bg-single

คำ ผกา | โหนอันดับ

20.08.2019

ฉันเป็นคนที่ไม่เข้าใจเรื่อง ranking หรือการจัดอันดับมหาวิทยาลัยอะไรนัก

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามันไม่สำคัญเช่นเดียวกับการวัดผล วัดความสำเร็จ

ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ที่จำเป็นต้องมีค่ากลางๆ พอให้เรารู้ว่าเราอยู่ ณ จุดไหนบนโลกใบนี้เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ บนโลกใบนี้

และหากเราอยากพัฒนาขีดความสามารถและการแข่งขันของเรา เราจะเลือกพัฒนาหรือปรับปรุงอะไรก่อน

จะไปสร้างแต้มเก็บคะแนนเพิ่มได้ที่ไหนบ้างจากตัวชี้วัดของแต่ละสำนักที่กระทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัย

แล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้อีกนั่นแหละว่าในโลกใบนี้ก็มีมหาวิทยาลัยระดับเวิร์ลด์คลาส ระดับไอวี่ลีก มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่มีอายุเป็นร้อยเป็นพันปี สะสมชื่อเสียง สร้างศิษย์เก่าผู้มากความสามารถ มีคุณูปการต่อโลกใบนี้มานับคนไม่ถ้วน ผลิตนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลคนแล้วคนเล่า

มหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีกของสหรัฐอเมริกาทั้งหมดก็ได้ชื่อว่า ทั้งค่าเทอมแพง ทั้งเข้ายาก ใครจบจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็พกสถานะชนชั้นนำติดตัวไปโดยปริยาย

ชื่อชั้นของมหาวิทยาลัยที่จบมาจึงบอกไปได้ถึงกำพืดของครอบครัวว่า ยากดีมีจนแค่ไหนอย่างไร

ส่วนในสังคมไทยย้อนไปสักร้อยปีก่อนที่มีคนได้เรียนหนังสือไม่ถึงร้อยละ 20 ของจำนวนประชากร ไม่ต้องพูดว่ามีกี่คนได้ไปเรียนถึงมหาวิทยาลัย และไม่ต้องพูดว่ามีกี่คนได้ไปเรียนถึงต่างประเทศ

การศึกษา ใบปริญญา และการไปเรียน “เมืองนอก” จึงกลายเป็นสถานะทางชนชั้นที่สำคัญยิ่ง

พระเอก นางเอกในนิยายพาฝันของไทยเกือบทั้งหมดจึงต้องเป็น “นักเรียนนอก”

และเป็นนักเรียนนอกแบบไม่ต้องระบุหรอกว่า ไปประเทศไหน เรียนมหาวิทยาลัยอะไร ขอแค่ให้ผ่านเมืองนอกเท่านั้นแหละ จบข่าว แปลว่าดี แปลว่ารวย (ในการรับรู้ของคนอ่านนิยาย)

ชนชั้นนำในยุคแรกที่ไปเรียน “เมืองนอก” จบกลับมาส่วนหนึ่งก็เข้าไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง พูดให้หยาบๆ ก็คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยในยุคตั้งต้นก็ล้วนเป็นลูกหลานคนร่ำรวย และอีลิตไทย ที่มีปัญญาส่งเสียให้เรียนหนังสือและหรือสามารถเข้าถึงโอกาสในการได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่างประเทศ

การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐจึงไม่ใช่แค่ “อาชีพ” เพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่หมายถึงเกียรติยศของครอบครัว และหมายถึงการมีชีวิตทางสังคมอันผูกพันอยู่กับชนชั้นระดับบนของสังคมไทย

ในกาลต่อมาที่คนเหล่านี้มี “ลูกศิษย์” ถามว่า ลูกหลานของคนกลุ่มไหนที่จะได้เข้าโรงเรียนที่ดีพอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ก็ย่อมเป็นลูกหลานของคนชั้น “บนบน” หรือแม้กระทั่งชนชั้นสูง

ดังนี้ มหาวิทยาลัยระดับนำของประเทศไทยจึงเป็นสถานที่อันถักทอเครือข่ายของชนชั้นนำแผ่ขยายไปทั้งแนวราบและแนวดิ่งออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

มันจึงเป็นทั้งสถานการศึกษาที่รวมคนเป็นเลิศทั้งในด้านสถานะทางสังคม, เศรษฐกิจ, สติปัญญา, องค์ความรู้สมัยใหม่ และมีพื้นที่เล็กๆ สำหรับให้ลูกหลานคนจน คนชั้นล่าง คนจากชนบทอันมีสถานะ “ช้างเผือก” ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นี้

ผ่านการมอบทุนการศึกษา (อันพ่วงมากับสำนึกกตัญญูรู้คุณ) มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยจึงทำหน้าที่เสมือนว่าได้ accommodate คนข้ามชนชั้น ทำให้ลูกหลานคนจนจำนวนหนึ่งได้กลายมาเป็นคนชั้นกลาง สะสมต้นทุนทางวัฒนธรรม สังคม วิสาสะกับชนชั้นนำในฐานะเพื่อน ในฐานะอาจารย์ ลูกศิษย์

จนวันหนึ่งคนเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในชนชั้นนำ และหลายต่อหลายคนในจำนวนนี้ก็จะกลายเป็นพีอาร์ของชนชั้นนำเก่าที่จะบอกว่า

“การกีดกันทางชนชั้นไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย ดูชั้นสิ ลูกชาวนาแท้ๆ แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ กตัญญู ฉันยังกลายมาเป็นหนึ่งในชนชั้นนำกับเขาได้เลย”

จะบอกว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเท่านั้นก็เห็นจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะทุกมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก (มหาวิทยาลัยท็อปไฟว์ หรือท็อปทรีของแต่ละประเทศ) ก็ล้วนมีฟังก์ชั่นนี้อยู่ทั้งสิ้น นั่นคือฟังก์ชั่นว่าด้วยการสร้างเครือข่ายแห่งความเป็นชนชั้นนำให้สืบเนื่องต่อไปอย่างไม่ขาดสาย

แต่สิ่งที่อาจจะแตกต่างออกไปคือ มหาวิทยาลัยท็อปไฟว์ หรือท็อปทรีของประเทศอย่างอังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ (ยกตัวอย่างประเทศเหล่านี้เพราะสะท้อนความเป็นอีลิตได้ชัดเจนดี) นั้น นอกจากจะเป็นแหล่งรวมหัวกะทิแท้ๆ แหล่งสร้างชนชั้นนำ มีพลังแห่งการถักทอเครือข่ายทางสังคมที่มีพลังในทางการเมือง เศรษฐกิจ ทรงอิทธิพลในระบบราชการ

มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีพลังทาง “วิชาการ” อยู่จริง และจับต้องได้

เมื่อจัดอันดับ ranking มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็จะอยู่ในอันดับต้นๆ แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการในแขนงใดแขนงหนึ่งอยู่เสมอ

อันสวนทางกับความเป็นไปของมหาวิทยาลัยไทยที่ต่ำว่าสองร้อยลงมาทั้งสิ้น

ความน่าขันเกี่ยวกับการทำ ranking ทั้งหลายทั้งปวงก็คือ มหาวิทยาลัยที่เป็นเลิศจริงๆ เงินหนาจริงๆ เป็นแหล่งดึงดูดนักวิชาการเก่งๆ จากทั้งโลกเข้าไปทำงานได้จริง เป็นสถานการศึกษาอันคนหัวกะทิทั้งหลายอยากไปเรียนจริงๆ ต่างไม่มีความจำเป็นต้องแคร์กับ ranking เหล่านี้

เพราะเขาตั้งใจสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการจาก passion ที่มีต่อ “วิชาการ” ไม่ได้ตั้งใจสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการเพราะต้องการเก็บแต้มเพื่อไต่อันดับใน ranking

ในทางกลับกัน มหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรืออยากไต่อันดับเอามากๆ แทนที่จะลืมเรื่อง ranking แล้วหันมาจริงจังกับคำว่า “โลกวิชาการ” หรือ “งานวิชาการ” กลับต้องมาลงเอยด้วยการหมกมุ่นกับการสร้าง “ผลงาน” เพื่อเก็บแต้มทำ ranking

ฝ่ายผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้งหลาย แทนที่จะดูว่าทำงานวิชาการอย่างไรให้โลกวิชาการในสถาบันการศึกษาของตัวเองมันเจ๋ง มันแกร่ง

กลับต้องมานั่งไล่ดูว่า งานวิจัยแบบไหนที่องค์กรทำ ranking จะให้คะแนนสูงสุด แล้วก็ไปวิ่งไล่ทำคะแนนเก็บตามนั้น

สุดท้าย ranking ก็ไม่ขึ้น งานวิชาการเจ๋งๆ ก็ไม่เกิด แถมยังไม่เคยมานั่งตั้งคำถามกันจริงๆ จังๆ ว่า ความเจ๋งทางวิชาการ ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมหาวิทยาลัยมีอิสระทางวิชาการ และเป็นเอกเทศจากอำนาจรัฐ พูดง่ายๆ มหาวิทยาลัยจะเจ๋งไม่ได้ถ้าไม่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นขบถอยู่เลย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยไทยและยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาคือนอกจากจะไม่มีจิตวิญาณแห่งการขบถยังสมาทานแนวคิดสังคมจารีตซึ่งโดยแก่นสารของมันเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหา ความรู้อันจะก่อให้เกิดปัญญา เช่น การสอนให้เชื่อ สอนให้เชื่องมากกว่าจะสอนให้ตั้งคำถาม

เมื่อเป็นเช่นนี้ มหาวิทยาลัยไทยจึงมีความสามารถแค่สอนให้คนมีความรู้และทักษะพอที่จะทำงานได้

และเก่งมากในการผลิตคนให้เป็นพลเมืองที่ว่านอนสอนง่ายของรัฐ สืบทอดค่านิยมแบบไทยๆ ทั้งเรื่องระบบอาวุโส, ระบอบอุปถัมภ์, ความเจ้ายศเจ้าอย่าง, ชอบงานพิธีการ, บ้าเครื่องแบบ ยูนิฟอร์ม

ผูกคุณค่าและอัตลักษณ์ของตัวเองไปกับสถาบันการศึกษา

จบมหาวิทยาลัยไปกี่ปีๆ ก็ยังนิยามตัวเองจากการเป็นศิษย์เก่าที่นั่นที่นี่ รุ่นนั้นรุ่นนี้ ได้ทุนนี้ทุนนั้น ราวกับว่าไม่มีความสำเร็จอะไรในชีวิตอีกแล้วหลังจากจบจากมหาวิทยาลัย

อาการหนักขึ้นไปอีก เมื่อได้มีโอกาสไปเรียนในมหาวิทยัยที่พอจะติดอันดับโลกกับเขาบ้างก็ยิ่งบ้ายศบ้าศักดิ์ บ้าสถาบันมหาวิทยาลัย จะจบมาแล้วอีกกี่ปีๆ ก็ยังเที่ยวพร่ำแนะนำว่า ผม/ดิฉันจบมาจากที่นี่ที่นั่น

บ้าหนักขึ้นอีกต้องใส่ตัวนำหน้าชื่อเป็นยศ เป็นตำแหน่ง เป็น ดร. แบบไม่ให้ตกหล่น เรียกชื่อเฉยๆ ก็ไม่ได้ ต้องเรียกด๊อกเตอร์นำทุกครั้ง ต้องเรียกท่านโปรเฟสเซอร์นำอยู่ตลอดเวลา

ฉันพยายามบอกน้องๆ บอกเพื่อนๆ หลายๆ คนที่เป็นบุคคลสาธารณะ อย่าเที่ยวไปพูด ไปเขียน ไปอวดว่าตัวเองจบอะไร จากมหาวิทยาลัยอันดับไหนของโลกให้มันมากนัก เพราะถ้าคนเขาเห็นว่าเราเก่ง เขาไปสืบหาเองว่าเราจบอะไรมา หรือบอกอย่างเป็นกลางๆ เท่าที่จำเป็น อย่าได้เที่ยวไปเขียนบอกสื่อว่า จบนั่น จบนี่ จากมหาวิทยาลัยอันดับนั้นอันดับนี้ของโลก มันตลก มันสะเหล่อ

เพราะการที่คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานขนาดเป็นที่รู้จัก หรือได้ลงหมุดหมายแห่งการขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับสังคม สิ่งนี้ยิ่งใหญ่กว่า ranking มหาวิทยาลัยที่คุณจบมาเสียอีก

และมหาวิทยาลัยเขาต้องเป็นฝ่ายโหนความสำเร็จของคุณ ไม่ใช่ตัวคุณต้องไปโหนชื่อเสียงหรือ ranking มหาวิทยาลัยมาโปรโมตตัวเอง

ดังนั้น ใครก็ตามที่เที่ยวไปหยิบเรื่องอันดับมหาวิทยาลัยมาข่ม มาบลั๊ฟฟ์ มาดิสเครดิตคนอื่น จึงสันนิษฐานว่าเขาคนนั้นคงเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรในชีวิตนักจึงมีปมด้อย ต้องไปกลับไปโหน ranking มหาวิทยาลัยอันเกิดจากผลงานใครบ้างก็ไม่รู้

อ้อ ฝากบอกคนที่หมกมุ่นเรื่อง ranking มหาวิทยาลัยแล้วเอาเรื่องนี้มาดิสเครดิตนักการเมือง ฉันก็คงต้องบอกว่า คนที่เขารู้ความเขาไม่ได้ชื่นชมนักการเมืองที่วุฒิการศึกษา เขาชื่นชมนักการเมืองที่ทำงานเป็นปากเป็นเสียง และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เคารพประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจทางการเมือง

เรียบๆ ง่ายๆ แค่นั้นเอง – นะจ๊ะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี