bg-single

โอกาสของ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ที่ ‘หลักสี่-จตุจักร’ / ของดีมีอยู่ : ปราปต์ บุนปาน

28.01.2022

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

โอกาสของ ‘ความเปลี่ยนแปลง’

ที่ ‘หลักสี่-จตุจักร’

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้นมีพลวัต-ความเปลี่ยนแปลงเสมอมา

แต่ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มี “รูปแบบ” ชัดเจนจับต้องได้อยู่มากพอสมควร หากพิจารณาจากผลเลือกตั้งตลอด 4 ทศวรรษหลัง

ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2522 พรรคการเมืองที่ครองเก้าอี้ ส.ส.ส่วนใหญ่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ คือ พรรคประชากรไทย

มาถึงการเลือกตั้งปี 2526 พรรคประชากรไทยยังคงครองความนิยมใน กทม.ได้อีกหน ทว่าพรรคประชาธิปัตย์และกิจสังคมสามารถแชร์ส่วนแบ่งได้มากขึ้น

มาถึงปี 2529 ผลการลงคะแนนของโหวตเตอร์เมืองกรุงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ดูได้จากจำนวน ส.ส.ที่เท่ากันของพรรคประชากรไทยและประชาธิปัตย์ (ขณะที่พรรคกิจสังคม-ชาติไทย-มวลชน แทรกตัวมาได้รวม 4 เก้าอี้)

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2531 “จุดเปลี่ยน” ของสนาม กทม.ก็อุบัติขึ้น เพราะนอกจากพรรคประชากรไทยจะมี ส.ส.ในพื้นที่นี้ 20 คน ส่วนประชาธิปัตย์เหลือ ส.ส.แค่ 5 คนแล้ว ยังมีพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่างพลังธรรมที่ได้ ส.ส.กรุงเทพฯ ไป 10 คน

ณ จุดนี้ ยุทธภูมิในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ จึงค่อยๆ ผันแปร จากการถูกครอบครองอย่างเด็ดขาดโดยพรรคการเมืองใดพรรคการหนึ่ง ไปสู่การต่อสู้ระหว่างสองพรรคการเมือง และการแตกตัวออกเป็น “สามก๊ก” ในที่สุด

 

มาถึงการเลือกตั้งปี 2535/1 พรรคการเมืองหน้าใหม่เมื่อสี่ปีก่อนอย่างพลังธรรมก็ยึดครองสนาม กทม.ได้เกือบสมบูรณ์ โดยเหลือ ส.ส.ให้พรรคการเมืองหน้าเดิม คือ ประชากรไทยและประชาธิปัตย์เพียงแค่ 3 เก้าอี้

ในการเลือกตั้ง 2535/2 พื้นที่กรุงเทพฯ ยังเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสามพรรคการเมืองเช่นเคย แต่พรรคพลังธรรมได้ที่นั่งลดลง โดยมีประชาธิปัตย์และประชากรไทยได้จำนวน ส.ส. ตามมาเป็นอันดับที่สองและสามตามลำดับ

เข้าสู่การเลือกตั้งปี 2538 การเมืองสนามใหญ่ใน กทม. ยังมีสภาพเป็น “สามขั้ว” โดยที่พลังธรรมยังครองที่นั่งมากที่สุด แต่ประชากรไทยพลิกกลับมาเป็นลำดับสอง เบียดประชาธิปัตย์ตกไปเป็นอันดับสาม

จนกระทั่งถึงการเลือกตั้ง 2539 พรรคประชาธิปัตย์จึงกลับมาคว้าแชมป์ในสนามกรุงเทพฯ ได้อีกครั้ง โดยมีประชากรไทยตามมาเป็นอันดับสอง และเหลือที่นั่งนิดๆ หน่อยๆ ให้พรรคความหวังใหม่ พลังธรรม ชาติพัฒนา และมวลชน

แล้วภูมิทัศน์ทางการเมืองแบบใหม่ก็มาบังเกิดขึ้นในปี 2544 เมื่อสนามเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานคร กลายเป็นพื้นที่ดวลกันระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ คือ ไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์ โดยไทยรักไทยเป็นฝ่ายได้เก้าอี้ ส.ส.มากกว่า

ภูมิทัศน์เช่นนั้นจะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น และชัยชนะจะตกไปอยู่กับฝ่ายไทยรักไทยมากขึ้น ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548

มาถึงการเลือกตั้งปี 2550 ที่เกิดหลังการรัฐประหาร 2549 และกระแส “แอนตี้ทักษิณ” ได้ฝังรากลึกลงในจิตใจของหมู่ชนชั้นนำ-คนชั้นกลางชาวเมืองไปแล้วเรียบร้อย

แม้สนาม กทม.ยังเป็นการดวลกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพลังประชาชน (ไทยรักไทยเดิม) แต่ลูกตุ้มคะแนนนิยมกลับเหวี่ยงไปทางขั้วประชาธิปัตย์

สภาพการณ์เดียวกันยังเกิดขึ้นในปี 2554 เพียงแต่พรรคพลังประชาชนจะกลายร่างมาเป็นพรรคเพื่อไทย (ตราบถึงปัจจุบัน)

 

การเมืองแบบ “ลูกตุ้ม” ที่เหวี่ยงไปมาระหว่างสองคู่ขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติในสนามเลือกตั้งใหญ่ กทม. ได้กลายสภาพกลับมามีลักษณะ “สามก๊ก” อีกหนในปี 2562

ซึ่งมีประจักษ์หลักฐานเป็นจำนวน ส.ส. 12 ที่นั่งของพรรคพลังประชารัฐ ส่วนเพื่อไทยกับพรรคการเมืองเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ ได้ ส.ส.ไปพรรคละ 9 ที่นั่ง

โดยยังไม่ต้องตีโจทย์การเมืองไทยหลังปี 2562 (ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ) สนามกรุงเทพฯ (ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไป เลือกตั้งซ่อม หรือเลือกตั้งท้องถิ่น) จึงเป็นสนามแห่งการแย่งชิงความนิยมของประชาชน ที่มี “ความเป็นไปได้” อันหลากหลาย และเปิดกว้างให้แก่ “ตัวเลือกใหม่ๆ” พอสมควร

ยิ่งเมื่อผนวกรวมเข้ากับโจทย์การเมืองไทยระหว่างปี 2562-2565

ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมความนิยมลงของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และพรรคพลังประชารัฐ ในหมู่ผู้คนเมืองหลวง (ทั้งเพราะปัจจัยเรื่องบารมีทางการเมืองและความสามารถในการบริหารจัดการประเทศ)

ปรากฏการณ์ที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” มิได้มีเพียงกลุ่มก้อนเดียว และไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป

เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ที่กลุ่ม “ฝ่ายขวา/อนุรักษนิยม” เริ่มแตกตัวออกเป็นหลายพรรคการเมืองใหม่

พื้นที่กรุงเทพมหานครจึงยิ่งเป็นสนามแห่งการประชันขันแข่งที่มีความท้าทายในทางการเมือง และมีโอกาสเกิดความเปลี่ยนแปลงผันแปรได้สูง

การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งซ่อมหลักสี่-จตุจักร คือตัวอย่างเด่นชัดล่าสุดของความคิดรวบยอดข้างต้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ