bg-single

เปิดตำนาน-ความหมาย ‘ปราสาทนกหัสดีลิงค์’ ปลงศพเจ้า เผาศพพระ ในวัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง

26.11.2024

หากใครมีโอกาสสัมผัสดินแดนล้านนา บางสถานที่และบางจังหวะเวลา ซึ่งไม่บ่อยนัก ท่านอาจพบกับขบวนคนชุดดำปิดถนนนับพันมีพระสงฆ์นำหน้าเดินจูงลาก “ปราสาทศพนกหัสดีลิงค์” ไปตามท้องถนนจากวัดสำคัญมุ่งหน้าสู่สุสานหลวง

ชาวล้านนาเรียกฉากนี้ว่่า พิธีส่งสการ หรือพิธีประกาศคุณความดีของผู้มีบุญญาธิการที่ได้สั่งสมไว้ชั่วชีวิต ให้กลับคืนไปเสวยสุขบนหล้าสรวง โดยใช้ “นกหัสดีลิงค์” ทำหน้าที่เป็นดั่ง “ภูตทูต” อัญเชิญดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ปรโลก

นกหัสดีลิงค์ ทูตสวรรค์
จากแผ่นน้ำสู่แผ่นดินและจากแผ่นดินสู่แผ่นฟ้า

บนแผ่นดินล้านนารู้จักสัตว์ในจินตนาการชนิดนี้มาตั้งแต่ยุค 1,400 ปีก่อน ชื่อของนกหัสดีลิงค์ปรากฏในตำนานการสร้างนครหริภุญไชย ว่าเหล่าฤๅษีทั้งสาม (วาสุเทพฤๅษี สุกทันตฤๅษี และอนุสิสฤๅษี) ที่ช่วยกันวางรากฐานเมืองลำพูน ได้เรียก “นกหัสดีลิงค์” ออกมาจากป่าหิมพานต์ ให้ทำหน้าที่บินไปคาบ “หอยสังข์” (สัญลักษณ์หนึ่งในสี่สวัสดิมงคลของพระนารายณ์หรือวิษณุเทพของฮินดู ประกอบด้วย ดอกบัว สังข์ จักร คทา แทน ดิน น้ำ ลม และไฟ) จากห้วงมหาสมุทร เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างเมืองลำพูน

เหล่าฤๅษีใช้ไม้เท้าขีดเส้นเขตแดนเมืองตามขอบรูปร่างของหอยสังข์นั้น กลายเป็นแผ่นดินที่พูนนูนขึ้นตอนกลางคล้ายกระดองเต่าและมีน้ำล้อมรอบ อันเป็นที่มาของผังเมืองโบราณยุคทวารวดีที่มีอายุเกินพันปีมักมีรูปยาวรีแบบหอยสังข์ซึ่งเชื่อว่าเป็นผังเมืองที่จะทำให้ผู้อาศัยมีความสมบูรณ์พูนสุข

จะเห็นได้ว่า “นกหัสดีลิงค์” ทำหน้าที่เสมือนดั่งทูตสวรรค์ที่ได้นำ “หอยสังข์” จากท้องสมุทรามาสู่ผืนแผ่นดิน มีบทบาทในฐานะผู้กำเนิดฐานรากหรือผู้วางผังเมืองให้แก่หริภุญไชยนคร

แล้วนกหัสดีลิงค์ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีส่งสการศพชาวล้านนาได้อย่างไร? จากทูตที่เคยทำหน้าที่เชื่อมมหาสมุทรเข้ากับแผ่นดิน กลายมาเป็นทูตที่เชื่อมแผ่นดินเข้ากับแผ่นฟ้าด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่?

นิยามและความหมายแห่งนกหัสดีลิงค์

นกหัสดีลิงค์ ปรากฏนามตามภาษาบาลีว่า “หตฺถิลิงฺคสกุโณ” มาจากคำสามคำสมาสกัน สามารถแยกเป็น หัตถี+ลิงค์+สกุโณ

หัตถี หมายถึง ผู้มีมืออันโดดเด่นขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือ งวงของช้าง
ลิงค์ แปลว่า การแสดงเพศ
สกุโณ แปลว่า นก

เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต หัสดิน + ลิงคะ แปลว่า นกที่มีงวงอันโดดเด่น ภาษาไทยใช้ว่า นกหัสดีลิงค์ ชาวล้านนานิยมเรียกชื่อย่อว่า “นกหัส” หรือไม่ก็ “นกงางวง” (ออกสำเนียงลื้อยองเป็น “งาโงง”)
นกหัสดีลิงค์ จากคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท ภาค2 กล่าวว่าเป็นนกขนาดใหญ่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ มีลักษณะผสมของสัตว์สี่ชนิด ดังนี้ ลำตัวเป็นนก ใบหน้าเป็นสิงห์ จะงอยปากเป็นงวงช้างเขี้ยวหน้าเป็นงา มีหางเป็นหงส์ มีพละกำลังดั่งช้างเอราวัณ 3-5 เชือกรวมกัน

เรื่องราวของนกหัสดีลิงค์พบในวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่นนิทานอาหรับราตรี เรียกว่า “นกกินช้าง” โดยวาดภาพประกอบหนังสือเป็นนกยักษ์หน้าตาคล้ายนกอินทรีย์เฉี่ยวเอาช้างไปกินหลายตัว
ส่วนในนิทานชาดกของศาสนาพุทธ ก็มีการกล่าวถึงนกหัสดีลิงค์หลายครั้ง เช่นตอนพระเจ้าอุเทนผู้ทรงบุญญาบารมี ก่อนพระองค์จะประสูตินั้น พระมารดาถูกนกหัสดีลิงค์คาบขณะทรงพระครรภ์แก่โดยบินโฉบเอาไปวางไว้ในระหว่างคาคบไม้ไทร ครั้นพระนางปรบมือร้องตะโกน นกตกใจบินหนีพระนางจึงลงจากคาคบไม้ แล้วประสูติพระโอรสในขณะที่ฝนตกฟ้าร้อง จึงขนานนามพระโอรสว่า อุเทน แปลว่ากึกก้องกัมปนาท

เห็นได้ว่า “นกหัสดีลิงค์” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในศาสนาพุทธและพราหมณ์จนถึงโลกอาหรับ โดยเฉพาะประเทศอินเดียนั้นมีเมืองโบราณหนึ่งชื่อ “หัสดินปุระ” ทำรูปนกหัสดีลิงค์ที่ซุ้มประตูทางเข้าเมือง ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงนิวเดลี

 

การปลงศพด้วยลม
นกแร้ง สู่พิธีส่งสการ

พิธีกรรมปลงศพของทั่วโลก เริ่มจากแนวคิดพื้นฐานเรื่องธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ปลงศพด้วยดิน เป็นการฝังศพด้วยโครงกระดูกมนุษย์นอนเหยียดยาว สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จวบปัจจุบันศาสนาหลักๆ ของโลกยังคงมีวัฒนธรรมการปลงศพด้วยวิธีนี้อยู่ ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ขงจื๊อ

ปลงศพด้วยน้ำ คือการลอยศพในแม่น้ำลำคลอง เริ่มจากศาสนาฮินดูนั่นคือให้พระแม่คงคาอันศักดิ์สิทธิ์ทำหน้าที่ชำระศพให้บริสุทธิ์ ไปจนถึงการลอยเถ้าอังคารใส่หม้อกระดูกของชาวพุทธ

ปลงศพด้วยลม คือการโยนศพขึ้นสู่ฟ้าหรือกลางป่า ให้เหยี่ยวหรือแร้งคาบไปกิน

ปลงศพด้วยไฟ คือการเผาตามคติของพุทธศาสนาให้เกิดการดับสูญซึ่งกายเนื้อ

จะว่าไปคติการปลงศพด้วยลมโดยให้นกเป็นผู้ชำระนี้มีมานานแล้ว เป็นหนึ่งในสี่พิธีกรรมหลักสากลของมนุษยชาติ ในไตรภูมิกถามีการกล่าวถึงการปลงศพด้วยนกใหญ่ ตอนที่พระเถระรูปหนึ่งพรรณนาถึงการเผาศพพระยาในอุตตรกุรุทวีป (ทวีปหนึ่งในสี่ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ อันตั้งอยู่ทางทิศเหนือ) ว่าเมื่อผู้มีบุญญาธิการนั้นตาย

“เขาจึงเอาศพนั้นมาอาบน้ำทากระแจะแลจวงจันทน์น้ำมันอันหอม แลนุ่งผ้าห่มผ้าให้ แล้วประดับด้วยเครื่องถนิมอาภรณ์ แล้วนำศพนั้นไปไว้ในที่แจ้งเพื่อให้นก ซึ่งลางอาจารย์ว่านกหัสดีลิงค์ ลางอาจารย์ว่านกอินทรี ลางอาจารย์ว่านกกด บินมาโฉบเอาศพนั้นไปไว้ในแผ่นดินอื่นเพื่อไม่ให้แผ่นดินอุตตรกุรุสกปรก”

จากข้อความนี้จะเห็นถึงความเชื่อในเรื่องนกหัสดีลิงค์ ว่าเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังมาก สามารถบินไปส่งดวงวิญญาณผู้วายชนม์ถึงสรวงสวรรค์ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมีบุญบารมีของผู้ตายที่มีเหนือนก จึงอยู่บนหลังนกนั้นได้ หากสิ้นชีวิตลงจะมีนกประเภทนี้มาคาบศพไปทิ้งที่อื่นโดยไม่ต้องมีการจัดงานศพในโลกมนุษย์

ในความเป็นจริงยุคโบราณนั้น มีการใช้นกแร้งมาชำระศพ แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลา นกใหญ่ที่ดูมีอิทธิฤทธิ์สามารถส่งวิญญาณของศพสู่สรวงสวรรค์ได้ อันถือว่าเป็นการชำระความบริสุทธิ์ให้แก่แผ่นดินไม่ให้แปดเปื้อน มิให้ศพตกลงสู่พื้นดิน ได้ถูกจำลองด้วยนกหัสดีลิงค์แทน

ความเชื่อเรื่องนกหัสดีลิงค์ในภาคเหนือเริ่มขึ้นอย่างไร ?

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพิธีกรรมปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์เริ่มขึ้นบนแผ่นดินล้านนาตั้งแต่ยุคใด และมีความเก่าแก่ไปถึงยุคหริภุญไชยหรือทวารวดีหรือไม่ ทราบแต่ว่าเริ่มมีแล้วแน่ๆ ในยุคล้านนาตอนปลาย
หนังสือ “พงศาวดารโยนก” กล่าวถึงการสร้างพิมานบุษบกบนหลังนกหัสดีลิงค์ในงานถวายพระเพลิงศพนางพระญาวิสุทธิเทวี กษัตรีย์แห่งราชวงศ์มังรายผู้ครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย ราวปี พ.ศ. 2121 ซึ่งเป็นยุคที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว ถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกที่กล่าวถึงนกหัสดีลิงค์ในล้านนา

“จุลศักราช 940 ปีขาล สัมฤทธิศก เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ…..นางพระญาวิสุทธิเทวี….ตนนั่งเมืองนครพิงค์…ถึงสวรรคต พระญาแสนหลวงจึงแต่งการพระศพ….ทำเป็นวิมานบุษบกตั้งอยู่บนหลัง….นกหัสดินทร์ตัวใหญ่….แล้วฉุดลากไปด้วยแรงช้างคชสาร……ชาวบ้าน ชาวเมืองเดินตามไป…..เจาะกำแพงเมืองออกไปทางทุ่งวัดโลกโมฬี….และทำการถวายพระเพลิง ณ ที่นั้น…..เผาทั้งรูปปนกหัสฯและวิมานบุษบกนั้นด้วย….. ”

ด้วยเหตุที่พระนางวิสุทธิเทวีปกครองล้านนาภายใต้การบังคับบัญชาของพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า ทำให้นักวิชาการบางท่านเห็นว่าประเพณีนี้อาจถูกนำมาสถาปนาในล้านนาโดยพม่าหรือไม่ เมื่อศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกชั้นพบว่าพม่ารับวัฒนธรรมส่วนใหญ่มาจากชาวมอญอีกทีหนึ่ง

แต่ที่น่าสงสัยก็คือในปัจจุบันทั้งชาวมอญ (หงสาวดี) และชาวพม่าในเมืองสำคัญๆ กลับไม่ปรากฏว่ามีพิธีการทำศพด้วยนกหัสดีลิงค์อีกต่อไป (อาจถูกตัดตอนไปแล้วในยุคล่าอาณานิคม?) ยกเว้นแต่คำบอกเล่าของปราชญ์ชาวมอญบ้านเกราะเกร็ดนนทบุรี ที่บอกว่าคนเฒ่าคนแก่เคยเล่าถึงพิธีลากปราสาทศพนกหัสดีลิงค์เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันพิธีนี้ก็ยกเลิกไปแล้วเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบกับทางกรุงศรีอยุธยา เมื่อ 400 ปีก่อนได้พบคำว่า เมรุเผาศพ ขึ้น (เมรุแทนสัญักษณ์ของเขาพระสุเมรุ) ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ราว พ.ศ. 2181 ว่ามีการสร้างวิมานขนาดใหญ่กลางนคราเพื่อเป็นที่ถวายพระเพลิงศพกษัตริย์เป็นการเฉพาะ อันเป็นรูปแบบที่จำลองมาจากปราสาทหินนครวัด ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยามีความสัมพันธ์กับทางขอมมากกว่ามอญ จึงไม่ปรากฏเรื่องราวของนกหัสดีลิงค์

นกสักกะไดลิงค์
จากเชียงรุ้งสู่ทุ่งศรีเมือง

พิธีส่งสการศพด้วยนกหัสดีลิงค์ในล้านนามีธรรมเนียมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระนางเจ้าวิสุทธิเทวี เคียงคู่ขนานกับรัฐหลายรัฐในสายตระกูล “ล้านนา-ล้านช้าง” อาทิ รัฐฉาน และเชียงตุงในพม่า เมืองหลวงพระบาง เมืองจำปาสัก ในลาว

ข้อสำคัญยังพบพิธีกรรมนี้ที่อำเภอทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเจ้านายสืบเชื้อสายมาจากเมืองเชียงรุ้ง (เชียงรุ่ง) ในสิบสองปันนา

ตำนานการทำศพด้วยนกสักกะไดลิงค์ฉบับทุ่งศรีเมืองกล่าวว่า

“มีนครหนึ่งชื่อนครเชียงรุ้งตักศิลา พระเจ้าแผ่นดินถึงแก่สวรรคต พระมเหสีนำพระบรมศพแห่แหนไปถวายพระเพลิงนอกเมือง นกสักกะไดลิงค์ บินจากป่าหิมพานต์มาเห็นเข้าจึงได้โฉบลงแย่งพระศพ พระมเหสีให้หาคนที่จะสู้นกแย่งเอาพระศพคืน ในที่สุดมีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ เจ้านางสีดา เป็นบุตรีของมหาราชครู อาสาต่อสู้นก เจ้านางสีดามีวิชายิงศรเป็นเยี่ยม ได้ใช้ศรยิงถูกนกใหญ่ตกลงมาถึงแก่ความตาย พระมเหสีจึงให้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของกษัตริย์พร้อมนกใหญ่ จนกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับเจ้านายเชื้อสายจำปาสักว่า เมื่อถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ให้ทำพระเมรุรูปนกสักกะไดลิงค์ประกอบหอแก้วแล้วเชิญศพขึ้นตั้ง ชักลากออกไปบำเพ็ญพระกุศลครบถ้วน 3 วันจึงเผา ก่อนเผาต้องมีพิธีฆ่านก แล้วเผาทั้งศพทั้งนก”

พิธีปลงศพด้วยนกสักกะไดลิงค์ที่อุบลราชธานีในอดีตนั้นมีความหรูหราอลังการมาก นั่นคือต้องชักลากปราสาทศพออกไปบำเพ็ญกุศลกลางท้องทุ่งศรีเมืองเป็นเวลา 3 ถึง 5 วันจึงจะเผา

เจ้าภาพต้องจัดโรงทานไว้ตลอดงานสำหรับคนที่มาร่วมงานพิธีฆ่านก ผู้ฆ่าต้องเป็นนางทรงที่สืบสกุลจากเจ้านางสีดา ซึ่งมีการสืบทอดเชื้อสายกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ก่อนมีพิธีฆ่านก เจ้าภาพจะจัดพิธีทอดผ้าบังสุกุลตามพุทธศาสนาเสียก่อน หลังจากเผานกและเมรุแล้ว คืนนั้นจะมีมหรสพสมโภชอัฐิไปด้วย รุ่งเช้าเก็บอัฐิและอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย แล้วนำอัฐิไปก่อธาตุบรรจุต่อไป

เมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ปกครองเมืองอุบล ได้มาร่วมงานประเพณีนี้ เห็นว่าเป็นการแข่งบารมีกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามที่มีการเผาพระบรมศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพเจ้านายที่ทุ่งศรีเมืองเสีย จากนั้นแนวความคิดรวมศูนย์อำนาจดังกล่าวได้แพร่หลายนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ในการออกคำสั่งให้ยกเลิกพิธีปลงศพเจ้านายด้วยนกหัสดีลิงค์บนแผ่นดินล้านนาทั่วทุกเมืองอีกเช่นกัน

ด้วยเหตุผลที่ว่าอาณาจักรล้านนาและล้านช้างฟากตะวันตกของแม่น้ำโขงถูกรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับราชอาณาจักรสยามแล้ว ดังนั้นจึงมีพระมหากษัตริย์ได้เพียงหนึ่งเดียว ทางรัฐบาลสยามเกรงว่าหากปล่อยให้มีพิธีถวายพระเพลิงศพเจ้านายบนปราสาทนกหัสดีลิงค์ซึ่งมีความสง่างาม ยิ่งใหญ่สมฐานะบารมีต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นการแข่งขันกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงของกษัตริย์ราชวงศ์จักรี

การเมืองเรื่องปราสาทศพนกหัสดีลิงค์

แม้กระนั้นชาวล้านนาและชาวอุบลยังขออนุโลมให้ได้จัดพิธีดังกล่าวสำหรับพิธีศพของพระเถระชั้นผู้ใหญ่บ้าง เพื่อมิให้ประเพณีนี้สูญหายไป เฉพาะการลากจูงศพนั้น ต้องใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านแบบโบราณ ด้านล่างของปราสาทไม่มีล้อและกลไกขับเคลื่อน แต่ใช้ต้นมะพร้าวสองต้นเป็นส่วนฐานลากแทนล้อรถ ต้องใช้แรงงานคนในการบังคับการเลี้ยว และใช้ไม้พลองในการงัดต้นมะพร้าว ให้ไปตามทิศทางที่จะเลี้ยวด้วยความยากลำบากยิ่ง แต่การลากจูงสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของวิถีชาวบ้านอย่างแท้จริง

ภาพของประชาชนนับหมื่นที่แห่เข้าร่วมขบวนลากจูงปราสาทศพนกหัสดีลิงค์ของพระเถระผู้ใหญ่ จากวัดเคลื่อนไปตามท้องถนนสู่เมรุเผาศพในแผ่นดินล้านนานั้น กว่าจะมีให้เห็นประปรายสักครั้งจึงยากแสนเข็ญ เหตุเพราะภาครัฐและการเมืองได้เข้ามาอุปถัมภ์การจัดพิธีกรรมนี้ เพื่อจะได้กลั่นกรองพิจารณาเห็นชอบอนุญาตให้จัดได้เฉพาะพระเถระที่ทรงคุณธรรมเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความรู้ในพระปริยัติแตกฉานเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตนบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา แต่ถูกสยามมองว่าเป็น “กบฏผีบุญ” ทั้งหลายเช่นครูบาเจ้าศรีวิชัย จะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดพิธีศพด้วยปราสาทนกหัสดีลิงค์

แม้รัฐบาลจะมีส่วนช่วยให้พิธีกรรมส่งสการศพด้วยนกหัสดีลิงค์นี้ยังดำรงอยู่ หากแต่ในแง่หนึ่งนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า ภาคการเมืองได้พยายามใช้พิธีกรรมนี้เป็นเวทีการกดข่มและขีดวงล้อมกรอบทางประเพณีของคนในท้องถิ่นไว้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันไม่มี “เจ้านาย” องค์ไหนของทางล้านนาและเมืองอุบลราชธานี มีสิทธิ์ได้รับเกียรติอันสูงส่ง ในการปลงศพด้วยปราสาทนกหัสดีลิงค์อีกต่อไปแล้ว แต่หากไม่ช่วยกันรักษา “พื้นที่” อนุรักษ์พิธีกรรมนี้ไว้เมื่อพระสงฆ์ผู้หลักผู้ใหญ่ถึงแก่มรณภาพ คนในท้องถิ่นก็จะขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ ในแง่ของการผลิตซ้ำอุดมการณ์ความเชื่อที่ว่าพวกตนต่างสืบเชื้อสายมาจากกลุ่ม “ล้านนา-ล้านช้าง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน