bg-single

ฐากูร บุนปาน : ว่าด้วยกฎหมาย กับ “การถือหุ้นสื่อ”

13.05.2019

ช่วงก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง การเมืองเข้ามาวุ่นวายกับเรื่อง “สื่อ-ถือหุ้นสื่อ” กันให้อุตลุดชุลมุน

ถึงขั้นมีผู้พยากรณ์ว่า ถ้าใช้กฎหมายกันแบบ “ตาเถร” อย่างที่ผ่านมา

ดีไม่ดี จะซ้ำรอยหนังอเวนเจอร์ส-เอนด์เกมส์ ที่คนจะหายไปครึ่งจักรวาล

วุ่นเสียขนาดนี้ ในฐานะที่ทำมาหากินอยู่ในอาชีพสื่อ จะไม่พูดถึงเรื่องนี้กับเขาบ้าง

ก็จะให้เกียรติอาชีพตัวเองน้อยไป

ประเด็นที่อยากประกาศเป็นเจตนารมณ์เบื้องต้นข้อแรกเลยก็คือ

กฎหมายห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อนั้น เชย

ไม่จำเป็นจะต้องมีก็ได้

และการเกิดขึ้น-ดำรงอยู่ของกฎหมายฉบับนี้ ก็เหมือนกฎหมายอีกหลายๆ ฉบับที่อุบัติขึ้นเพราะ

เห็นคนเป็นคนไม่เท่ากัน

ถ้าเคารพคนอื่นเหมือนที่เคารพตัวเอง จะเกิดกฎหมายเลอะเทอะแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

ในประเทศที่ “อารยะ” แล้ว หรือประชาธิปไตยลงหลักปักฐานมั่นคงแล้ว

มีใครเขามีกฎหมายพิลึกพิสดารอย่างนั้นบ้าง

ยิ่งในโลกยุคใหม่ที่ข่าวสารข้อมูลแพร่กระจาย

นักการเมืองคนไหนไปถือหุ้นสื่อไหน คิดหรือว่าชาวบ้านจะไม่รู้

สื่อไหนเชียร์พรรคหรือนักการเมืองไหนออกนอกหน้า มีหรือชาวบ้านจะอ่านไม่ออก

วอชิงตันโพสต์-นิวยอร์กไทม์ส ไม่ชอบขี้หน้าโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังอะไร

ขณะที่ฟอกซ์เชียร์ทรัมป์ออกนอกหน้า ก็ไม่เห็นจะต้องเขินอายอะไร

เอาให้กันให้ชัดเจนกันไป

แล้วให้ชาวบ้านตัดสินใจเอง

ว่าจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อใคร

สำคัญว่าขอให้เปิดจริง

ก็ถ้าตัวเอง-หมายถึงผู้ร่างกฎหมาย คนผลักดันกฎหมาย ยังแยกแยะออก

คิดได้ยังไงว่าคนอื่นเขาจะแยกไม่ออก

และถามจริงๆ เถอะ ที่ห้ามไม่ให้นักการเมืองถือหุ้นสื่อนั้น

เอาเข้าจริงแล้วห้ามไม่ให้เชียร์กันได้หรือ

ไม่ให้คนเรามีโอกาสเลือกว่าจะชอบ-ไม่ชอบอะไร

หรือไม่คิดบ้างหรือว่า ไม่ถือหุ้นกันตรงๆ ก็อุดหนุนกันด้วยวิธีการอื่นได้

แทนที่จะมีกฎหมายเชยๆ เพื่อเอาไว้จับผิดกันอย่างนี้

ส่งเสริมให้เสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของชาวบ้านเพิ่มขึ้นดีกว่าไหม

ทำให้การตรวจสอบของสังคมเข้มแข็งขึ้นดีไหม

มีแต่กฎหมายเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่

โอกาสที่จะ “เละ” อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพิ่มมากขึ้น

หรือไม่จริง

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ เมื่อออกมาใช้บังคับกันแล้ว ยังแก้ให้กลับไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายแบบพลิกฝ่ามือไม่ได้

ถามว่าจะทำให้กฎหมายที่ว่านี้มีประโยชน์ที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่

หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ เลวร้ายน้อยที่สุดได้อย่างไร

ตอบแบบหลักการก็ต้องบอกว่า อยู่ที่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะมีจุดยืน-ท่าทีอย่างไร

มีกฎหมายประหลาดๆ มาแล้ว จะไปห้ามไม่ให้สมาชิกในสังคมซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่เทพบุตรไปจนถึงซาตาน ใช้กฎหมายอย่างเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้นั้น

ฝันไปเถอะ

สำคัญว่าคนที่ถือกฎหมายอยู่ต้องไม่เอียง ไม่เพี้ยน ไม่เลอะเทอะไปด้วย

หรือถ้าเผลอเอียงไปแล้ว พลาดไปแล้ว

ก็แก้ไขเสียให้ถูกต้องเที่ยงตรง มันจะยากอะไรหนักหนา

ถ้าเอาหลักการ-ความถูกต้องขึ้นต้น หน้าตาศักดิ์ศรีเป็นเรื่องรองลงไป

เผลอๆ สังคมอาจจะน่าอยู่มากขึ้นกว่านี้หลายเท่า

หรือที่พูดกันว่าทางตัน-ทางตันนั้น

เอาเข้าจริงอาจจะเห็นทางออก-ทางเลือกใหม่ๆ

เพราะไม่ตั้งใจที่จะเดินหน้าเข้าตรอกตันก็ได้

ใครจะรู้

กฎหมายนั้นมีไว้เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข-เป็นระเบียบ

ถ้ามีกฎหมายแล้วบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย ถ้าการบังคับใช้กฎหมายยิ่งทำให้สังคมอลหม่าน

ต้องกลับมาตั้งคำถามกันแล้วว่า

เราจะมีกฎหมายพรรค์นั้นไว้ทำไม

หรือเราใช้กฎหมายพรรค์นั้นเพื่อการสร้างสรรค์หรือทำลายล้างสังคม

ถามตัวเองจริงๆ ดูสักทีเถิด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ