bg-single

ฐากูร บุนปาน | เศรษฐกิจถดถอย แต่ยังไม่วิกฤต ?

14.10.2019

ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

ขออนุญาตแสดงความเห็นต่างกับท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอีกสักครั้งเถิด

เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ที่คาดว่าขยายตัวร้อยละ 2.8 ลดลงจากการประมาณการว่าจะเติบโตร้อยละ 3.8 เมื่อต้นปี หรือเติบโตร้อยละ 3.3 เมื่อกลางปี

ถือว่าแค่อยู่ในภาวะถดถอย

ยังไม่วิกฤต

ด้านหนึ่งก็จริงของท่าน

เมื่อยังมีอัตราการขยายตัว ก็แปลว่าในภาพรวมยังมีคนพอไปได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง

ถ้าเอาอัตราการขยายตัวที่ต่ำเตี้ย

(คือปกตินักวิชาการทั้งหลาย รวมทั้งแบงก์ชาติด้วย เคยให้ความเห็นว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาทั้งกับภาคประชาชนและภาครัฐ ควรจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 ต่อปี)

ไปร่วมสมการกับ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่เกิดขึ้น

ที่บอกว่าถดถอยนั้นไม่พอเสียแล้ว

แต่เข้าขั้นวิกฤตจริงๆ นะครับ

คุณบรรยง พงษ์พานิช (ขออภัยที่เอ่ยนาม) เคยเขียนแสดงตัวเลขเอาไว้ (และเคยลอกของท่านมาลงเอาไว้แล้ว)

ว่า 5 ปีที่ผ่านมา 500-600 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไทย เติบโตสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปกี่เท่า

ท่านบวกลบคูณหารให้เห็นด้วยว่า เมื่อกิจการใหญ่ที่มีสัดส่วนแค่ร้อยละ 25 ของประเทศขยายตัวเป็นบวกเกินอัตราเฉลี่ย

ก็แปลว่าคนอีกร้อยละ 75 ของประเทศนี้ติดลบ

ตัวเลขนี้ได้รับการยืนยันด้วยอัตราการขยายตัวของสินทรัพย์ใน 20 ตระกูลใหญ่

ที่มีผู้ทำวิจัยว่า ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา คนรวยที่สุดร้อยละ 5 (ซึ่งถือครองทรัพย์สินอยู่กว่าร้อยละ 60-70 ของสินทรัพย์ทั้งหมดในประเทศ) มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 8 เท่า

ถ้ายังไม่พอ แถมด้วยตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่แบงก์ชาติเพิ่งแสดงความกังวลออกมาเมื่อไม่นานนี้

ว่าอยู่ในระดับร้อยละ 130-140 ของรายได้แล้ว

คนรวยทรัพย์สินเพิ่ม คนจนหนี้เพิ่ม

แปลว่าอะไร

อันที่จริง ถ้าอยากจะรู้ว่าเศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤตหรือไม่นั้นไม่ยาก

แค่ลงจากหอคอยมาเดินดินบ้าง

ก็คงพอจะรู้ได้เลาๆ

เอาแค่ร้านข้าวแกงร้านแอ๊วตรงข้างแบงก์ชาติ ที่เคยขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ถามเขาว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร

คำตอบที่ได้คงไม่เหมือนตัวเลขจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ท่านดูอยู่ทุกวัน

หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็ไปเดินสำเพ็ง พาหุรัด ประตูน้ำ

เผลอๆ อาจตกใจเป็นลม

วิกฤตเศรษฐกิจที่คาดว่าจะลากยาวเป็นหางตัวแอลที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่งวดนี้

ผิดกับวิกฤตที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 อย่างหน้ามือเป็นหลังเท้า

หนนั้น “ตายยอด” หนนี้ “ตายราก”

ครั้งนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเศรษฐีมีสตางค์ทั้งหลาย ที่มีปัญญาไปกู้เงินต่างประเทศ หรือที่มีสินเชื่ออยู่กับธนาคารมากๆ

เพราะฉะนั้น ให้เวลา 2-3 ปี อาเสี่ย-เจ้าสัว-นักธุรกิจใหญ่ทั้งหลาย ที่มีทั้งเครือข่ายและสายป่าน ก็ค่อยๆ ทยอยกันฟื้นตัวขึ้นมาได้

จำนวนมากในนั้น ฟื้นขึ้นมาแข็งแรงและใหญ่โตกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เพราะคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันล้มหายตายจากไปครึ่งค่อน

แต่หนนี้ คนที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจจริงๆ คือเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ คนชั้นล่างในเมือง (ซึ่งถูกนโยบายจัดระเบียบกวาดจนหายไปจากถนนหนทาง และจากเส้นทางทำมาหากิน)

และธุรกิจขนาดกลางค่อนข้างเล็ก ที่สายป่านไม่ยาวพอ

โอกาสที่คนเหล่านี้ล้มแล้วจะลุกขึ้นมาได้เร็วเหมือนกับเจ้าสัว-นักธุรกิจทั้งหลาย เป็นไปได้ยากยิ่ง

ถ่างให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมและระบบเศรษฐกิจไทยกว้างขึ้น

ภาพคฤหาสน์กลางสลัมก็ชัดเจนขึ้นทุกที

เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจหนนี้เป็นวิกฤตของคนจน-คนชั้นล่าง

จะหวังให้คนชั้นบน คนที่อยู่ในหอคอยงาช้าง มาเข้าใจ มาช่วยเหลือจัดการให้

หรือจะหวังให้คนที่ไม่เคยเห็นหัวชาวบ้านแล้วจับพลัดจับผลูขึ้นมามีอำนาจ

มาทำอะไรให้ปัญหาลดหรือทุเลาลง

ยากจะหวัง

การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ตัวแทนชาวบ้านทั้งหลายต้องฟังชาวบ้าน

ต้องตอบสนองตความต้องการชาวบ้าน

ต้องถือว่าการบริการเป็นหน้าที่

จึงสำคัญฉะนี้

วนมาจบที่การเมืองจนได้สิน่ะ-ฮ่ะฮ่ะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ