bg-single

ของดีมีอยู่ : ‘รุ่นลุง’ VS ‘รุ่นใหม่’ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ในอนาคต / ปราปต์ บุนปาน

20.06.2021

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

ไม่แปลกถ้าเราจะมองกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ในตอนนี้ จากมุมมองของพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง พรรค/กลุ่มต่างๆ

ไม่ว่าจะในมุมของพรรคพลังประชารัฐและเครือข่าย เช่น 250 ส.ว., มุมของพรรคเพื่อไทย หรือมุมของพรรคก้าวไกลและกลุ่มรีโซลูชั่น

และไม่แปลกอีกเช่นกัน ถ้าเราจะหลงไปติดอยู่ในกรอบคิดที่ว่า “ศึกแก้ไขรัฐธรรมนูญ” รอบนี้ วางพื้นฐานความขัดแย้งอยู่บนการสนับสนุน-นำเสนอ “ระบบ (นับคะแนน) เลือกตั้ง” ที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม เราอาจทดลองมองแนวทางการเคลื่อนไหวในการเสนอ “แก้รัฐธรรมนูญ” ที่ผิดแผกกัน ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ผ่านประเด็นเรื่องฐาน “แฟนคลับ” ได้เช่นกัน

 

เวลาพูดถึง “แฟน” หรือ “แฟนคลับ” ของพรรคการเมือง คงต้องขออนุญาตอธิบายความเพิ่มเติมว่าคนเหล่านี้อาจมิได้มีสถานะเป็นเพียง “ผู้ลงคะแนน” ให้พรรคการเมืองต่างๆ ในวันเลือกตั้ง

แต่หมายถึง “ผู้สนับสนุน” ที่มีความผูกพัน และฝากความคาดหวังไว้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง (หรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง) มากเป็นพิเศษ

ไม่สามารถปฏิเสธว่า “แฟนคลับ” ของพรรคการเมืองใหญ่ๆ ล้วนมีความปรารถนาทางการเมืองที่แตกต่างกันไป

“แฟนคลับของพลังประชารัฐ” นั้นปรารถนาให้ “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปยาวๆ ไม่ว่าบรรดานักการเมือง-คนรอบข้างจะมีบาดแผลเหวอะหวะขนาดไหน ไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะถูกตั้งคำถามในเรื่องศักยภาพการบริหารประเทศมากเพียงใด

เพราะพวกเขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าระบบสังคม-การเมืองที่พวกตนคุ้นเคยจะไม่มีวันพังทลายลงมาในชั่วพริบตา ตราบใดที่ยังมีผู้นำประเทศชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

สำหรับ “แฟนๆ พลังประชารัฐ” การจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่สำคัญเท่ากับว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนั้น” จะช่วยค้ำยันสถานภาพของ “ลุงตู่” ได้เข้มแข็งเพียงใด

 

ข้ามไปทางฝั่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าอย่างไรเสีย นี่คือพรรคการเมืองที่มีจำนวนผู้สนับสนุนหรือ “แฟนคลับ” มากที่สุด

ความผูกพันระหว่าง “พรรคการเมืองของทักษิณ” กับ “แฟนๆ” กลุ่มดั้งเดิมของตนเองนั้นแน่นเหนียวด้วยต้นทุนสำคัญ คือการร่วมกันต่อสู้เพื่อพิทักษ์การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานในนาม “คนเสื้อแดง” รวมถึงการผ่านพ้นประสบการณ์สังหารหมู่กลางเมืองหลวงมาด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้ แม้แนวทางการเคลื่อนไหวบางอย่างของพรรคเพื่อไทยจะชวนตั้งคำถามอยู่บ้าง หรืออาจถูกประทับตราว่ามีลักษณะ “โอลด์สกูล” ไปแล้ว ท่ามกลางสังคมการเมืองที่เปลี่ยนแปลง

แต่ก็ยังมี “แฟนคลับ” อีกไม่น้อย ที่เลือกจะภักดีต่อ “เพื่อไทย” และ “นายกฯ ทักษิณ” ไม่เปลี่ยนแปร

 

พรรคก้าวไกล-คณะก้าวหน้า หรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ ดูจะเผชิญกับโจทย์ที่แตกต่างออกไป

เมื่อผู้สนับสนุนหรือ “แฟน” ของพวกเขา คือ “คนรุ่นใหม่” ที่กระตือรือร้นและไม่พอใจสภาพสังคมการเมืองยุคปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ

คนหนุ่ม-สาวที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น-ความผิดหวัง และยังไม่สามารถเข้าถึงอำนาจ-ทรัพยากร-โอกาส จึงพร้อมจะต่อสู้ท้าชนแบบเปิดหน้าตรงไปตรงมา เพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เคลื่อนหน้าไปสู่สภาพที่พวกเขาพึงปรารถนา

พรรค/กลุ่มการเมืองเช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะพลาดท่าเดินตามหลัง “แฟนคลับ” (ซึ่งนำไปสู่การถูกรุมถล่มในโซเชียลมีเดีย เช่น ทวิตเตอร์) ได้อยู่ตลอดเวลา

จึงมิใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ที่สองพรรคการเมืองใหญ่ในฟากฝ่ายค้าน จะไม่ได้มีท่าทีที่สอดคล้องต้องตรงกันมากนัก โดยเฉพาะในห้วงยามของการต่อสู้อันแหลมคม

 

การมองการเมืองผ่านแง่มุมของ “แฟนคลับ” ยังทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ที่น่าวิตกบางประการ

กล่าวคือ ในโครงสร้างการเมืองที่ไม่หยุดนิ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือน “คนรุ่นใหม่” จะต้องการและพยายามเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองสูงขึ้น

เห็นได้จากคะแนนเสียงของอดีตพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้ง 2562 และปรากฏการณ์การก่อกำเนิดของม็อบคณะราษฎร 2563

ทว่าสิ่งที่เรากำลังได้พบเห็นอยู่ในปัจจุบันก็คือ ภารกิจแรกๆ ในกระบวนการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ของผู้ใหญ่หลายๆ คน กลับเป็นการพยายามปิด-ระงับการมีส่วนร่วมของ “คนรุ่นใหม่” เหล่านี้

ที่น่าวิตกก็เพราะว่าทั้งๆ ที่ “คนรุ่นใหม่” เป็นพลังทางสังคม พลังทางเศรษฐกิจ และพลังทางการเมือง ซึ่งจะเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ดูคล้ายพวกเขาจะถูกโดดเดี่ยวจากคนกลุ่มอื่นๆ มากขึ้นตามลำดับ

ในทางวัฒนธรรม มีแนวโน้มชัดเจนว่าคนที่เกิดหลัง ค.ศ.2000 นั้นมีพฤติกรรม-รสนิยมการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ทำกิจกรรมนันทนาการ ที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ อย่างแทบจะสิ้นเชิง (ผิดกับคนยุค “60-70-80-90” ที่ยังสามารถแชร์วัฒนธรรมหลายๆ ด้านร่วมกันได้)

นี่นำไปสู่การมีบรรทัดฐานทางจริยธรรม ตลอดจนการสร้างเครื่องมือลงทัณฑ์ทางสังคมที่ผิดแผกออกไปด้วย

ลำพังแค่ประเด็นนี้ “คนรุ่นใหม่” ก็เหมือนจะอยู่กันคนละโลกกับ “คนรุ่นอื่นๆ” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียง “คนรุ่นลุงตู่” แต่ยังรวมถึง “พี่ๆ อาๆ อายุ 30 กว่าๆ” จำนวนมาก

ในทางเศรษฐกิจ ภาวะโรคระบาดโควิดที่ลากยาวมาร่วมสองปี บวกด้วยภาวะเศรษฐกิจซึมเซาก่อนหน้านั้น ส่งผลให้มีคนจบมหาวิทยาลัยรุ่นสองรุ่นที่ผ่านมา จำนวนไม่มากนัก ซึ่งถูกผนวกรวมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

ปัญหาปากท้องและโอกาสของ “คนรุ่นใหม่” คือประเด็นใหญ่ข้อหนึ่ง แต่ปัญหาอีกด้านที่น่าจับตาไม่แพ้กันก็คือ การที่ผู้ใหญ่จำนวนมากกำลังหลับตาผลิตสินค้า-บริการต่างๆ โดยรู้จัก-เข้าใจคนรุ่นหลังๆ (ที่อายุ 25 ปีลงไป) น้อยลงเรื่อยๆ

เมื่อนำเอาสภาพปัญหาในสองมิติหลังไปวางซ้อนทับลงบนกระบวนการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งกำลังเริ่มต้นด้วยโจทย์ที่ว่า “พวกลุง” จะกำหนด “กฎกติกาทางการเมืองร่วมกัน” โดยไม่ข้องแวะกับ “พลังใหม่ๆ” ของสังคมอย่างไรดี?

เราก็อาจมองเห็นวี่แววของปรากฏการณ์ “ระเบิด-แตกหัก” บางอย่างในอนาคต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน