ภาพ : AP
กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
สัปดาห์ก่อนผมเล่าถึงแนวทางวิเคราะห์ “สงครามระดับโลก” ที่อาจจะแตกต่างไปจากนิยามของ “สงครามโลก” ในอดีต แต่ผลที่ตามมาอาจจะร้ายแรงและหนักหน่วงกว่าที่เคยเป็นไปก็ได้
เพราะเราเข้าสู่ “โลกไร้ระเบียบ” อย่างเต็มอัตราศึกแล้ว
แนววิเคราะห์ของ Ray Dalio น่าสนใจเพราะแกเป็นนักบริหารการเงินที่กลายมาเป็นนักวิเคราะห์แนวโน้มโลกที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวทุกบริบทของโลกอย่างรอบด้านเพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงของการลงทุนอย่างรอบด้าน
ใครที่ติดตามงานเขียนและคำให้สัมภาษณ์ของแกอาจจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ที่โยงการเมืองและเศรษฐกิจรวมถึงประวัติศาสตร์โลกอย่างน่าสนใจ
บ่อยครั้งเป็นเพราะการประเมิน “ความเสี่ยง” ของการลงทุนทำให้แกต้องก้าวข้ามข้อจำกัดของการมองเพียงเรื่อง “กำไร-ขาดทุน” มาเป็นภาพใหญ่ที่ต้องมองให้ครบทุกมิติ
เรย์ไม่ได้พยากรณ์ถูกเสมอไป แต่ความผิดพลาดในการคำนวณและประเมินสถานการณ์นั้นทำให้ได้บทเรียนสำหรับการมองเหตุการณ์ในอนาคตได้แม่นยำขึ้น
กระนั้นก็ยังมีความท้าทายอย่างใหญ่หลวง เพราะทุกย่างก้าวของมหาอำนาจทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปจากรูปแบบเดิมๆ ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง
บางครั้ง เรย์อ่าน “รูปแบบซ้ำๆ กับอดีต” ที่เรียกว่า pattern เพื่อทำนายอนาคต…แล้วพลาดอย่างจัง เพราะปัจจัยแห่งการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมของโลกเปลี่ยนและปรับตลอดเวลา
อะไรที่เคยมี pattern ก็ฉีกแนวออกไปในทิศทางที่บางครั้งสุดจะคาดเดาได้
เพราะนี่คือยุคที่ต้อง “คิดในสิ่งที่ไม่เคยกล้าคิดมาก่อน” หรือ Thinking the Unthinkable!
คำว่า “สงครามโลก” ในบริบทปัจจุบันอาจไม่ได้หมายถึงการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปในทันที แต่มันคือสภาวะที่ความขัดแย้งทั่วโลกมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง (แกใช้คำว่า Interrelated Wars)
เพราะมันคือการแบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจน และส่งผลกระทบสอดประสานกันตามขั้นตอนทางประวัติศาสตร์
ประเด็นที่ต้องใคร่ครวญตามแนวคิดของคำว่า Big Cycle คือ
1. เราอยู่ในสงครามโลกแล้ว (แต่มันไม่ใช่แบบที่คุณคิด)
ในมุมมองเชิงมหภาค
สงครามโลกครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในรูปแบบของสงครามที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี
แม้จะยังไม่มีการปะทะโดยตรงระหว่างมหาอำนาจหลัก แต่การแบ่งฝ่าย (Alliances) นั้นชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ :
– ฝ่ายแรก : นำโดยสหรัฐ, ยูเครน, สหภาพยุโรป, อิสราเอล, กลุ่มประเทศ GCC ในตะวันออกกลาง, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
– ฝ่ายตรงข้าม : นำโดยจีน, รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ และคิวบา
เหตุผลที่ตลาดทุนส่วนใหญ่ยังคงสงบนิ่ง เป็นเพราะผู้เล่นส่วนใหญ่มักมีมุมมองระยะสั้นและเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ “สภาวะปกติ” ในเวลาอันไม่นานจากนี้
แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่าสงครามโลกมักเริ่มต้นจากการค่อยๆ ถลำลึกโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เหมือนเช่นสภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เรย์อธิบายว่า “สิ่งที่ผมหมายถึงคือ เราอยู่ในช่วงของ Big Cycle ที่มหาอำนาจกำลังอยู่ในสงครามการทหาร และสงครามต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีความเกี่ยวพันกัน
ดังนั้น เราจึงอยู่ใน ‘สงครามโลก’ โดยที่มีการแบ่งฝ่ายกันชัดเจน และส่งผลกระทบต่อผู้เล่นหลักและโลกทั้งใบในรูปแบบที่สอดประสานกัน”
2.บททดสอบที่ช่องแคบฮอร์มุซ : “The Suez Moment” ของสหรัฐ
หนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นบททดสอบเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้นยิ่งต่อสหรัฐ
หากอเมริกาไม่สามารถรักษาความมั่นคงในการเดินเรือหรือปกป้องพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียได้ สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่คือความเชื่อมั่นต่อความเป็นมหาอำนาจ
สถานการณ์นี้เปรียบได้กับ วิกฤตการณ์ซุเอซ (Suez Crisis) ในปี 1956 ที่ทำให้อังกฤษต้องสูญเสียสถานะจักรวรรดิอย่างชนิดที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมาอีก
กลไกแห่งความล่มสลายที่สำคัญคือเมื่อความเชื่อมั่นสั่นคลอน พันธมิตรจะเริ่มตีตัวออกห่างและเริ่ม “เทขายพันธบัตรและหนี้ของสหรัฐ” เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบระเบียบทางการเงินเดิม
แต่มองอีกมุมหนึ่ง จีนกลับมีความได้เปรียบในจุดนี้มากกว่าที่หลายคนคาดคิด
แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ แต่จีนมีคลังสำรองน้ำมันสูงถึง 90-120 วัน และมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันอย่างแน่นแฟ้นกับอิหร่าน (จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึง 80-90% ของยอดส่งออกทั้งหมด) รวมถึงรัสเซีย
ทำให้จีนมั่นใจได้ว่าจะมีแหล่งพลังงานป้อนเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤต
3.กับดักจักรวรรดิที่แผ่ขยายเกินตัว
เรย์วิเคราะห์ว่าสหรัฐกำลังตกอยู่ในภาวะ “แผ่ขยายอำนาจที่เกินตัว” โดยมีฐานทัพราว 750-800 แห่ง ในกว่า 70-80 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่จีนมีฐานทัพในต่างประเทศเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ภาระผูกพันมหาศาลนี้สร้างความเปราะบางทางการเงินอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสงครามหลายแนวรบพร้อมกันทั้งในตะวันออกกลางและยุโรป
ในทางตรงกันข้าม ยุทธศาสตร์ของจีนถูกขับเคลื่อนด้วยปรัชญาจาก “ตำราพิชัยสงครามซุนวู” (Art of War) ซึ่งเน้นการตั้งรับที่แข็งแกร่งโดยไม่จำเป็นต้องก้าวร้าวในเชิงผู้รุกราน
จีนเลือกที่จะรอเวลาและสะสมขีดความสามารถภายใน เพื่อให้ระเบียบโลกเปลี่ยนผ่านไปตามวิวัฒนาการของอำนาจที่แท้จริง
4.ชัยชนะไม่ได้วัดที่พลัง แต่คือ “ขีดจำกัดในการทนความเจ็บปวด”
ใน “สงครามแห่งการบั่นทอน” (War of Attrition) ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีสูงสุดเสมอไป แต่คือ “ผู้ที่ทนความเจ็บปวดได้นานที่สุด”
ประวัติศาสตร์ในเวียดนาม อิรัก และอัฟกานิสถาน ยืนยันชัดเจนว่าเทคโนโลยีที่เหนือกว่าไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายตรงข้าม “ยอมจำนน” ได้หากเขายังไม่หยุดสู้
ประธานเหมา เจ๋อตุง เคยกล่าวไว้ในช่วงสงครามเกาหลีว่า “พวกเขาไม่สามารถฆ่าเราได้ทั้งหมดหรอก”
สื่อถึงความพร้อมที่จะสู้จนตัวตายของประชากรจำนวนมหาศาล
ขณะที่สหรัฐอาจดูเหมือนเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ในมิติด้านความอดทนต่อความทุกข์ยากในระยะยาว (แกใช้คำว่า Pain Tolerance) สหรัฐกลับมีความเปราะบางที่สุดเพราะขาดแรงสนับสนุนที่เป็นเอกภาพภายในประเทศและข้อจำกัดทางระบอบประชาธิปไตย
5.จากกฎกติกา สู่ “การใช้กำลังคือความถูกต้อง” และระบบบรรณาการ
โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบแบบพหุภาคีที่อิงตามกฎกติกา (Rules-based Order) ไปสู่ระเบียบที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน หรือ “Might-is-Right”
หากระเบียบโลกใหม่ถูกขับเคลื่อนโดยจีน รูปแบบจะมีลักษณะคล้ายกับ “ระบบบรรณาการ” (Tribute System) ในประวัติศาสตร์จีน มากกว่าระเบียบแบบตะวันตกที่เราคุ้นเคย สภาวะโลกในปัจจุบันจึงมีความคล้ายคลึงกับช่วงปี 1913-1914 และ 1938-1939 อย่างน่ากังวล
ซึ่งเป็นช่วงที่ระเบียบการเงินและการเมืองระหว่างประเทศเดิมกำลังล่มสลายก่อนจะเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ
เราอยู่ที่ “Step 9” ของวัฏจักรใหญ่
ตามแบบจำลอง Big Cycle ขณะนี้เราได้ก้าวมาถึง “Step 9” ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อสำคัญจากระยะเตรียมการ (Pre-fighting stage) ไปสู่ระยะการสู้รบจริง (Fighting stage) สัญญาณเตือนนั้นชัดเจน :
– การใช้มาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจและการเงิน
– การรวมตัวของพันธมิตรทางอุดมการณ์
– สงครามตัวแทนที่ขยายวงกว้าง
– หนี้สินและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในประเทศมหาอำนาจหลัก
แม้ประวัติศาสตร์จะไม่ได้ซ้ำรอยเดิมแบบเป๊ะๆ แต่ตัวบ่งชี้เหล่านี้คือสัญญาณเตือนที่ผู้ลงทุนและนักยุทธศาสตร์มองข้ามไม่ได้
ในโลกที่ระเบียบเก่ากำลังพังทลายและกฎเกณฑ์เดิมถูกฉีกทิ้ง “ความไม่แน่นอน” กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ว่ามันจะต้องยุ่งเหยิงวุ่นวายไปอีกนานเท่าไรจึงจะ “นิ่ง”
หรือมันจะไม่มีคำว่า “นิ่ง” ตลอดไป?
