| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ปราจีนบุรีมีพระคเณศ (หรือ พระพิฆเนศ) อายุเก่าแก่สุดราว 1,300 ปีมาแล้ว กรมศิลปากรขุดพบในเทวาลัยกลางเมืองมโหสถ (อ. ศรีมโหสถ) ขณะนี้จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จะมีงานพิเศษ “คเณศจตุรถี” ในเดือนกันยายน
“คเณศจตุรถี” คืออะไร? ผมคัดคำอธิบายจากข้อเขียนของ อ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (ล่วงลับไปแล้ว) นักปราชญ์ร่วมสมัยทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
พระคเณศมาจากไหน?
พระคเณศ (หรือ พระพิฆเนศ) ดั้งเดิมเป็นผีพื้นเมือง ได้แก่ ผีช้าง เก่าแก่ที่สุดและได้รับการเคารพสูงสุด ก่อนศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจะสถาปนาหยั่งรากลึกในอินเดีย
ดังนั้น ในพิธีกรรม-กิจการต่างๆ ทางพราหมณ์-ฮินดู จึงต้องสักการะพระคเณศเป็นองค์แรกเสมอ (อย่างน้อยที่สุดก็เอ่ยพระนามก่อน)
ผีช้างในอินเดีย “น่าจะ” ติดต่อสัมพันธ์กับผีช้างอุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่ที่พบพิธีกรรมสืบเนื่องถึงปัจจุบันทางลุ่มน้ำมูล อีสานใต้ ตั้งแต่ราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือ พ.ศ. 500
หลังอารยันผนวกผีช้างพื้นมืองเป็นเทวดาอารยันก็แต่งตำนานให้อยู่ในอำนาจของอารยัน ดังนี้ (1.) โอรสพระศิวะ-นางปารวตี (2.) เทพแห่งปัญญา (พุทธิเทพ) (3.) ผู้ขจัดอุปสรรค (อันตรายหาร)
ลักษณะสำคัญ
(1.) เศียรเป็นช้าง (มาจากผีช้าง)
(2.) ร่างมนุษย์เป็นทารกอ้วนพี, เตี้ย, ล่ำ, พุงพลุ้ย (เข้ากับรูปร่างช้าง)
(3.) หัตถ์ขวาถืองาหัก (สู้กับปรศุราม)
(4.) หัตถ์ซ้ายถือถ้วยขนมต้ม [โมทกะ (ส.) บันเทิง, เกิดปีติ] เป็นขนมในพิธีกรรมของอินเดียที่แพร่หลายถึงไทย
(5.) ไม่มีเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ (เพราะมีรากเหง้าจากพื้นเมือง)


(ซ้าย) พระคเณศประทับบน “สนานธรณี” (ที่สรงน้ำ) หินทราย ชำรุด ราว 1,300 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1300 พบที่ “เทวาลัย” กลางเมืองมโหสถ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี [จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี]
(ขวา) พระคเณศ ลายเส้นสันนิษฐานของนักโบราณคดี
“คเณศจตุรถี” ไม่ใช่วันเกิดพระคเณศ!
คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
(มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 กันยายน 2559 หน้า 81)
ตามความเชื่อของฮินดูนั้น เทศกาลคเณศจตุรถีหรือวินายกจตุรถีไม่ใช่วันประสูติดังที่เราเข้าใจ
ในคัมภีร์คเณศปุราณะถ้าจำไม่ผิดคืออัธยายะที่ 48 และในมหาภารตะ อ้างถึงวันประสูติของพระคเณศคือ “ศุทธ มาฆจตุรถี” คือวันขึ้น 4 ค่ำ ในเดือน “มาฆะ” ตามปฏิทินฮินดู
เดือนมาฆะ ตกราวกลางมกราคม ถึง กลางกุมภาพันธ์
ช่วงเวลาคนละโยชน์กับงานคเณศจตุรถีในเดือน สิงหาคม-กันยายนหรือ “ภัทรปท” เลยครับ
วันมาฆจตุรถีนั้น เรียกอีกอย่างว่าวัน “คเณศชยันตี” คำว่า “ชยันตี” (ฉลองชัย) นั้น ใช้เมื่อเป็นวันเกิดเท่านั้นครับ เช่น มหาตมาคานธีชยันตี คือวันฉลองวันเกิดมหาตมาคานธี นรสิงหชยันตี คือวันฉลองวันเกิดพระนรสิงห์ ฯลฯ


ในวันคเณศชยันตีนั้น ชาวบ้านจะเอาดินผสมขมิ้นหรือเครื่องหอม แล้วปั้นเป็นรูปพระคเณศขึ้นมา จากนั้น ถวายขนมโมทกะที่ทำจากงา อาบน้ำผสมงา ถือพรตไหว้พระสวดมนต์ เมื่อครบสี่วันจึงนำเทวรูปไปลอยน้ำเป็นอันเสร็จพิธี
ส่วนงานคเณศจตุรถีหรือวินายกจตุรถีในเดือนภทรบท (สิงหาคม-กันยายน) นั้น เป็นงาน “ฉลองพระคเณศ” เรียกในภาษาสันสกฤตว่า คเณศมโหตสวะ (อุตสวะแปลว่า เทศกาล หรือการสมโภช)
คเณศจตุรถีมีมาตั้งแต่โบราณ แพร่หลายมากในอินเดียตะวันตกและภาคใต้
ในรัฐทมิฬนาฑู “ปิลไลยาร์จตุรถี” (ปิลไลยาร์ เป็นนามพระคเณศในภาษาทมิฬ แปลว่า “ลูกช้าง”) จะจัดในเดือน “อาวณิ” เหลื่อมกันกับเดือนภัทรบทประมาณ 15 วัน
แต่เดิมพิธีนี้ทำกันตามบ้านและเริ่มเป็นงานใหญ่ของรัฐในช่วงเรียกร้องเอกราชอินเดีย
การฉลองพระคเณศในเดือนนี้ ผมพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นการบูชา “ก่อนการเพาะปลูก” เพราะเดือนภัทรบทเป็นต้นฤดูฝนในเขตมรสุม
พูดง่ายๆ คือบูชาพระคเณศเพื่อ “ขอฝน” (ครูไมเคิล ไรท์ เล่าว่าในภาคใต้อินเดียมักแห่พระคเณศเมื่อแล้ง)
ในคัมภีร์ฮินดู เทพเจ้าหลักทั้งห้าองค์ (วิษณุ ศิวะ เทวี สูริยะ คเณศ-ปัญจายนตเทวดา) พระคเณศนั้นครอง “ธาตุน้ำ” (คณปติมฺชีวนมฺ ชีวะหรือชีวิตหมายถึงน้ำ)
อีกทั้งน่าจะบูชาเพื่อไม่ให้มี “อุปสรรค” ต่อการเพาะปลูก เช่น “หนู” ที่เป็นศัตรูพืช
พระองค์จึงนั่งหนู หรือมีหนูเป็นบริวารยอบกายอยู่ไม่ห่าง
อีกทั้งในบางประเพณีถือว่าพระองค์สัมพันธ์กับ “ดวงอาทิตย์” หรือ “แสงสว่าง” (บางทีวาดพระวรกายขาวพระเศียรแดง ซึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์ หรือมีพระวรกายแดง-ส้ม) ดวงอาทิตย์นั้นสำคัญต่อการเกษตรแน่ อีกทั้งพระอาทิตย์คือผู้กลั่นน้ำ (เปล่งแสง) จากแผ่นดินผืนน้ำให้ระเหยไปรวมกันเป็นเมฆฝน
ในแคว้นมหาราษฎร์ เมื่อเทศกาลคเณศจตุรถีจบลง ชาวบ้านจะเริ่มเทศกาลบูชา “เจ้าแม่เคารี” ต่อทันที
เจ้าแม่เคารี เป็นเทวีแห่งธัญญาหารและพืชพันธุ์ เมื่อฝนมาพร้อมเพาะปลูก ก็ต้องบูชาพืชพันธุ์ก่อน แล้วจึงเก็บเกี่ยวในช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งมีเทศกาล “นวราตรี” บูชาเจ้าแม่เมื่อเก็บเกี่ยวอีกครั้ง
คเณศจตุรถี จึงไม่ได้เป็นเทศกาลฉลอง “ประสูติ” หรือวันเกิดของพระคเณศ แต่เป็นการฉลองบูชาเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก โดยเฉพาะในเขตมรสุมอย่างแคว้นมหาราษฎร์และภาคใต้ของอินเดีย
