เมื่อการเมืองเรื่องสวัสดิการอ่อนแอ ข้อเสนอเรื่องชีวิตประชาชนก็อ่อนลง
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ในยุคที่ทุกอย่างต้อง “ดิจิทัล” ทุกอย่างต้อง “แพลตฟอร์ม” การเมืองไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก
เมื่อพรรคประชาชนที่ดูจะก้าวหน้าที่สุดในเรื่องสวัสดิการ แต่ข้อเสนอเรื่องสวัสดิการสุดท้ายเราได้นโยบายสวัสดิการที่ผมขอเรียกว่า “คูปองธิปไตย”
ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่บอกกับประชาชนว่า “เราจะให้เงินคุณ แต่คุณใช้ได้แค่ซื้อของที่เราอนุญาต”
นี่คือสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่หลายพรรคนำเสนอ
หลังจากที่เดินทางอันยาวนานจากการเป็นพรรคที่เคยเสนอนโยบายก้าวหน้า มุ่งสู่การเป็น “พรรคสายกลางที่รับผิดชอบทางการคลัง” จนกลายเป็นการคิดค้นนโยบายแปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เมื่อครั้งหนึ่ง ย้อนกลับไปการแข่งขันนโยบายเคยพูดถึงภาษีที่ดินและสินทรัพย์
เคยกล้าพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
เคยกล้าท้าทายระบบที่ไม่เป็นธรรม
แต่แล้วเพียงแค่ราวสามปี สิ่งที่เหลืออยู่กลับเป็นเพียงความหวาดกลัวต่อการถูกโจมตีว่า “ไม่รับผิดชอบทางการคลัง”
ความกลัวต่อการถูกตราหน้าว่า “ประชานิยม”
ความกลัวที่ทำให้ทุกนโยบายต้องตอบคำถาม “งบประมาณพอไหม” “กระทบวินัยการคลังไหม”
ผลลัพธ์ที่ได้คือ นโยบายสวัสดิการที่ไม่กล้าเป็นสวัสดิการอย่างแท้จริง แต่กลายเป็น “คูปอง” นั่นเอง
คูปองอาหาร คูปองการศึกษา คูปองนั่นนี่ สร้างความประทับใจว่ามีการ “ช่วยเหลือ” แต่จริงๆ แล้วกลับสร้างระบบที่ซับซ้อน ไม่การันตีประสิทธิภาพ และไม่ได้เคารพศักดิ์ศรีของผู้รับสิทธิ์อย่างแท้จริง
เมื่อไม่มีใครพูดถึงนโยบายสวัสดิการ
ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมการเลือกตั้งปี 2569 พรรคประชาชนถึงกล้าเสนอนโยบายแปลกประหลาดเช่นนี้ได้
คําตอบที่น่าเศร้าก็คือ เพราะไม่มีพรรคอื่นพูดถึงเรื่องนี้เลย
เมื่อไม่มีการแข่งขันนโยบายในสนามเลือกตั้ง เมื่อไม่มีใครมาเสนอทางเลือกที่ก้าวหน้ากว่า พรรคประชาชนจึงไม่มีแรงกดดันในการพัฒนานโยบายให้ก้าวหน้าขึ้น
พรรคขนาดใหญ่คู่แข่งอย่างเพื่อไทย พูดแต่เรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร การจัดการหนี้ แต่ไม่ได้สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน
พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เสรีนิยมที่ไม่เชื่อเรื่องรัฐสวัสดิการ
พรรคภูมิใจไทย ก็ย้ำในวาทกรรมชาตินิยม
ส่วนฝั่งขวาอย่างพรรคพลังประชารัฐหรือกล้าธรรม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เมื่อไม่มีใครแข่งขันในเรื่องสวัสดิการ พรรคประชาชนจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะคิดนโยบายที่ดีกว่าคูปอง
พวกเขาสามารถหลบอยู่ในเปลือกของ “วินัยทางการคลัง” และคิดว่านั่นคือความก้าวหน้า
ทั้งที่จริงแล้วมันคือความถดถอยจากอุดมการณ์เดิมที่เคยมี
ปัญหาของระบบคูปองไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่เป็นเรื่องหลักการพื้นฐานของรัฐสวัสดิการ การให้คูปองอาหาร คูปองยา คูปองนั่นนี่ แทนที่จะให้เงินสด หรือสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม สะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจประชาชน
สะท้อนถึงความเชื่อว่า “คนจนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรใช้เงินอย่างไร”
นี่คือปรัชญาแบบ Paternalism ที่ถือว่ารัฐรู้ดีกว่าประชาชนว่าอะไรดีสำหรับพวกเขา
แทนที่จะเป็นการเคารพในศักดิ์ศรีและอิสรภาพของประชาชนในการตัดสินใจด้วยตนเอง
การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์มากมายได้แสดงให้เห็นแล้วว่า Cash Transfer (การให้เงินสด) มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้สิ่งของหรือคูปอง ทั้งในแง่ของผลลัพธ์และในแง่ของศักดิ์ศรีของผู้รับ
บทเรียนจากเยอรมนี การต่อสู้ทางการเมืองกับการปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ใช่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าใจว่าการแข่งขันนโยบายในสนามเลือกตั้งส่งผลต่อคุณภาพของนโยบายสวัสดิการอย่างไร
และเพื่อเข้าใจว่าทำไมการมุ่งเน้นที่โครงสร้างจึงสำคัญกว่าการมุ่งเน้นที่ระบบจัดการ
ลองมาดูกรณีของเยอรมนีในช่วงหลังรวมประเทศ (ปี 1990 เป็นต้นมา) มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องสวัสดิการ
สิ่งสำคัญคือพรรคเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครจะสร้าง “แพลตฟอร์ม” หรือระบบดิจิทัลที่ดีกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครมีนโยบายโครงสร้างที่ดีกว่า
พรรค SPD (Social Democratic Party) นำเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการแบบประนีประนอม (Third Way) ภายใต้การนำของ Gerhard Schr?der โดยเน้นการปฏิรูปตลาดแรงงานควบคู่กับการรักษาความคุ้มครองทางสังคม
พรรค Die Linke (The Left) นำเสนอนโยบายสวัสดิการก้าวหน้าที่ต้องการเพิ่มภาษีจากคนรวยและนิติบุคคลเพื่อขยายสวัสดิการ ต่อต้าน Hartz Reforms ที่ลดสวัสดิการ และเรียกร้องให้มีค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น
ขณะที่พรรค CDU/CSU (คริสเตียนเดโมแครต) เสนอแนวทางอนุรักษนิยมที่เน้นครอบครัวและชุมชน แต่ก็ยอมรับการมีระบบประกันสังคมที่แข็งแกร่ง
แม้แต่พรรค Greens ก็มีจุดยืนชัดเจนเรื่อง Ecological Welfare State ที่เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมกับความยุติธรรมทางสังคม
การแข่งขันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนระนาบของ “ใครจัดการเก่ง” แต่เกิดขึ้นบนระนาบของ “ใครมีนโยบายโครงสร้างที่ดีกว่า”
ผลลัพธ์ที่ได้คือ การนำมาใช้ในปี 2015 หลังจากการกดดันจากพรรคฝ่ายซ้าย นี่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงาน ไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์ม การปรับปรุงเบี้ยเลี้ยงเด็ก และเบี้ยผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการให้เงินสดโดยตรง ไม่ใช่คูปอง
การปฏิรูปภาษีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการถกเถียงเรื่องภาษีความมั่งคั่งที่พรรค Die Linke และ SPD ส่วนหนึ่งผลักดัน
เยอรมนีไม่ได้มีระบบสวัสดิการที่ดีเพราะมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ดี (จริงๆ แล้วระบบราชการเยอรมนียังล้าหลังทางดิจิทัลมาก) แต่เพราะมีการต่อสู้ทางการเมืองที่ยาวนาน มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ชัดเจน มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง และมีการสร้างระบบประกันสังคมที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่การกุศล
ไม่ใช่คูปอง และไม่ใช่ “แพลตฟอร์ม”
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ปรัชญาเบื้องหลัง “คูปองธิปไตย” ของพรรคประชาชน นั่นคือความเชื่อแบบ technocratic ว่า “ถ้าเราจัดระบบให้ดี สร้างแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาก็จะหมดไป”
คูปองอาหารก็เลยต้องมีแอพพ์ คูปองยาก็ต้องมีระบบดิจิทัล ทุกอย่างต้อง “smart” ต้อง “platform-based” ต้อง “data-driven”
นี่คือกับดักที่พรรคตกลงไป เข้าใจผิดคิดว่าปัญหาของสังคมไทยคือการขาดระบบจัดการที่ดี ขาดแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ จึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้างระบบ สร้างกลไก สร้าง “แพลตฟอร์มนโยบาย” ที่ดูทันสมัย แต่ลืมไปว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องระบบจัดการ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจและความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ดีกว่า แต่เป็นนโยบายที่ก้าวหน้ากว่า
ต้องการนโยบายที่กล้าท้าทายโครงสร้าง กล้าพูดถึงภาษีความมั่งคั่ง กล้าพูดถึงการกระจายที่ดิน กล้าพูดถึง รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่ครอบคลุม ไม่ใช่แค่จัดระบบคูปองให้มีประสิทธิภาพ
เยอรมนีไม่ได้มีระบบสวัสดิการที่ดีเพราะมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ดี แต่เพราะมีการต่อสู้ทางการเมืองที่ยาวนาน มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ชัดเจน มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างต่อเนื่อง และมีการสร้างระบบประกันสังคมที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
ไม่ใช่การกุศล ไม่ใช่คูปอง และไม่ใช่ “แพลตฟอร์ม”
วิกฤตของการไม่มีแรงกดดันจากฝั่งซ้าย ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยในปัจจุบัน คือการไม่มีพรรคการเมืองที่กล้ายืนหยัดในจุดยืนก้าวหน้าอย่างแท้จริง
พรรคก้าวไกลเองก็ถูกยุบไป พรรคประชาชนที่ควรจะสืบทอดอุดมการณ์กลับเดินไปสู่ความเป็นสายกลางทางนโยบายสวัสดิการ
พรรคอื่นๆ ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องสวัสดิการอย่างจริงจัง
เมื่อไม่มีแรงกดดันจากฝั่งซ้าย พรรคการเมืองทุกพรรคจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะเสนอนโยบายสวัสดิการที่ก้าวหน้า
พวกเขาสามารถหยุดอยู่ที่นโยบายแบบประชานิยม (ให้เงิน แจกของ) โดยไม่ต้องคิดถึงการสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน
แม้แต่พรรคประชาชนที่ควรจะเป็นพรรคก้าวหน้าที่สุด ก็หยุดอยู่ที่ “คูปอง” ซึ่งเป็นนโยบายที่อยู่ในระดับเดียวกับนโยบายยุค 2000 แต่ห่อหุ้มด้วยถ้อยคำที่ดูมีความรับผิดชอบทางการคลังมากกว่า
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในตอนนี้ไม่ใช่พรรคการเมืองที่กลัวการถูกโจมตีว่าไม่รับผิดชอบทางการคลัง
แต่เป็นพรรคการเมืองที่กล้านำเสนอวิสัยทัศน์ทางเลือกที่แท้จริง
กล้านำเสนอนโยบายสวัสดิการที่ครอบคลุม
และกล้าอธิบายว่าจะหารายได้มาจากไหน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปภาษี การจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งและทรัพย์สิน หรือการปรับโครงสร้างงบประมาณ
เมื่อมีพรรคการเมืองที่กล้ายืนในจุดยืนก้าวหน้าอย่างแท้จริง ก็จะเกิดแรงกดดันให้พรรคอื่นๆ ต้องพัฒนานโยบายของตนเอง อาจไม่ได้ก้าวหน้าเท่า แต่อย่างน้อยก็ต้องมีความชัดเจนมากขึ้น มีการอธิบายมากขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “การแข่งขันนโยบาย” ในสนามเลือกตั้งที่แท้จริง
ระบบสวัสดิการแบบคูปองเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวสองชั้น
ชั้นแรกคือความล้มเหลวในการสร้างการแข่งขันนโยบายในการเมืองไทย
ชั้นที่สองคือความล้มเหลวในการเข้าใจว่าปัญหาของสังคมไทยไม่ใช่เรื่องการขาดระบบจัดการที่ดี แต่เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจและความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ
พรรคประชาชนหลงเชื่อว่าแค่สร้าง “แพลตฟอร์ม” ที่ดี สร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ ก็จะแก้ปัญหาได้
นี่คือความเชื่อแบบ Technocratic ที่คิดว่าทุกปัญหาแก้ได้ด้วยการจัดการที่ดีขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ความจริงก็คือ ไม่ว่าจะจัดการดีแค่ไหน ถ้าโครงสร้างยังไม่เป็นธรรม ปัญหาก็จะยังคงอยู่
หากเราต้องการให้ประเทศไทยมีนโยบายสวัสดิการที่ดี เราต้องสร้างสนามแข่งขันแห่งนโยบายก้าวหน้าที่ท้าทายโครงสร้าง ไม่ใช่สนามแข่งขันแห่งแพลตฟอร์มที่จัดการ
ต้องมีพรรคการเมืองที่กล้านำเสนอทางเลือกที่แตกต่าง กล้าพูดถึงการปฏิรูปภาษีอย่างจริงจัง กล้าพูดถึงการกระจายความมั่งคั่ง กล้าพูดถึงการสร้างระบบสวัสดิการแบบครอบคลุมที่เป็นสิทธิ ไม่ใช่การกุศล และกล้าอธิบายว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้จึงจำเป็น
เราต้องเปลี่ยนจาก “คูปอง” ที่บอกว่าประชาชนควรซื้ออะไร ไปสู่ “สิทธิ” ที่เคารพศักดิ์ศรีและการตัดสินใจของประชาชน
เราต้องเปลี่ยนจาก “แพลตฟอร์ม” ที่เชื่อว่าการจัดการที่ดีจะแก้ปัญหาทุกอย่าง ไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง” ที่เข้าใจว่าต้องท้าทายความไม่เท่าเทียมที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจและสังคม
