bg-single

‘ข่าวแตงโม’ / ของดีมีอยู่ : ปราปต์ บุนปาน

13.03.2022

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

‘ข่าวแตงโม’

 

ทําไมสื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่จึงพากันนำเสนอแต่ “ข่าวแตงโม”?

คำตอบที่เรียบง่ายและชัดเจน ก็คือ เพราะ “ข้อมูลสถิติหลังบ้าน” ที่ประมวลจากตัวเลขการอ่าน/รับชมข่าวในเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ ล้วนยืนยันตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า “ผู้บริโภค” สนใจติดตามข่าวนี้มากกว่าข่าวอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อตัวเลข “เรียลไทม์” ซึ่งแม้อาจไม่ได้เป็นการรายงานสถิติแบบสดๆ ชนิดนาทีต่อนาทีอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยก็เป็นหมุดหมายที่ประเมินผลการทำงานของสื่อเจ้าต่างๆ ได้รวดเร็วกว่าตัวเลขเรตติ้งโทรทัศน์หรือยอดจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์แน่นอน ทั้งยังเป็นเครื่องมือประเมินเคพีไอของคนทำงานข่าวยุคปัจจุบัน

ระบุว่ายอดคนบริโภค “ข่าวแตงโม” นั้นมีมากมายมหาศาลเกินมาตรฐานปกติ และยอดส่วนแบ่งรายได้โฆษณาออนไลน์ ซึ่งมีที่มาจากข่าวนี้ ก็สูงลิ่วนำหน้ารายได้จากข่าวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น

จึงเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ที่สำนักข่าวซึ่งอยู่ได้ด้วย “ผู้บริโภค” จะหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอ “ข่าวแตงโม”

 

ประเด็นเรื่อง “ข้อมูลสถิติหลังบ้าน” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้สำหรับสื่อมวลชนร่วมสมัย แต่เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของใครอีกหลายคน ยังนำไปสู่การเข้าใจอะไรแบบผิดฝาผิดตัวพอสมควร

เช่น มี “ผู้รู้” บางคนมักเข้าใจผิดเรื่องที่มาของ “ข่าวดราม่า” ผ่านการตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว สังคมนี้มีประเด็นที่ “ดราม่า” (ซึ่งน่าจะหมายถึงสภาพความลักลั่นย้อนแย้งที่นำไปสู่ข้อถกเถียงต่างๆ) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “คดีแตงโม” ตั้งมากมายหลายประการ แต่ทำไมสื่อจึงไม่เลือกนำเสนอ ไม่ทำสกู๊ปสัมภาษณ์พิเศษ หรือไม่ทุ่มเทเวลาให้กับ “กรณีดราม่า” เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในสภาพการปฏิบัติงานจริงของสื่อมวลชน ณ ห้วงเวลานี้ “ความเป็นดราม่า” มิได้อ้างอิงอยู่กับ “คุณค่าเชิงนามธรรม” บางอย่าง รวมทั้งไม่ได้ถูกชี้วัด (ว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็น “ดราม่า”) จากความเห็นและการประเมินสถานการณ์ของคนทำข่าว (ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคลหรือคณะบุคคล เช่น กองบรรณาธิการ)

ทว่า “ความเป็นดราม่า” จะถูกตัดสินด้วย “ยอดคนอ่านข่าว” หรือ “ยอดคนชมคลิปวิดีโอ” ที่ปรากฏตรง “ตารางสถิติหลังบ้าน”

เมื่อพฤติกรรมของคนอ่าน/คนดูที่สะท้อนผ่านตัวเลขดังกล่าว บ่งบอกว่า “ข่าวแตงโม” คือ “ดราม่า” ที่สาธารณชนสนใจใคร่รู้มากที่สุด ขณะที่ “เนื้อหาสาระอื่นๆ” ยังไม่ได้รับความสนใจมากพอจนยกระดับขึ้นมาเป็น “ประเด็นดราม่า”

จึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาด ที่ “ดราม่า” ในกรณี “แตงโม” จะสามารถยึดกุมพื้นที่สื่อส่วนใหญ่ไว้ได้เป็นเวลาสองสัปดาห์ต่อเนื่องกัน

 

แต่ใช่ว่าสื่อทุกสำนักจะสามารถนำเสนอ “ข่าวแตงโม” ได้ในรูปแบบเดียวกัน กระทั่งไร้ซึ่งความหลากหลาย

สำหรับสำนักข่าวที่มีภาพลักษณ์เป็นสื่อที่มุ่งนำเสนอข่าวตลาด-ข่าวสีสัน ที่ได้รับความสนใจจากมวลชนวงกว้างอยู่เป็นทุนเดิม พวกเขาย่อมสามารถปรับเกมเข้าสู่ “โหมดแตงโม” ได้อย่างสะดวกง่ายดาย และเห็นประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลของการปรับตัวเช่นนั้นอย่างฉับพลันทันที

ในอีกทางหนึ่ง แม้ “ข่าวแตงโม” ซึ่งถูกนำเสนอโดยสำนักข่าวที่มีภาพลักษณ์ผูกติดกับข่าวฮาร์ดนิวส์หรือข่าวเชิงสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจที่เข้มข้นจริงจัง จะไม่ได้มียอดคนชม-คนอ่านมหาศาล เท่ากับ “ข่าวแตงโม” ที่ปรากฏในสื่อกลุ่มแรก

แต่ถ้าสำนักข่าวประเภทหลังเลือกจะยุ่งเกี่ยวกับข่าวนี้ให้น้อยที่สุด หรือแทบจะไม่ยอมแตะต้อง “เรื่องแตงโม” เลย วันเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจคล้อยเคลื่อนไปอย่าง “สูญเปล่า”

หรือหากประเมินผลสัมฤทธิ์ของการทำงานด้วย “ตัวเลขสถิติหลังบ้าน” การเลือกทางเดินแบบนั้น ก็ย่อมจะทำให้พวกเขาถูกมอง (ผิด) เป็น “คนไม่ทำงาน” เลยด้วยซ้ำ

 

ปัญหาที่ควรถกกันมากกว่า จึงอยู่ที่ว่าสื่อประเภทต่างๆ ควรนำเสนอ “ข่าวแตงโม” อย่างไร? หรือสังคมได้เรียนรู้/ได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากข่าวนี้?

“พรรณิการ์ วานิช” ตีความไว้อย่างน่าสนใจว่า “คดีแตงโม” เรื่อยไปถึง “คดีหมอกระต่าย” และชะตากรรมของ “พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์” มือปราบคดีค้ามนุษย์ นั้นส่งสารคล้ายๆ กันว่าประชาชนไทยกำลังเสื่อมศรัทธาต่อ “กระบวนการยุติธรรม” โดยรวม

แม้พฤติกรรมร่วมของสังคมที่ถูกเรียกขานกันว่า “ศาลเตี้ย” จะไม่ใช่สิ่งถูกต้องน่าชื่นชม และวางอยู่บนอารมณ์ความรู้สึกรวมหมู่มากกว่าหลักการ-เหตุผลที่หนักแน่น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “ศาลเตี้ย” ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากสภาวะที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อใจ “ศาลสูง” หรือความยุติธรรมภายใต้การบริหารจัดการอำนวยการของกลไกรัฐ

เมื่อคิดต่อจากพรรณิการ์ จึงย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะเกิด “ทฤษฎีสมคบคิด” ซึ่งพยายามเชื่อมโยง “กรณีแตงโม” เข้ากับผู้มีอำนาจ-ผู้มีอิทธิพล-ผู้มีตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ ในสังคม

แม้นั่นจะเป็นเพียงข่าวลือหรือการมโน-เพ้อฝัน แต่ “เรื่องไม่จริง” ทำนองนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงภาวะที่คนเล็กคนน้อยคนด้อยอำนาจ รู้สึกเสื่อมศรัทธาต่อชนชั้นนำในประเทศแบบยกแผง

นอกจากนั้น “กรณีแตงโม” ยังเปิดโอกาสให้สังคมและสื่อได้ตั้งคำถามหรือพยายามทำความเข้าใจกับหลายๆ เรื่อง ที่เราเคยมองข้ามไป หรือเคยถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรม อาทิ

“ผู้จัดการดารา” คือใคร? พวกเขาทำงานกันอย่างไรบ้าง? และมีความสัมพันธ์กับ “ดารา” ลึกซึ้งเพียงใด?

“ทนายความ” ที่กลายมาเป็น “ทนายเซเล็บ” ในโซเชียลมีเดียและพื้นที่กระแสหลัก ควรมีบทบาทอย่างไรต่อสังคม? พวกเขามีส่วนในการชี้นำรูปคดีเกินไปหรือไม่? สังคมและสื่อต้องรับฟังพวกเขามากน้อยแค่ไหน?

มีอะไรไม่ชอบมาพากล? หรือมีช่องโหว่ทางกฎหมายมากมายเท่าไหร่? ที่แอบแฝงอยู่ในกิจกรรมขับเรือสำราญที่แสนหรูหราฟู่ฟ่าของเหล่าเศรษฐีคนมีเงิน

ที่สำคัญที่สุด “ดราม่าแตงโม” ยังนำพาสังคมไปตั้งคำถามกับ “หลักคุณค่าที่คล้ายจะเป็นสากล” แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เช่น สายสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ผุดผ่องระหว่างบุพการีกับบุตร หรือความรักความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว เป็นต้น

จะเห็นว่าสังคมไทยได้อะไรไปไม่น้อยจาก “ข่าวแตงโม” •



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ