bg-single

ของดีมีอยู่ : หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก / ปราปต์ บุนปาน

02.10.2021

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

หลายปีก่อน เมื่อตอนที่ คสช.เพิ่งทำรัฐประหาร กระบวนการทางประชาธิปไตยถูกตัดตอน-ควบคุมอย่างเข้มข้น อุดมการณ์อนุรักษนิยมขวาจัดถูกแพร่กระจายไปตามสื่อแขนงต่างๆ

แม้กระทั่งเด็กนักเรียนก็ยังต้องท่องจำ “ค่านิยมหลัก 12 ประการ”

เวลานั้น มิตรสหายจำนวนหนึ่งพากันแสดงความวิตกกังวลผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า เยาวชนไทยรุ่นที่เติบโตมาในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2550 คงถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาด้วยชุดความคิด-อุดมการณ์ย้อนยุคดังกล่าว

จนเติบโตกลายเป็น “มวลชนขวาจัด” ผู้ไร้วิจารณญาณ ขาดสติ บ้าคลั่ง และฉุดกระชากสังคมไปสู่จุดที่น่ากลัว-น่าหดหู่ยิ่งขึ้น

 

ผมกลับอ่านความกังวลของเพื่อนมิตรโดยมีความเห็นแย้งอยู่ในใจ ด้วยฐานคิดที่ว่าช่วงเวลาของการเป็นเด็ก/เยาวชน/วัยรุ่น นั้นดำเนินไปพร้อมกระบวนการเติบโต-เรียนรู้อันน่าพิศวงอยู่มิใช่น้อย

กล่าวคือ เยาวชนทั้งหลายมักมีแนวโน้มจะตั้งคำถามหรือมีปฏิกิริยาต่อต้าน ต่ออำนาจหรืออุดมการณ์ใดๆ ก็ตาม ที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในความคิดจิตใจของพวกเขา ไม่ว่าด้วยเครื่องมือทางวัฒนธรรมแบบฮาร์ดเพาเวอร์หรือซอฟต์เพาเวอร์

พูดอีกอย่างได้ว่า ยิ่งผู้ใหญ่ใส่อะไรลงไปในหัวและชีวิตประจำวันของเด็กๆ ผลลัพธ์มักจะออกมาตรงกันข้าม เพราะการไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่คือธรรมชาติสำคัญของเยาวชน

กระทั่งคนวัย 30-40 ปีบางส่วน ที่มีจุดยืนวิพากษ์อุดมการณ์อนุรักษนิยมไทยและรัฐไทยอย่างเผ็ดร้อน ก็ล้วนเติบโตขึ้นมาในระบบการศึกษาไทยอันแสนพิกลพิการ

พวกเราถูกกล่อมเกลาด้วยหนังสือมานีมานะ ถูกสอนให้ท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ตั้งคำถาม

พวกเราเติบใหญ่มาในบริบทของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างโรงเรียนใหญ่ที่กรุงเทพฯ กับโรงเรียนเล็กตามต่างจังหวัด ตลอดจนบริบทของระบบแพ้คัดออกอันเข้มข้น ตั้งแต่วัยประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย สู่มหาวิทยาลัย

แต่ใช่ว่าเด็กเรียนดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ บางคนได้เกียรตินิยมและมีโอกาสไปร่ำเรียนถึงเมืองนอก จะกลายสภาพเป็นมนุษย์ผู้เฉื่อยชา ซึ่งถูกป้อนกลับเข้าไปเป็นชิ้นเล็กส่วนน้อยของระบบโครงข่ายอำนาจแบบเดิมเสียทั้งหมด

เพราะกระบวนการเรียนรู้ตามรายทางสามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์จำนวนหนึ่ง ให้ค่อยๆ รู้จักตั้งคำถามกับอำนาจนำที่ครอบงำตัวเขาเอง คนรอบข้าง และเพื่อนร่วมสังคม ทั้งอย่างโจ่งแจ้งและแนบเนียน

ข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์สามารถเติบโตเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นพลเมืองผู้กระตือรือร้นได้ ถูกยืนยันเด่นชัดด้วยปรากฏการณ์การตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในต้นทศวรรษ 2560

ไม่ว่าเราจะเรียกพวกเขาว่าคณะราษฎร 2563, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, กลุ่มเยาวชนปลดแอก, กลุ่มทะลุฟ้า, กลุ่มทะลุแก๊ซ หรืออะไรอย่างอื่น

 

ความเป็นจริงทางสังคมข้างต้นดูจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอยู่กับการดำรงอยู่ของ “หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก” ซึ่งกำลังถูกตรวจสอบโดยกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล เพราะผู้มีอำนาจคล้ายจะหวาดระแวงว่าหนังสือเหล่านี้อาจปลูกฝัง “ความคิดผิดๆ” ให้แก่เยาวชน กระทั่งอาจเป็น “ภัยคุกคามความมั่นคง” ในอีกรูปแบบหนึ่ง

ผมอยากจะพิเคราะห์สถานภาพของ “หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก” ที่กำลังเป็นปัญหา ด้วยมุมมมองอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศพอสมควร

ขอเริ่มต้นด้วยโจทย์ที่ว่าแม้ระบอบประชาธิปไตย-ลัทธิเสรีนิยม กับระบอบเผด็จการ-ลัทธิอนุรักษนิยม จะมีความเชื่อ วิธีคิด และระบบคุณค่าอันแตกต่างกัน

ทว่ากระบวนการเผยแพร่อุดมการณ์ทั้งสองชุด อาจต้องประสบชะตากรรมคล้ายคลึงกัน

กล่าวคือ “หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก” ที่มุ่งปลูกฝังความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยให้เยาวชน และ “ค่านิยมหลัก 12 ประการ” ของ “ลุงตู่” ต่างมีโอกาสถูกตั้งคำถาม รวมถึงถูกต่อต้านจากเด็กๆ ผู้รับสาร โดยเท่าเทียมกัน

ด้วยกระบวนการเผยแพร่อุดมการณ์เช่นนี้ อำนาจจึงตกอยู่ในมือของเยาวชน ถ้าพวกเขารู้สึกว่าอุดมการณ์ใดๆ ไม่เวิร์ก ไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริง และไม่เชื่อมโยงกับอนาคตของตนเอง พวกเขาย่อมตัดสินใจโยนมันทิ้งไป

วิธีคิดแบบประชาธิปไตยที่แฝงซ่อนใน “หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก” จึงอาจฝังติดแน่นอยู่ในอุดมการณ์ทางการเมืองของเยาวชนผู้อ่านไปจนกระทั่งพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ได้ หรืออาจหมดอายุขัยลงอย่างรวดเร็วดังเช่นโฆษณาชวนเชื่ออันล้าหลังบางประการก็ได้

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลอนุรักษนิยมจึงไม่จำเป็นจะต้องไปควบคุม-เซ็นเซอร์ “หนังสือนิทานภาพ” ของฝ่ายประชาธิปไตย

แต่ภารกิจสำคัญกว่า คือ การที่รัฐต้องสร้าง “อุดมการณ์ทางเลือกอื่นๆ” ให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่

ปัญหามีอยู่ว่า “อุดมการณ์ทางเลือก” ดังกล่าวจะมีเนื้อหาอย่างไร และสามารถดึงดูดใจผู้คนได้มากน้อยเพียงไหน

 

ยิ่งกว่านั้น ความพยายามจะเข้าไปตรวจสอบควบคุม “หนังสือนิทานภาพ” ยังแสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจยุคปัจจุบันเล่นการเมืองผ่าน “อาวุธทางวัฒนธรรม” กันไม่เป็น

ในอดีต ผลงานทางวัฒนธรรมที่แฝงไว้ซึ่งอุดมการณ์แบบหนึ่ง อาจถูก “ไฮแจ็ก” โดยกลุ่มคนผู้มีอุดมการณ์อีกแบบได้

ชะตากรรมระหกระเหินของบทเพลง เช่น “แสงดาวแห่งศรัทธา” หรือ “เดือนเพ็ญ” คือตัวอย่างอันชัดเจนในกรณีนี้

กระทั่งตัวบุคคลผู้ผลิตผลงานทางวัฒนธรรมด้วยอุดมการณ์แบบหนึ่ง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของตนเองได้ ด้วยแรงจูงใจในรูปผลประโยชน์ หรือสายสัมพันธ์ทางสังคมบางชนิด

คงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่ามีใครบ้างที่ถือเป็นบุคคลประเภทนี้

หากพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มา จึงเป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลอำนาจนิยมชุดนี้ เลือกจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กลับไปยัง “หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก” ด้วยวิธีการที่ค่อนข้างหยาบกระด้างและไร้ชั้นเชิงจนน่าเหลือเชื่อ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ