คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ห้องประชุมคณะกรรมการประกันสังคมได้เผยให้เห็นภาพที่คุ้นตาของการพยายามเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้งผู้แทนผู้ประกันตน
แม้ว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะสามารถชะลอกระบวนการประชาพิจารณ์ไว้ได้ในวันนั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมก็เปิดเผยให้เห็นความพยายามอย่างเป็นระบบในการออกแบบระเบียบการเลือกตั้งชุดใหม่ที่ประธานอนุกรรมการเรียกอย่างไม่อายว่า “ประชาธิปไตยแบบมีแฮนดิแคป”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมไทยได้เห็นความพยายามแบบนี้
แต่เป็นการทวนซ้ำของบทเพลงเก่าที่เราเคยได้ยินมาแล้วในเวทีการเมืองระดับชาติ
ย้อนกลับไปในปี 2551 ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เสนอ “ประชาธิปไตยใหม่” ที่ระบุว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรมาจากการเลือกตั้งเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ควรมาจากการสรรหา
เหตุผลที่ใช้คือประชาชนขาดการศึกษา ถูกซื้อเสียง จึงควรมี “คนดี” ที่มีความรู้มาช่วยตัดสินใจแทน
ต่อมาในปี 2556 คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือ กปปส. ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเสนอ “สภาประชาชน” ที่จะมาจากการสรรหาจากกลุ่มต่างๆ เช่น เกษตรกร แรงงาน ธุรกิจ แทนการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าระบบเลือกตั้งไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตและการซื้อเสียงได้
สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมนั้นคือบทเพลงซ้ำของความพยายามเหล่านี้
แม้จะอยู่ในระดับที่เล็กกว่า แต่หลักการและเจตนารมณ์นั้นเหมือนกันทุกประการ
ประธานอนุกรรมการได้ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องป้องกันไม่ให้มีผลการเลือกตั้งเหมือนกับครั้งนี้อีก
หรือพูดให้ตรงก็คือการป้องกันทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ได้หกในเจ็ดที่นั่งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย
บทเรียนที่ถอดออกมาไม่ใช่การพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นหรือการปรับปรุงการสื่อสารกับผู้ประกันตน
หากแต่เป็นการออกแบบระบบใหม่เพื่อให้คนที่ได้คะแนนน้อยสามารถเข้ามาเป็นกรรมการได้
เหมือนกับที่พันธมิตรและ กปปส.พยายามทำกับระบบการเมืองของประเทศ
กระบวนการนำเสนอร่างระเบียบก็แปลกประหลาดไม่แพ้กัน
คณะกรรมการประกันสังคมได้เห็นร่างระเบียบเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในคืนวันที่ 4 ธันวาคม กลางดึก เพียงห้าวันก่อนที่สำนักงานประกันสังคมจะประชาสัมพันธ์ว่าจะจัดประชาพิจารณ์ในวันที่ 10 ธันวาคม ทั้งที่คณะกรรมการไม่เคยได้เห็นร่างนี้มาก่อน
นี่คือ “ประชาพิจารณ์” ในแบบฉบับที่เราเคยเห็นมาแล้ว เหมือนกับที่ กปปส.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูป แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างจากที่พวกเขาต้องการก็ถูกเพิกเฉย
และที่สำคัญกว่านั้น ร่างที่นำไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นนั้นเต็มไปด้วยข้อเสนอของกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แม้จะไม่มีการอ้างอิงว่าข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากของผู้ประกันตนเลย
เมื่อเข้าสู่เนื้อหาของร่างระเบียบ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนระบบจากหนึ่งเลือกเจ็ดเป็นหนึ่งเลือกหนึ่ง โดยแบ่งผู้ประกันตนออกเป็นกลุ่มตามมาตรา และให้แต่ละกลุ่มเลือกตัวแทนของตัวเองเพียงหนึ่งคน
นี่คือความคิดที่คล้ายคลึงกับ “สภาประชาชน” ของ กปปส. ที่ให้แต่ละกลุ่มอาชีพเลือกตัวแทนของตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นการสร้าง “ความเป็นตัวแทน”
แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการทำลายเอกภาพและลดทอนพลังของเสียงข้างมาก ผู้สมัครที่ได้อันดับหนึ่งด้วยคะแนนแสนเสียงจะได้เพียงหนึ่งที่นั่ง
ในขณะที่ผู้สมัครที่ได้อันดับเจ็ดด้วยคะแนนเพียงห้าพันหรือหกพันเสียงก็สามารถได้หนึ่งที่นั่งเช่นกัน
นี่คือประชาธิปไตยที่คนชนะต้องเสียเปรียบเพื่อให้คนแพ้มีโอกาส หรือที่ประธานอนุกรรมการเรียกว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มสหภาพและสหพันธ์แรงงานแบบเดิมที่รวมกลุ่มกันอยู่แล้ว
นั่นคือกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างยับเยินนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือการแบ่งสัดส่วนที่นั่งตามมาตราที่ใช้คณิตศาสตร์อันแปลกประหลาด
กติการะบุว่าถ้ามาตราใดมีสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในเจ็ดก็ให้ปรับขึ้นเป็นหนึ่ง ผลลัพธ์คือผู้ประกันตนมาตราสามสิบเก้าและมาตราสี่สิบซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ประกันตนทั้งหมด จะได้ 2 ใน 7 ที่นั่ง หรือเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ของบอร์ด
ในขณะที่ผู้ประกันตนมาตราสามสิบสาม ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์กลับจะได้เพียง 5 ใน 7 ที่นั่ง นี่เป็นตรรกะแบบเดียวกับที่พันธมิตรเสนอให้มีการสรรหาสมาชิกสภาสามสิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คนที่ประชาชนไม่เลือกก็สามารถมีอำนาจเท่ากับหรือมากกว่าคนที่ประชาชนเลือกได้
ผู้เสนอระเบียบยังอ้างว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีแต่ผู้ประกันตนมาตราสามสิบสามเข้ามา ทำให้ไม่มีตัวแทนของมาตราสามสิบเก้าและมาตราสี่สิบ
แต่นี่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง คล้ายกับที่พันธมิตรและ กปปส.อ้างว่าคนที่เลือกพรรคการเมืองบางพรรคเป็นคนไร้การศึกษาที่ถูกซื้อเสียง
ทั้งที่ความจริงคือพวกเขาตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลของตัวเอง
ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ของทั้งมาตราสามสิบเก้าและมาตราสี่สิบได้มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปัญหาไม่ใช่ว่าผู้ประกันตนมาตราสามสิบเก้าและสี่สิบไม่มีตัวแทน แต่คือพวกเขาเลือกให้ตัวแทนจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าดูแลพวกเขา และก็ดูแลได้ดีกว่าที่เคยมีมาก่อนด้วย
ข้อจำกัดเรื่องการเมืองยังถูกเพิ่มความเข้มข้นขึ้น โดยให้อำนาจดุลพินิจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าถ้าพบว่าผู้สมัครคนใดมีอิทธิพลเหนือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ให้ถือว่าขาดคุณสมบัติทันที
นี่เป็นการทวนซ้ำของข้อหา “นอมินี” หรือ “หุ่นเชิด” ที่เคยถูกใช้โจมตีพรรคการเมืองบางพรรคอย่างไม่มีหลักฐานชัดเจน
คำว่า “อิทธิพล” นั้นคลุมเครือจนสามารถใช้เป็นเครื่องมือกีดกันใครก็ได้ที่มีอำนาจตัดสินใจไม่ชอบ
และที่สำคัญกว่านั้น แนวคิดเรื่อง “ปลอดการเมือง” ในกองทุนประกันสังคมนั้นเป็นมายาคติเหมือนกับแนวคิดเรื่อง “คนดีปกครองประเทศ” ของพันธมิตรและ กปปส.
เพราะในท้ายที่สุดการที่กองทุนยึดติดอยู่กับระบบราชการและระบบอำนาจเดิมนั่นก็คือรูปแบบหนึ่งของการเมืองเช่นกัน เพียงแต่เป็นการเมืองของคนที่มีอำนาจอยู่แล้ว
อาจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ อนุกรรมการเสียงข้างน้อย ได้ยืนหยัดคัดค้านอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับระบบใหม่นี้
เพราะไม่มีประชาธิปไตยที่ใดในโลกที่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเลือกตัวแทนของกลุ่มตนเองแยกออกมา
นายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของภาคใดภาคหนึ่ง
ส.ส.ไม่ใช่ ส.ส. ของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่เป็น ส.ส.ของประชาชนทุกคนในเขตเลือกตั้ง
หากประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งเดียว ผู้ประกันตนก็ต้องสามารถเลือกได้ถึงเจ็ดที่นั่ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงและเพิ่มเอกภาพในการทำงาน
นี่คือข้อโต้แย้งที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสากล ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” หรือ “ประชาธิปไตยใหม่” ที่พยายามบิดเบือนหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือมีผู้พยายามบิดเบือนว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องการยืดเวลาการเลือกตั้งเพื่อรักษาการอยู่อย่างยาวนาน
ความจริงคือทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องการให้มีการเลือกตั้งในช่วงมีนาคมถึงเมษายน เพราะการรักษาการที่ยาวนานจะทำให้ไม่สามารถผลักดันสิทธิประโยชน์ใหม่และตรวจสอบกองทุนประกันสังคมได้เต็มที่
คนที่จริงๆ แล้วต้องการยืดเวลาคือฝ่ายที่กำลังพยายามเปลี่ยนกติกา เหมือนกับที่ กปปส.พยายามยืดเวลาด้วยการเสนอให้มีการ “ปฏิรูป” ก่อนการเลือกตั้ง
เพราะยิ่งยืดนานเท่าไรก็ยิ่งมีเวลาออกแบบระบบที่ซับซ้อนและกีดกันเสียงข้างมากได้มากขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นกับกองทุนประกันสังคมในวันนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่เคยจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติหรือในระดับของกองทุนใดกองทุนหนึ่ง
หลักการเดียวกันนั้นยังคงถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
คนที่แพ้การเลือกตั้งจะไม่ยอมรับผลและพยายามเปลี่ยนกติกา โดยอ้างว่าเพื่อ “คุณภาพ” หรือ “ความเป็นตัวแทน”
แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการกีดกันเสียงข้างมากและการรักษาอำนาจของกลุ่มเดิมๆ ที่เคยครอบงำระบบมา
คำถามที่แท้จริงคือทำไมต้องเปลี่ยนกติกา ถ้าทีมประกันสังคมก้าวหน้าทำงานไม่ดี ทำไมไม่ปล่อยให้ผู้ประกันตนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ถ้ากลุ่มสหภาพแรงงานแบบเดิมมีนโยบายที่ดีกว่า ทำไมไม่ลงแข่งอย่างเป็นธรรมและพิสูจน์ตัวเองด้วยคะแนนเสียง เหมือนกับที่เราเคยถามพันธมิตรและ กปปส. ว่าถ้าพรรคการเมืองที่พวกเขาไม่ชอบนั้นแย่จริง ทำไมไม่ปล่อยให้ประชาชนตัดสินด้วยคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า
การเปลี่ยนกติกาหลังแพ้การเลือกตั้งชี้ให้เห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจน คือไม่ใช่ความกลัวว่าประชาธิปไตยจะไม่ทำงาน แต่เป็นความกลัวว่าประชาธิปไตยจะทำงานได้ดีเกินไป และให้ผลลัพธ์ที่คนบางกลุ่มไม่พอใจ
“ประชาธิปไตยแบบมีแฮนดิแคป” ไม่ว่าจะเป็น “ประชาธิปไตยใหม่” ของพันธมิตร “สภาประชาชน” ของ กปปส. หรือระเบียบเลือกตั้งใหม่ที่มีความพยายามผลักดันในประกันสังคม ล้วนแล้วแต่เป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายเป็นสิ่งผิด และการแพ้อย่างยับเยินสมควรได้รับความช่วยเหลือ
มันเป็นการบอกว่าเสียงข้างมากของประชาชนเป็นภัยคุกคาม และการเปลี่ยนกติกาหลังแพ้เป็นสิ่งที่ยุติธรรม นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย นี่คือการกลับไปสู่ระบบที่คนที่มีอำนาจอยู่แล้วตัดสินใจแทนประชาชน
ประชาชนธรรมดาต้องช่วยกันส่งเสียง เพราะถ้าเราเงียบ อภิสิทธิ์ชนจะคิดแทนเรา
นี่คือบทเรียนที่เราได้เรียนรู้มาแล้วจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยในทศวรรษที่ผ่านมา
ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาคัดค้าน “ประชาธิปไตยแบบแฮนดิแคป” จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่
ถ้าเรายอมให้กติกาถูกเปลี่ยนหลังแพ้การเลือกตั้ง เราก็กำลังบอกว่าคะแนนเสียงของเราไม่มีค่า ผู้ประกันตนสิบห้าล้านคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง
เพราะกองทุนประกันสังคมคือของเรา
การเลือกตั้งคือสิทธิของเรา
และไม่มีใครควรจะเปลี่ยนกติกาเพื่อกีดกันเสียงข้างมากของเราได้
ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติหรือในระดับกองทุนก็ตาม
