bg-single

‘เครือข่าย’ ของ ‘ชัชชาติ’ / ของดีมีอยู่ : ปราปต์ บุนปาน

19.06.2022

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

‘เครือข่าย’ ของ ‘ชัชชาติ’

 

จุดแข็งทางการเมืองประการหนึ่งของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ปรากฏชัดตั้งแต่ในกระบวนการหาเสียง การได้คะแนนสนับสนุน 1.38 ล้านเสียง การได้ทีมงานที่มีศักยภาพสูง-เกียรติประวัติดีมาร่วมบริหาร กทม. และการได้รับแรงสนับสนุนร่วมมืออย่างกว้างขวางจากภาคประชาสังคมต่างๆ

ก็คือการค่อยๆ ก่อรูปของ “การเมืองเชิงเครือข่าย” ซึ่งหลายคนอาจเรียกขานว่าปรากฏการณ์ “เพื่อนชัชชาติ”

กิจกรรม “ดนตรีในสวน” ที่กำลังได้รับความนิยม ช่วยยืนยันตอกย้ำถึงความสำเร็จของ “การเมืองเชิงเครือข่าย” ได้เป็นอย่างดี

นี่คือการทำงานของ “เครือข่าย” ที่มิได้มีลักษณะ “บนลงล่าง” หรือ “ศูนย์กลางสู่ชายขอบ” แต่เป็นปฏิสัมพันธ์สองทาง (หรือหลายทางกว่านั้น) ที่มีการสื่อสาร-โต้ตอบกันไปมา

กิจกรรม “ดนตรีในสวน” ที่มีอยู่แต่เดิมเริ่มถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีวิตชีวาในยุค “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ด้วยความกระตือรือร้นของเครือข่ายอย่าง “ดร.สุกรี เจริญสุข”

ในสัปดาห์ถัดมา คนกรุงเทพฯ ก็พากันหลั่งไหลเข้าไปชมการแสดงดนตรีของ “วงนั่งเล่น” และ “ธีร์ ไชยเดช” ที่มิวเซียมสยาม

แม้งานดังกล่าวจะถือเป็น “กิจกรรมคู่ขนาน” ที่ไม่ได้ถูกริเริ่มขึ้นด้วยไอเดียของ “เพื่อนชัชชาติ” โดยตรง แต่ก็ได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับทราบของมหาชนวงกว้างผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

ความสำเร็จต่อเนื่องของงาน “ดนตรีในสวนรูปแบบเดิม” สู่ “ดนตรีในสวนรูปแบบอื่นๆ” แสดงให้เห็นภาพการกระจายตัวของ “เครือข่ายเพื่อนชัชชาติ” ที่ถูกต่อยอด ขยายวง ออกไปอย่างไม่รู้จบ

โดยมิต้องถูกบังคับควบคุมให้อยู่ในกรอบ/โจทย์/เป้าประสงค์ที่แน่นิ่งตายตัวแบบใดแบบหนึ่ง

ประสิทธิภาพของ “การเมืองเชิงเครือข่าย” คือการเข้าไปโอบอุ้มความแตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่การบดขยี้ฝ่ายอื่นๆ ให้สิ้นซาก

เช่น เมื่อกิจกรรม “ดนตรีในสวน” ของกรมดุริยางค์ทหารไม่ได้รับความนิยมมากนัก สิ่งที่ “เครือข่ายชัชชาติ” พยายามทำ ก็ได้แก่ การเข้าไปประคับประคองและดึงเอากิจกรรมอันว้าเหว่เดียวดายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน “ดนตรีในสวนในภาพใหญ่”

มิใช่การผลักไสให้ “วงดนตรีทหาร” กลายเป็นตัวอย่างความล้มเหลวหรือเป้าหมายแห่งการโดนหัวเราะเยาะเย้ย

 

หากย้อนไปในทศวรรษ 2530-40 การก่อตัวของ “การเมืองเชิงเครือข่าย” แบบ “เพื่อนชัชชาติ” อาจไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสักเท่าใดนัก

ถ้าปรากฏการณ์ “เครือข่ายชัชชาติ” ถือกำเนิดขึ้น ณ เวลานั้น เครือข่ายดังกล่าวก็อาจมีสถานะเป็นซับเซ็ตหรืออนุจักรวาลหนึ่ง ที่ดำรงอยู่เคียงข้าง “การเมืองเชิงเครือข่าย” รูปแบบอื่นๆ อีกหลายวง และเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของ “การเมืองเชิงเครือข่าย” ที่ใหญ่โตกว่า

อย่างไรก็ดี ในราวทศวรรษที่ผ่านมา การทำงาน “การเมืองเชิงเครือข่าย” ดูจะห่างหายไปจากสังคมการเมืองไทยแทบสิ้นเชิง

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะไม่มีใครที่มีบารมี/อำนาจ/อิทธิพล/ภูมิปัญญามากเพียงพอ ที่จะทำให้เกิด “เครือข่าย” อันมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถดึงดูดและแสวงหาการยอมรับจากผู้คนหลากหลายกลุ่มอุดมการณ์-กลุ่มผลประโยชน์ได้

แต่ดูคล้ายว่าวัฒนธรรมการเมืองแบบ “เพื่อนชัชชาติ” กำลังจะส่งผลให้ “การเมืองเชิงเครือข่าย” ในลักษณะนั้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกหน

หลายคนวิตกกังวลว่า การดำรงตนเป็น “เครือข่ายทางการเมือง” อันฉายแสงโดดเด่น ท่ามกลางตัวแสดงทางการเมืองรายอื่นๆ ที่ไร้ความสามารถในการสร้าง “เครือข่าย” จะนำไปสู่การถูกหมั่นไส้ อิจฉา ริษยา และโดนกลั่นแกล้งหรือไม่?

น่าเชื่อว่า ฉันทามติร่วม 1.4 ล้านเสียง บวกด้วยวิธีการทำงาน การสื่อสารกับสาธารณะ ความรู้-สติปัญญา และบุคลิก-นิสัยส่วนตัวของ “ชัชชาติ” รวมถึงทีมงานใกล้ชิด

จะช่วยปกป้องให้ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน แคล้วคลาดจากอุปสรรคภยันตรายไปได้ในระยะเวลายาวนานพอสมควร

สิ่งที่ควรประเมินคาดหมาย จึงได้แก่ “พลังทางการเมือง” หรือความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจาก “เครือข่ายเพื่อนชัชชาติ” มากกว่า

 

หากมองในแง่บวกสุด “เครือข่ายชัชชาติ” อาจประสบความสำเร็จไปถึงขั้นที่ “อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์” เคยเสนอเอาไว้ในบทความ “เทคโนโลยีในสุญญากาศ” ก่อนหน้าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่า

“คุณชัชชาติเสนอสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผู้สมัครส่วนใหญ่เลย นั่นก็คือเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้ กระบวนการจัดการกับปัญหาต่างหากที่สำคัญกว่า

“กระบวนการที่ผ่านมาทำประหนึ่งว่า ปัญหาถูกแก้ด้วยความ ‘ชำนัญการ’ (expertee) ของระบบหรือของบุคคลเพียงอย่างเดียว คุณชัชชาติกลับไปเน้นกระบวนการทางสังคมในการแก้ปัญหา ต้องมีกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ช่วยกันคิดไปจนถึงช่วยกันบริหาร

“คุณชัชชาติทำให้ดูด้วยการจัดองค์กรของผู้สนับสนุนในลักษณะดังกล่าว คุณชัชชาติยืนยันว่านโยบายทั้งหลายไม่ใช่ของตนแต่ผู้เดียว แต่เป็นการร่วมกันคิดมาจากประชาชนที่เข้ามาทำงานร่วมกัน

“จะว่า ‘ท่าที’ อย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่แท้ก็ได้ เพราะเป็นท่าทีของการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนมานานแล้ว แต่การจัดองค์กรในภาคประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นข่าวมักทำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง

“ในขณะที่การจัดองค์กรของคุณชัชชาติดูจะแตกต่าง เพราะเป็นการจัดองค์กรระยะยาว เพื่อจัดการกับภารกิจประจำวัน ทั้งพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำได้ในทางปฏิบัติด้วย (คือมีอายุมาสองปีแล้ว ก็ยังอยู่ ซ้ำขยายขึ้นด้วย)

“อย่างไรก็ตาม ถ้าเราย้อนกลับไปคิดว่า เทคโนโลยีทางสังคมไม่เคยได้รับความใส่ใจจากผู้ปกครองไทยเลย โดยเฉพาะหลังการปฏิรูปในสมัย ร.5 เป็นต้นมา ก็ต้องถือว่า สิ่งที่คุณชัชชาติกำลังทำให้ดูนั้น เป็นทั้งเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่มาก

“แทบจะพูดได้ว่าหันเหการบริหารสาธารณกิจแบบไทยไปเลย รวมทั้งปฏิเสธการบริหารแบบเผด็จการไปพร้อมกัน ไม่มีการปฏิรูปที่แท้จริงภายใต้การกำกับในโลกนี้”

สำหรับความสำเร็จขั้นต่ำ ถ้าเรามองว่า “การเมืองเชิงเครือข่ายแบบชัชชาติ” ไม่ได้มีความก้าวหน้าที่สุด แต่วางน้ำหนักไว้บนการประนีประนอมและมุ่งแสวงหาแนวร่วมให้กว้างขวางที่สุด

อย่างน้อย ปรากฏการณ์ “เพื่อนชัชชาติ” ก็คงโน้มน้าวให้กลุ่มชนชั้นนำที่ควรทำงาน “การเมืองเชิงเครือข่าย” แต่กลับหันไปเล่นเกมการเมืองแบบอื่นๆ ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้ครุ่นคิดพิจารณาตนเอง และย้อนคืนมาสู่ร่องรอยเสียที

เวลามีคนบอกว่าสังคมไทยกำลังต้องการ “ฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีคุณภาพ” นั่นอาจมิได้หมายถึงปัจเจกบุคคล ผู้โพสต์แสดงความเห็นทัดทานฝ่ายอนุรักษนิยม-ฝ่ายขวาด้วยกัน ผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น

แต่หมายถึงคณะบุคคลหรือ “การเมืองเชิงเครือข่าย” ในลักษณะ “เพื่อนชัชชาติ” มากกว่า •

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ