปิดเผยพยานหลักฐานในคดี “โกง ส.ว.”
เมื่อเทียบกับโกงสอบท้องถิ่นที่คุณอนุทินกล้าพูดว่าพร้อมเอาผิดทุกคนที่ผลสอบไปถึง ถึงแม้ความจริงจะยังไม่ได้เอาผิดนักการเมืองคนไหนก็ตาม
คุณอนุทินกลับไม่เคยพูดแม้แต่คำเดียวว่าจะหาทางเอาผิดทุกคนที่มีชื่อในคดี “โกง ส.ว.” โดยเฉพาะหากเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย
รัฐบาลอุ้มคนของพรรคหรือไม่ รัฐบาลกลัวอะไรในคดีโกง ส.ว. และทำไมรัฐบาลต้องดิ้นตั้งแต่แจ้งความดำเนินคดีคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ, คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และใครก็ไม่รู้ที่รัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นคนปล่อยเอกสารคดีโกง คำตอบนี้วิญญูชนทุกคนคิดได้เอง
ขณะที่รัฐบาลและรัฐมนตรีเป็นฝ่ายดิ้นมากที่สุดเรื่อง “โกง ส.ว.” ตัว ส.ว.ที่ต้องสงสัยว่าโกง 138 คน กลับเงียบไปเฉยๆ ไม่มีใครยืนยันว่าตัวเองไม่โกงและไม่ผิด ทั้งที่เป็นคนกลุ่มแรกที่จะมีความผิดขั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจนหลุดจาก ส.ว. และเสื่อมเสียชื่อเสียงว่าโกงมากกว่าที่เสียไปแล้วในปัจจุบัน
ส.ว.ภาคกลางคนหนึ่งบอกผมว่า สาเหตุที่ 138 ส.ว.ไม่ออกมายืนยันว่าตัวเองไม่โกงเพราะ “นาย” แจ้งผ่าน “คนของนาย” ว่าให้ ส.ว.อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องทำอะไร
แต่ถึงไม่บอกก็ไม่มีใครอยากพูดอะไรอยู่แล้ว เพราะยิ่งพูดความพิรุธยิ่งมาก พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ
และทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าวิธีได้เป็น ส.ว.คืออะไร
คนไทยเถียงกันมานานว่าควรมี ส.ว.หรือยกเลิกไปเลย
ฝ่ายที่อ้างว่าต้องมี ส.ว.อ้างว่า ส.ส.โง่ ซื้อเสียง และเป็นตัวแทนนายทุน
ส่วน ส.ว.มีความรู้และเป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ
ความชอบธรรมของ ส.ว.จึงมาจากการอ้างว่าตัวเองเป็นคนฉลาดและดีจนเป็นตัวแทนประชาชนกว่า ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา
ด้วยหลักฐานจาก DSI ที่แน่นหนาเรื่องโกง วุฒิสภาชุดนี้มีที่มาที่เทาจนอ้างว่าเป็นสภาเทวดาไม่ได้ต่อไป และด้วยประวัติการศึกษาหรือการทำงานของหลายคน จะอ้างว่าวุฒิสภาเป็นสภาผู้มีความรู้ก็ไม่ได้ ส่วนการได้ตำแหน่งเพราะโพยก็แปลว่า ส.ว.เป็นตัวแทนเจ้าของโพย ไม่ใช่ตัวแทนประชาชน
ส.ว.ชุดที่แล้วก็มีปัญหาเรื่องโกงเหมือน ส.ว.ชุดปัจจุบัน เพียงแต่ ส.ว.ชุดปัจจุบันมีคนจ่ายเงินเพื่อได้ตำแหน่งตามโพย ส.ว.ยุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา มีตำแหน่งตาม “โพย” ที่คณะรัฐประหารเขียนเหมือน ส.ว.ที่ทหารแต่งตั้งในอดีต ส.ว.
ทั้งยุคคุณประยุทธ์และยุคนี้จึงมาจากโพยหมด ต่างกันแค่ยุคไหนใครเขียนโพย
บทเรียนจากคดีโกง ส.ว.คือประเทศไทยไม่ควรมี ส.ว. เพราะไม่เคยมี ส.ว.ชุดไหนเป็นเทวดาตามที่โม้ ส.ว.ยุคคุณประยุทธ์หรือยุคสีน้ำเงินส่วนใหญ่คือนายพล ข้าราชการเกษียณ ลูกน้องทหาร คนขายหมู คนขับรถพ่อคุณเนวิน ชิดชอบ ผู้ติดตามบ้านใหญ่ภูมิใจไทย ฯลฯ จะมีคนที่ได้เรื่องบ้างก็ไม่เกิน 30 คน
หลักฐาน DSI ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองเป็นฝ่ายเขียนโพย รวมทั้งจ่ายและจัดการเพื่อให้ได้ผลเลือก ส.ว.ตามโพย ส.ว.ชุดนี้จึงไม่มีความชอบธรรมเช่นเดียวกับรัฐบาลนี้ที่ไม่มีความชอบธรรมด้วย เพราะเท่ากับพรรคเจ้าของโพย ส.ว.เป็นคนเลือก กกต., ป.ป.ช., ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ สตง.โดยปริยาย
ทั้ง กกต., ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญล้วนมีหน้าที่ตรวจสอบการโกงเลือกตั้ง, โกง ส.ว., โกงกินงบ, การใช้อำนาจในทางที่ผิด และละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ
พรรคที่ทำโพย ส.ว.จนตัวเองคุมองค์กรเหล่านี้จึงน่าสงสัยว่าเข้ามาบริหารประเทศโดยวางแผนว่าโกงอย่างเป็นระบบตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐบาล
หัวหน้าพรรครัฐบาลอ้างว่าพฤติกรรม “โกง ส.ว.” เกิดก่อนภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล
แต่คำอธิบายนี้ชุ่ยและมั่ว เพราะการใช้เงินเพื่อให้ได้ ส.ว.ตามโพยทำให้พรรคมีอำนาจเหนือทุกองค์กรที่ตรวจสอบการโกงทั้งหมดในประเทศ
ใครทำแบบนี้ก็น่าสงสัยเหมือนเล่าต๋ามีตำรวจหรือ อบจ.เป็นของตัวเอง
ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดกับใคร มือของพรรคที่สีเทาตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐบาลไม่ควรได้ครอบครองอำนาจรัฐแม้แต่วันเดียว
เพราะสีเทาก่อนเป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสเป็นสีดำทันทีที่มีอำนาจ
ประชาชนจึงไม่ควรไว้ใจพรรคหรือใครที่ทำแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น คสช., ระบอบทักษิณ หรือพรรคสีน้ำเงินก็ตาม
รัฐธรรมนูญฉบับนี้หลอกคนไทยตั้งแต่ตอนร่างจนตอนลงประชามติว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง”
แต่ยิ่งใช้รัฐธรรมนูญนี้ การโกงยิ่งลุกลามทั่วประเทศไปหมด
เพราะธาตุแท้ของรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่การปราบโกง แต่คือการใส่ร้ายคนอื่นว่าโกง ส่วนผู้มีอำนาจจะผูกขาดการโกงไว้คนเดียวก็ไม่เป็นไร
สัปดาห์นี้คือ “โค้งสุดท้าย” ที่คดีโกง ส.ว.จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดหลังภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล หาก กกต.ไม่ส่งคดีไปศาล หรือส่งแต่ ส.ว.ระดับปลายแถว วิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระจะเกิด และแรงกระแทกทางการเมืองจะตกไปที่รัฐบาลระดับสึนามิทางการเมือง
ทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงวิกฤตศรัทธาต่อ กกต.คือส่งผู้ต้องหา 229 คนไปศาล
แต่การที่ผู้ต้องหามีทั้งนายกฯ, คณะรัฐมนตรี, 138 ส.ว. และ “ครูใหญ่” โอกาสที่ กกต.จะส่งผู้ต้องหาทั้งหมดไปศาลจึงต่ำกว่า 0 เพราะหมายถึงความเสี่ยงที่นายกฯ, รัฐมนตรี และ ส.ว.เกินครึ่งจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
อย่างไรก็ดี ถ้าคำร้อง กกต.ห่วยจนศาลไม่รับคำร้อง คำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่เกิด แต่โอกาสที่ศาลจะไม่รับคำร้องมีน้อยมาก เพราะคดีหลักฐานแน่น ซ้ำ กกต.เป็นเจ้าพนักงานรัฐซึ่งที่ผ่านมาศาลไม่เคยปฏิเสธคำร้องของรัฐ
ผู้ต้องหาคดีโกง ส.ว.จึงแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากให้ กกต.ส่งคดีไปศาลเลย
“ผู้ร้าย” ในข้อหาคดีโกง ส.ว.ประกอบด้วยหัวโจกแก๊งทำโพยอย่างแกนนำพรรคภูมิใจไทย,
ลูกน้องและคนใกล้ชิดรัฐมนตรีที่จ่ายเงินซื้อโหวต ส.ว.ชุดปัจจุบัน
และผู้สมัคร ส.ว.ที่สอบตกแต่สมัครเพราะรับจ้างมาโหวตคนอื่น
คนกลุ่มที่ กกต.ไม่มีวันส่งศาลเอาผิดเลยคือแก๊งหัวโจกอย่างที่พูดไป
เลขาฯ กกต.ประกาศแล้วว่า คดีโกง ส.ว.จะเอาผิดเฉพาะ “ส.ว.” ที่มีหลักฐานว่าโกงเองหรือรู้เห็นว่าโกง
คำพูดนี้แปลว่า กกต.จะปล่อย ส.ว.จำนวนมากโดยอ้างว่าไม่ได้โกงเอง ต่อให้จะได้ประโยชน์จากการโกงหรือมีคนอื่นโกงให้ รวมทั้งปล่อยพวกลิ่วล้อพรรคการเมืองที่ทั้งจ่ายทั้งจัดตั้งให้เกิดการโกง
ถ้าทำได้ “นาย” คงทำโพยคดีโกง ส.ว.โดยไม่ปล่อยให้ กกต.ดำเนินคดีใครเลย
แต่ถ้าทำไม่ได้ “นาย” ก็อาจตัดจบลูกน้องกลุ่ม “เลวแต่โง่” และ “โกงแต่ชุ่ย” ที่ดันมีหลักฐานทั้งรับทั้งจ่ายเงินสดจนชัดไปหมด
แต่การเอาผิด ส.ว.ชุดปัจจุบันที่ได้ประโยชน์จากการโกงก็คงไม่เกิดขึ้นอีกเช่นกัน
คดี ส.ว.เป็นคดีโกงการเข้าสู่อำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ต่อให้การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 จะมีการซื้อเสียงมากที่สุด ความโจ่งแจ้งในการโกงเลือกตั้งก็ไม่ชัดเจนเท่าความโจ่งแจ้งในการเลือก ส.ว.ครั้งนี้
เช่นเดียวกับผลของการโกง ส.ว.ซึ่งทั้งประเทศมีการโกงกันอยู่กลุ่มเดียวจนเห็นได้ชัดเจน
เทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ต้องใช้อิทธิพลท้องถิ่นหว่านล้อมให้ประชาชนรับเงินแลกกับคะแนน การโกง ส.ว.ไม่ต้องทำอะไรนอกจากทำโพยแล้วจ้างเครือข่ายพรรคไปสมัคร ส.ว. เพื่อไปเลือกคนตามโพยพรรค
โกง ส.ว.จึงเป็นเรื่องของคนมีเงินใจกล้าหน้าด้านที่กินรวบโดยไม่สนสี่สนแปดเลย
ความวิปริตอย่างแรงกล้าของขบวนการโกง ส.ว.รอบนี้คือ “ทำเพื่อข้างบน” โดยทุกคนสะกดจิตตัวเองว่าโกงเพื่อขัดขวางไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ คสช. แต่ที่จริงทั้งหมดเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองโกง โดยเอาสถาบันหลักของประเทศอย่าง ส.ว.และองค์กรอิสระเป็นของตัวเองจนโกงได้ตามใจ
ไม่ต้องแปลกใจที่การโกงจะระบาดจนมองจากดาวอังคารยังรู้ว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยการโกง เพราะทุกสถาบันเป็นเพียงลูกน้องของพรรคการเมืองที่มีอำนาจ
