bg-single

ประชาธิปไตยแบบแฮนดิแคป: บทเพลงซ้ำของคนที่กลัวเสียงประชาชน

14.12.2025

คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ห้องประชุมคณะกรรมการประกันสังคมได้เผยให้เห็นภาพที่คุ้นตาของการพยายามเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้งผู้แทนผู้ประกันตน
แม้ว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะสามารถชะลอกระบวนการประชาพิจารณ์ไว้ได้ในวันนั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมก็เปิดเผยให้เห็นความพยายามอย่างเป็นระบบในการออกแบบระเบียบการเลือกตั้งชุดใหม่ที่ประธานอนุกรรมการเรียกอย่างไม่อายว่า “ประชาธิปไตยแบบมีแฮนดิแคป”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมไทยได้เห็นความพยายามแบบนี้

แต่เป็นการทวนซ้ำของบทเพลงเก่าที่เราเคยได้ยินมาแล้วในเวทีการเมืองระดับชาติ

ย้อนกลับไปในปี 2551 ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เสนอ “ประชาธิปไตยใหม่” ที่ระบุว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรมาจากการเลือกตั้งเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ควรมาจากการสรรหา

เหตุผลที่ใช้คือประชาชนขาดการศึกษา ถูกซื้อเสียง จึงควรมี “คนดี” ที่มีความรู้มาช่วยตัดสินใจแทน

ต่อมาในปี 2556 คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือ กปปส. ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเสนอ “สภาประชาชน” ที่จะมาจากการสรรหาจากกลุ่มต่างๆ เช่น เกษตรกร แรงงาน ธุรกิจ แทนการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าระบบเลือกตั้งไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตและการซื้อเสียงได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมนั้นคือบทเพลงซ้ำของความพยายามเหล่านี้

แม้จะอยู่ในระดับที่เล็กกว่า แต่หลักการและเจตนารมณ์นั้นเหมือนกันทุกประการ

ประธานอนุกรรมการได้ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องป้องกันไม่ให้มีผลการเลือกตั้งเหมือนกับครั้งนี้อีก

หรือพูดให้ตรงก็คือการป้องกันทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ได้หกในเจ็ดที่นั่งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

บทเรียนที่ถอดออกมาไม่ใช่การพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นหรือการปรับปรุงการสื่อสารกับผู้ประกันตน

หากแต่เป็นการออกแบบระบบใหม่เพื่อให้คนที่ได้คะแนนน้อยสามารถเข้ามาเป็นกรรมการได้

เหมือนกับที่พันธมิตรและ กปปส.พยายามทำกับระบบการเมืองของประเทศ

กระบวนการนำเสนอร่างระเบียบก็แปลกประหลาดไม่แพ้กัน

คณะกรรมการประกันสังคมได้เห็นร่างระเบียบเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในคืนวันที่ 4 ธันวาคม กลางดึก เพียงห้าวันก่อนที่สำนักงานประกันสังคมจะประชาสัมพันธ์ว่าจะจัดประชาพิจารณ์ในวันที่ 10 ธันวาคม ทั้งที่คณะกรรมการไม่เคยได้เห็นร่างนี้มาก่อน

นี่คือ “ประชาพิจารณ์” ในแบบฉบับที่เราเคยเห็นมาแล้ว เหมือนกับที่ กปปส.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูป แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างจากที่พวกเขาต้องการก็ถูกเพิกเฉย

และที่สำคัญกว่านั้น ร่างที่นำไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นนั้นเต็มไปด้วยข้อเสนอของกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แม้จะไม่มีการอ้างอิงว่าข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากของผู้ประกันตนเลย

เมื่อเข้าสู่เนื้อหาของร่างระเบียบ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนระบบจากหนึ่งเลือกเจ็ดเป็นหนึ่งเลือกหนึ่ง โดยแบ่งผู้ประกันตนออกเป็นกลุ่มตามมาตรา และให้แต่ละกลุ่มเลือกตัวแทนของตัวเองเพียงหนึ่งคน

นี่คือความคิดที่คล้ายคลึงกับ “สภาประชาชน” ของ กปปส. ที่ให้แต่ละกลุ่มอาชีพเลือกตัวแทนของตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นการสร้าง “ความเป็นตัวแทน”

แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการทำลายเอกภาพและลดทอนพลังของเสียงข้างมาก ผู้สมัครที่ได้อันดับหนึ่งด้วยคะแนนแสนเสียงจะได้เพียงหนึ่งที่นั่ง

ในขณะที่ผู้สมัครที่ได้อันดับเจ็ดด้วยคะแนนเพียงห้าพันหรือหกพันเสียงก็สามารถได้หนึ่งที่นั่งเช่นกัน

นี่คือประชาธิปไตยที่คนชนะต้องเสียเปรียบเพื่อให้คนแพ้มีโอกาส หรือที่ประธานอนุกรรมการเรียกว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มสหภาพและสหพันธ์แรงงานแบบเดิมที่รวมกลุ่มกันอยู่แล้ว

นั่นคือกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างยับเยินนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือการแบ่งสัดส่วนที่นั่งตามมาตราที่ใช้คณิตศาสตร์อันแปลกประหลาด

กติการะบุว่าถ้ามาตราใดมีสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในเจ็ดก็ให้ปรับขึ้นเป็นหนึ่ง ผลลัพธ์คือผู้ประกันตนมาตราสามสิบเก้าและมาตราสี่สิบซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ประกันตนทั้งหมด จะได้ 2 ใน 7 ที่นั่ง หรือเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ของบอร์ด

ในขณะที่ผู้ประกันตนมาตราสามสิบสาม ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์กลับจะได้เพียง 5 ใน 7 ที่นั่ง นี่เป็นตรรกะแบบเดียวกับที่พันธมิตรเสนอให้มีการสรรหาสมาชิกสภาสามสิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คนที่ประชาชนไม่เลือกก็สามารถมีอำนาจเท่ากับหรือมากกว่าคนที่ประชาชนเลือกได้

ผู้เสนอระเบียบยังอ้างว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีแต่ผู้ประกันตนมาตราสามสิบสามเข้ามา ทำให้ไม่มีตัวแทนของมาตราสามสิบเก้าและมาตราสี่สิบ

แต่นี่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง คล้ายกับที่พันธมิตรและ กปปส.อ้างว่าคนที่เลือกพรรคการเมืองบางพรรคเป็นคนไร้การศึกษาที่ถูกซื้อเสียง

ทั้งที่ความจริงคือพวกเขาตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลของตัวเอง

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ของทั้งมาตราสามสิบเก้าและมาตราสี่สิบได้มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปัญหาไม่ใช่ว่าผู้ประกันตนมาตราสามสิบเก้าและสี่สิบไม่มีตัวแทน แต่คือพวกเขาเลือกให้ตัวแทนจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าดูแลพวกเขา และก็ดูแลได้ดีกว่าที่เคยมีมาก่อนด้วย

ข้อจำกัดเรื่องการเมืองยังถูกเพิ่มความเข้มข้นขึ้น โดยให้อำนาจดุลพินิจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าถ้าพบว่าผู้สมัครคนใดมีอิทธิพลเหนือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ให้ถือว่าขาดคุณสมบัติทันที

นี่เป็นการทวนซ้ำของข้อหา “นอมินี” หรือ “หุ่นเชิด” ที่เคยถูกใช้โจมตีพรรคการเมืองบางพรรคอย่างไม่มีหลักฐานชัดเจน

คำว่า “อิทธิพล” นั้นคลุมเครือจนสามารถใช้เป็นเครื่องมือกีดกันใครก็ได้ที่มีอำนาจตัดสินใจไม่ชอบ

และที่สำคัญกว่านั้น แนวคิดเรื่อง “ปลอดการเมือง” ในกองทุนประกันสังคมนั้นเป็นมายาคติเหมือนกับแนวคิดเรื่อง “คนดีปกครองประเทศ” ของพันธมิตรและ กปปส.

เพราะในท้ายที่สุดการที่กองทุนยึดติดอยู่กับระบบราชการและระบบอำนาจเดิมนั่นก็คือรูปแบบหนึ่งของการเมืองเช่นกัน เพียงแต่เป็นการเมืองของคนที่มีอำนาจอยู่แล้ว

อาจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ อนุกรรมการเสียงข้างน้อย ได้ยืนหยัดคัดค้านอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับระบบใหม่นี้

เพราะไม่มีประชาธิปไตยที่ใดในโลกที่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเลือกตัวแทนของกลุ่มตนเองแยกออกมา

นายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของภาคใดภาคหนึ่ง

ส.ส.ไม่ใช่ ส.ส. ของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่เป็น ส.ส.ของประชาชนทุกคนในเขตเลือกตั้ง

หากประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งเดียว ผู้ประกันตนก็ต้องสามารถเลือกได้ถึงเจ็ดที่นั่ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงและเพิ่มเอกภาพในการทำงาน

นี่คือข้อโต้แย้งที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสากล ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” หรือ “ประชาธิปไตยใหม่” ที่พยายามบิดเบือนหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือมีผู้พยายามบิดเบือนว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องการยืดเวลาการเลือกตั้งเพื่อรักษาการอยู่อย่างยาวนาน

ความจริงคือทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องการให้มีการเลือกตั้งในช่วงมีนาคมถึงเมษายน เพราะการรักษาการที่ยาวนานจะทำให้ไม่สามารถผลักดันสิทธิประโยชน์ใหม่และตรวจสอบกองทุนประกันสังคมได้เต็มที่

คนที่จริงๆ แล้วต้องการยืดเวลาคือฝ่ายที่กำลังพยายามเปลี่ยนกติกา เหมือนกับที่ กปปส.พยายามยืดเวลาด้วยการเสนอให้มีการ “ปฏิรูป” ก่อนการเลือกตั้ง
เพราะยิ่งยืดนานเท่าไรก็ยิ่งมีเวลาออกแบบระบบที่ซับซ้อนและกีดกันเสียงข้างมากได้มากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับกองทุนประกันสังคมในวันนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่เคยจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติหรือในระดับของกองทุนใดกองทุนหนึ่ง
หลักการเดียวกันนั้นยังคงถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

คนที่แพ้การเลือกตั้งจะไม่ยอมรับผลและพยายามเปลี่ยนกติกา โดยอ้างว่าเพื่อ “คุณภาพ” หรือ “ความเป็นตัวแทน”

แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการกีดกันเสียงข้างมากและการรักษาอำนาจของกลุ่มเดิมๆ ที่เคยครอบงำระบบมา

คำถามที่แท้จริงคือทำไมต้องเปลี่ยนกติกา ถ้าทีมประกันสังคมก้าวหน้าทำงานไม่ดี ทำไมไม่ปล่อยให้ผู้ประกันตนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้ากลุ่มสหภาพแรงงานแบบเดิมมีนโยบายที่ดีกว่า ทำไมไม่ลงแข่งอย่างเป็นธรรมและพิสูจน์ตัวเองด้วยคะแนนเสียง เหมือนกับที่เราเคยถามพันธมิตรและ กปปส. ว่าถ้าพรรคการเมืองที่พวกเขาไม่ชอบนั้นแย่จริง ทำไมไม่ปล่อยให้ประชาชนตัดสินด้วยคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเปลี่ยนกติกาหลังแพ้การเลือกตั้งชี้ให้เห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจน คือไม่ใช่ความกลัวว่าประชาธิปไตยจะไม่ทำงาน แต่เป็นความกลัวว่าประชาธิปไตยจะทำงานได้ดีเกินไป และให้ผลลัพธ์ที่คนบางกลุ่มไม่พอใจ

“ประชาธิปไตยแบบมีแฮนดิแคป” ไม่ว่าจะเป็น “ประชาธิปไตยใหม่” ของพันธมิตร “สภาประชาชน” ของ กปปส. หรือระเบียบเลือกตั้งใหม่ที่มีความพยายามผลักดันในประกันสังคม ล้วนแล้วแต่เป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายเป็นสิ่งผิด และการแพ้อย่างยับเยินสมควรได้รับความช่วยเหลือ

มันเป็นการบอกว่าเสียงข้างมากของประชาชนเป็นภัยคุกคาม และการเปลี่ยนกติกาหลังแพ้เป็นสิ่งที่ยุติธรรม นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย นี่คือการกลับไปสู่ระบบที่คนที่มีอำนาจอยู่แล้วตัดสินใจแทนประชาชน

ประชาชนธรรมดาต้องช่วยกันส่งเสียง เพราะถ้าเราเงียบ อภิสิทธิ์ชนจะคิดแทนเรา

นี่คือบทเรียนที่เราได้เรียนรู้มาแล้วจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยในทศวรรษที่ผ่านมา

ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาคัดค้าน “ประชาธิปไตยแบบแฮนดิแคป” จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

ถ้าเรายอมให้กติกาถูกเปลี่ยนหลังแพ้การเลือกตั้ง เราก็กำลังบอกว่าคะแนนเสียงของเราไม่มีค่า ผู้ประกันตนสิบห้าล้านคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง

เพราะกองทุนประกันสังคมคือของเรา

การเลือกตั้งคือสิทธิของเรา

และไม่มีใครควรจะเปลี่ยนกติกาเพื่อกีดกันเสียงข้างมากของเราได้

ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติหรือในระดับกองทุนก็ตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
Ford Ranger Wolftrak เอาใจสายลุย-ชอบรถแต่งสวย
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
โปรดปราน สมานมิตร ผงาดนั่งผู้ว่าการ กกท. หญิงแกร่งค่ายหัวหมาก
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 21 – 27 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นใต้ (2)
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก