bg-single

‘พลวัต-ความเปลี่ยนแปลง’ ใน ‘สนามเลือกตั้งภาคใต้’/ ของดีมีอยู่ : ปราปต์ บุนปาน

23.01.2022

ของดีมีอยู่ / ปราปต์ บุนปาน

 

‘พลวัต-ความเปลี่ยนแปลง’

ใน ‘สนามเลือกตั้งภาคใต้’

 

หลายคนประเมินว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสงขลาและชุมพรเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สามารถรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้นั้น

คือดัชนีบ่งชี้ว่า “การเมืองในภาคใต้” ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย

อย่างไรก็ดี การที่ “ภาพใหญ่ๆ” หรือ “ปรากฏการณ์ล่าสุด” ไม่เปลี่ยนชนิดพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ มิได้หมายความว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตรงระหว่างทางจะไม่ขยับเขยื้อนเลื่อนไหล

เมื่อมีการขยับเขยื้อนเลื่อนไหล นั่นก็หมายความว่า “สนามเลือกตั้งภาคใต้” ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลวัตอันไม่หยุดนิ่ง ไม่ต่างจากสนามเลือกตั้งในภูมิภาคอื่นๆ

อย่างน้อยที่สุด หากพิจารณาไปยังพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งทางอุดมการณ์

ผลการเลือกตั้งในช่วงสองทศวรรษหลังที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ก็บอกเราว่าการเมือง ณ พื้นที่เหล่านี้มีการต่อสู้-ต่อรองกันอยู่ตลอดเวลา

จากยุครุ่งเรืองของกลุ่มวาดะห์ มาสู่ชัยชนะของประชาธิปัตย์

จากการแบ่งเค้กระหว่างหลายพรรคการเมือง (ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา, มาตุภูมิ, เพื่อแผ่นดิน และเพื่อไทย) มาสู่การยึดพื้นที่ของประชาธิปัตย์อีกรอบ

ก่อนที่ในการเลือกตั้ง 2562 ชัยชนะจะตกเป็นของพรรคประชาชาติ โดยมีรองแชมป์เป็นพลังประชารัฐ ส่วนภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์แบ่ง ส.ส.กันไปพรรคละหนึ่งคน

 

สําหรับในโซนภาคใต้ตอนบนที่คล้ายจะมีสภาวะแน่นิ่งสงบเงียบ และเป็นเหมือน “ของตาย” ที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถยึดกุมครอบครองได้อย่างเด็ดขาด นับแต่การเลือกตั้งเดือนกันยายน 2535 จนถึงการเลือกตั้งปี 2538, 2539 และ 2544

แต่ก็ใช่ว่าจากปลายทศวรรษ 2540 ถึงทศวรรษ 2550 จะไม่มีความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ก่อตัวขึ้นเลยในพื้นที่เลือกตั้งบริเวณนี้

คอการเมืองส่วนใหญ่มักมี “ความทรงจำผิดเพี้ยน” ในทำนองว่าพรรคไทยรักไทย/พลังประชาชน/เพื่อไทย นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในสนามเลือกตั้งภาคใต้

กล่าวคือ ไม่ว่าจะส่งผู้สมัครเท่าไหร่ มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ก็แพ้เจ้าของพื้นที่อย่างประชาธิปัตย์ชนิดขาดลอย หมดลุ้น ไม่เห็นฝุ่น

กระทั่งเราอาจหลงลืมไปว่ากาลครั้งหนึ่งเมื่อปี 2548 พรรคไทยรักไทยเคยมี ส.ส.พังงา ชื่อ “กฤษ สีฟ้า” ซึ่งหักปากกาเซียนเอาชนะ “จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์” ได้สำเร็จ

แม้จะเป็นความสำเร็จแบบชั่วครู่ชั่วยาม แต่ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยก็บ่งบอกว่าปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้บางประการ เช่น สถานการณ์สึนามิ (ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาแก้ปัญหาภัยพิบัติในพังงาได้อย่างเต็มที่) รวมถึงกระแสนิยมทักษิณที่พุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ ณ ห้วงเวลานั้น

สามารถสร้างรอยปริแยกแตกร้าวให้เกิดขึ้นในสนามเลือกตั้งภาคใต้ตอนบนได้

ความผันแปรย่อยๆ ยังเกิดขึ้นอีกคราวในปี 2554 จากปัจจัย “ความขัดแย้งภายใน” เมื่อ “ธานินทร์ ใจสมุทร” คนเก่าแก่ของประชาธิปัตย์ ย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา แล้วชนะการเลือกตั้งที่สตูล เขต 1

 

ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของสนามเลือกตั้งภาคใต้จะมาอุบัติขึ้นโดยชัดเจนจริงๆ ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562

อันเป็นการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 2557 เป็นการเปิดคูหาเลือกตั้งหลังประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิของตนเองยาวนาน 8 ปี (เพราะการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ถูกขัดขวางและได้รับการวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) เป็นการเลือกตั้งหลังกลุ่ม กปปส. ที่นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ออกมาเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

สภาพภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ไม่เหมือนเดิม ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์มิได้มีสถานะเป็น “ตัวแทนหนึ่งเดียว/ตัวแทนหลัก” ของขั้วการเมืองฝ่ายขวา-อนุรักษนิยมอีกต่อไป

ทั้งยังมิใช่ “ตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว” ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในภาคใต้อีกด้วย

กระทั่งถูกผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐและภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ในหลายๆ พื้นที่สำคัญ (ไม่รวมพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ “กำนันสุเทพ” ที่เจาะจังหวัดชุมพรไปได้หนึ่งเก้าอี้)

หลายคนสรุปว่าผลการเลือกตั้งในโซนภาคใต้ตอนบนเมื่อสามปีก่อน คือ ความพ่ายแพ้หมดรูปของประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยความปราชัยต่อผู้สมัครพลังประชารัฐ (อีกครั้ง) ในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อปี 2564

 

ดังนั้น เราคงไม่อาจอธิบายหรือตีความว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถรักษาเก้าอี้ ส.ส.ที่สงขลาและชุมพรเอาไว้ได้ คือการหมุนย้อนกลับไปสู่สภาวะดั้งเดิม หรือการปราศจากความเปลี่ยนแปลงใดๆ ของสังคมการเมืองภาคใต้

ตรงกันข้าม นี่ดูจะเป็นการพยายามปรับตัวของ “อดีตเจ้าของพื้นที่” เพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไปอย่างไม่ยอมหยุดหย่อนต่างหาก

เพราะเมื่อประเมินจากสถิติ ตัวเลข ผลการเลือกตั้งย้อนหลัง ก็คงยากจะปฏิเสธว่าสนามเลือกตั้งภาคใต้นั้นมีพลวัตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

การต่อสู้อันดุเดือด เข้มข้น จริงจัง และสูสี ในการเลือกตั้งซ่อมต้นปี 2565 คือการส่งสารเตือนซ้ำว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นเต็งหามที่ปราศจากคู่แข่ง เหมือนดังเช่นยุคปลาย 2530 ถึงตลอดทศวรรษ 2540

เช่นเดียวกับ “บารมีทางการเมืองแบบเดิมๆ” ที่ไม่สามารถรับประกันชัยชนะในสนามเลือกตั้งได้ ถ้าขาดการระดมสรรพกำลัง หรือการทุ่มเทใช้ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีทุกๆ ด้าน (รวมทั้งการละทิ้งความเป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาลลงชั่วคราว) เข้าไปเสริมหนุน

อย่างน้อยๆ หลังจากนี้เราอาจไม่ได้ยินคำกล่าวติดตลกทำนองว่า “ในพื้นที่ภาคใต้แค่ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ได้รับเลือกตั้งแล้ว” อีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ