bg-single

เนติบริกร, หนังสารคดี และนิติสงคราม

09.06.2024

น่าสนใจว่า แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคทางการเมืองด่านสำคัญ โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินชี้ชะตาเหมือนๆ กัน

แต่นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” และ “พรรคก้าวไกล” กลับเลือก “ตัวช่วย” ในการต่อสู้กับ “กระบวนการนิติสงคราม” ข้างต้น อย่างผิดแผกแตกต่างกัน

เรื่องที่น่าคิดมิได้อยู่ตรงประเด็นว่า การเลือกหรือตัวช่วยแบบไหนดีกว่าการเลือกหรือตัวช่วยอีกแบบ

แต่ความแตกต่างที่ปรากฏชัด กำลังบ่งบอกถึงโลกทัศน์และวิถีปฏิบัติทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย

 

นายกฯ เศรษฐา ตัดสินใจ “สู้” คดีวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของตนเอง อันเนื่องมาจากการแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็น รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยการต้องหันไปพึ่งพา “เนติบริกรระดับซือแป๋” ของประเทศไทยอย่าง “วิษณุ เครืองาม”

ทางเลือกข้างต้นคงวางอยู่บนฐานคิดที่ว่า ไม่มีใครจะสามารถต่อสู้กับ “กระบวนการนิติสงคราม” โดยรัฐไทย ได้ดีกว่าบุคคลที่มีความเข้าใจและรู้จักมักคุ้นในเรื่องนี้อย่างกระจ่างแจ้งถ่องแท้

บุคคลที่ทำงานกับรัฐไทยมายาวนาน เป็นทั้งมือกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจากคณะรัฐประหาร และรัฐบาลประชาธิปไตยไม่เต็มใบ

การใช้ “อาจารย์วิษณุ” เป็นตัวช่วย ย่อมหมายความว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเพื่อไทยได้เลือกใช้กลยุทธ์ที่จะกลืนกลายตนเองให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรัฐไทยมากที่สุด หรือพยายามมองโลกในแบบที่คณะผู้มีอำนาจฝ่ายนั้นมองและเข้าใจ

นี่คือทางเลือก-ทางสู้-ทางรอดในรูปแบบหนึ่ง

 

ในโลกอีกใบ ก้าวไกลก็มีหลายกลวิธีที่ใช้ต่อสู้เรื่องคดียุบพรรค เช่น การแถลงใหญ่ถึงแนวทางการสู้คดีในวันที่ 9 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งกระบวนการคู่ขนานที่ดำเนินไปอย่างน่าจับตาไม่แพ้กัน คือ การเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศของหนังสารคดีเรื่อง “Breaking the Cycle” ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการถือกำเนิดขึ้นและการถูกยุบของ “พรรคอนาคตใหม่” อันนำมาสู่การฟื้นคืนชีพและเติบโตขยายใหญ่ในร่างของ “พรรคก้าวไกล”

แม้คนทำหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็น “บุคลากรของพรรคก้าวไกล” โดยตรง แม้การเข้าฉายทั่วประเทศอาจเป็นเรื่องการทำธุรกิจของโรงภาพยนตร์ด้วยส่วนหนึ่ง ทว่า แกนนำและสมาชิกพรรคก้าวไกลในหลายพื้นที่ก็เดินหน้าจัดกิจกรรมฉายหนังรอบพิเศษเกาะกระแสตามไปด้วย

นี่คือการเล่น “การเมืองวัฒนธรรม” (แปรวัฒนธรรมเป็นการต่อสู้ทางการเมือง) ที่คล้ายจะกำลังสื่อสารกับสังคมไทยโดยรวมว่า บทลงเอยที่เคยเกิดในตอนจบของหนัง คือ “การก้าวพลาดในอดีต” ซึ่งไม่ควร “เกิดซ้ำอีกในอนาคต”

 

หลายคนย่อมตระหนักชัดว่า “เนติบริกร” กับ “หนังสารคดี” ถือเป็น “อาวุธทางการเมือง” คนละชนิด และมีวิธีใช้สอยแตกต่างกัน

อาวุธประเภทแรกนั้นสู้กับอำนาจรัฐ ด้วยความรู้ซึ้งถ่องแท้ในวิถีและรายละเอียดอันเป็นแบบแผนทางการแห่งอำนาจรัฐ

ขณะที่อาวุธประเภทหลังนั้นสู้กับอำนาจรัฐ ผ่านอำนาจละมุนของวัฒนธรรมและการขยันสื่อสารกับผู้คนจำนวนมากในสังคม ไม่ใช่กลุ่มผู้ถืออำนาจ

ไม่มีใครรับประกันว่า ผลลัพธ์ของการใช้อาวุธสองแบบจะออกมาเหมือนกันหรือต่างกัน

อย่างไรก็ดี การเลือกวิถีทางการต่อสู้ที่ผิดแผกกันเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ การวางรากฐาน และการก่อรูปอนาคตทางการเมือง ซึ่งดูแปลกแยกจากกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ •

 

 

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์