bg-single

แพทย์ พิจิตร : ว่าด้วยมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

08.05.2017

คราวที่แล้วผู้เขียนสัญญาว่าจะเขียนเกี่ยวกับข้อสังเกตของของ Sir David Keir ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ผู้เขียนตำรา “The Constitutional History of Modern Britain” (1938) ที่มีต่อเงื่อนไขความจำเป็นในการบริหารพระราชภาระ (หน้าที่) ของสถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษ

แต่ต้องขอพักไว้ก่อนเพราะมีประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่อยากจะนำเสนอให้สังคมได้ขบคิด

ประเด็นที่ว่านี้คือ มาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

 

หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2557 ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทย” ในหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 5 (พตส.5) ที่สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง ปัญหาบ้านเมืองที่ตกหล่มหรือตกหลุม ประการหนึ่งคือ การอ่านรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่รู้จะให้ทำอย่างไร ถูกหรือผิด

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า

“โจทย์อย่างนี้เป็นร้อยข้อ อีกทั้งตั้งแต่มีการชุมนุม จนกระทั่งเกิด คสช. มีความชุลมุนที่มีสาเหตุมาจากความไม่แน่ใจว่า จะหาทางออกให้ประเทศอย่างไร หรือคิดออก แต่ไม่แน่ใจว่าทางออกผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อไม่แน่ใจจึงไม่มีใครกล้าเดิน ตัวอย่าง สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยุบสภา จนกระทั่งมีกฤษฎีกายุบสภาก็ยังมีเสียงเรียกร้องว่าให้ลาออก แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์บอกว่าลาออกไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบังคับไว้ว่าให้รักษาการ และพูดประโยคคลาสสิค “ถ้าออกได้ แล้วไม่ผิด ก็ยินดีทำ” ซึ่งผมไม่รู้ว่าได้หรือไม่ได้ แต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยุบสภาเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ผมเป็นรองนายกฯ รักษาการ และต่อมายื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2549 ไม่มีใครบอกว่าออกไม่ได้ และก่อนหน้านั้นก็มีคนออกมาแล้ว แต่ตรงนี้ต่างกับการที่นายกฯ ลาออก จึงเกิดคำถามตามมาว่าทำได้หรือไม่ได้”

“เมื่อไปถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็เลี่ยงไปหมด เพราะไม่มีใครกล้าตอบได้”

 

มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ พ.ศ.2540 และฉบับ พ.ศ.2550 ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ร้อยข้อข้างต้น

เพราะมาตรา 7 ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการเมืองไทยในช่วง พ.ศ.2549 ที่ลงเอยด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 และต่อมาจวบจนถึงวิกฤตการเมืองหลังจากนั้นที่ลงเอยด้วยรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557

โดยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับมีเนื้อความดังนี้คือ

“ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีเนื้อหาไม่ต่างจากมาตรา 7!

แต่ก่อนที่จะลงเอยเป็นมาตรา 5 ที่ไม่ต่างจากมาตรา 7 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ (2559) ได้ร่างมาตรา 5 ไว้ดังนี้คือ

“รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระเพื่อวินิจฉัย ในการประชุมร่วมตามวรรคสาม ให้ที่ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมแต่ละคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด ให้ที่ประชุมร่วมประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่มีอยู่ การวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”

การกำหนดให้มีคณะบุคคลที่ทำหน้าที่วินิจฉัยดังกล่าวน่าจะมาจากเหตุผลที่ต้องการแก้ “โจทย์ร้อยข้อ” โดยกำหนดให้มี “เจ้าภาพ” เพื่อเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากการที่จะต้องเข้าไปพัวพันยุ่งเกี่ยวในปัญหาความยุ่งยากทางการเมือง ดังที่เคยเกิดขึ้นในกรณีการอ้างมาตรา 7 เพื่อ “ขอนายกฯ พระราชทาน” หรือกรณีที่ต้องมีการตัดสินประเด็นความขัดแย้งรุนแรงอื่นๆ ในทางการเมืองที่ต้องมีการตีความประเพณีการปกครองและมีการลงพระปรมาภิไธยตามมา

ขณะเดียวกัน แม้ว่าการกำหนดให้คณะบุคคลรับผิดชอบทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดในประเด็นการใช้ “มาตรา 5” (ในร่างฉบับประชามติ) จะช่วยแก้ปัญหาที่เคยมีมาเกี่ยวกับ “มาตรา 7” และเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากการที่จะต้องเข้าไปพัวพันยุ่งเกี่ยวในปัญหาความยุ่งยากทางการเมือง

 

แต่ถ้าพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่า การให้มีคณะบุคคลทำหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าวเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากการที่จะต้องเข้าไปพัวพันยุ่งเกี่ยวในปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองนั้นเป็นการลดทอนพระราชวินิจฉัยในการตีความประเพณีการปกครองที่ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้พระราชอำนาจของพระองค์ด้วยในเวลาเดียวกัน

ในแง่หนึ่ง คำวินิจฉัยตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับมาตรา 5 ของคณะบุคคลดังกล่าวย่อมหมายถึงพระมหากษัตริย์ย่อมต้องทรงใช้พระราชอำนาจตามคำวินิจฉัยนั้น ซึ่งในแง่หนึ่ง จะส่งผลให้ภาพของความเป็นระบอบการปกครอง “พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” มีความชัดเจนและเป็นจริง ที่นัยและความของประเพณีการปกครองตามรัฐธรรมนูญถูกตีความและชี้ขาดโดยคณะบุคคล

ขณะเดียวกัน เราอาจจะตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่า ถ้าหากข้อพิพาทขัดแย้งเป็นวิกฤตร้ายแรง การตัดสินของประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะบุคคลที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 จะมีประสิทธิภาพ ความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไปในสังคมได้เกี่ยวกับประเพณีการปกครองของไทยได้มากน้อยเพียงไร เมื่อเทียบกับพระราชวินิจฉัยตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับมาตรา 5 โดยองค์พระมหากษัตริย์?

ประเด็นอยู่ที่ว่า ในการออกแบบมาตราในลักษณะนี้ในรัฐธรรมนูญ เราจะให้ “ใคร” เป็นผู้แบกภาระดังกล่าวนี้?

เอกบุคคล (the One) องค์พระมหากษัตริย์ หรือคณะบุคคล (the Few) อันได้แก่บุคคลในตำแหน่งต่างๆ ข้างต้น

 

แต่กระนั้น การให้เป็นพระราชวินิจฉัยในการใช้พระราชอำนาจภายใต้มาตรา 5 ขององค์พระมหากษัตริย์ก็ไม่จำเป็นจะต้องหมายความว่า พระราชวินิจฉัยของพระองค์จะเป็นสิ่งที่อยู่ “เหนือหรือนอก” รัฐธรรมนูญหรือ “ตามอำเภอใจ”

ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงให้ไว้ในวันที่ 25 เมษายน 2549 ดังความตอนหนึ่งว่า

“…ซึ่งขอยืนยัน ยืนยันว่า มาตรา 7 นั้น ไม่ได้หมายถึงให้มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 นั้น พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำ เขาจะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเกิน ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย… แต่ครั้งนี้ (กรณีวิกฤตการเมือง พ.ศ.2549/ผู้เขียน) ก็เขาจะให้ทำอะไรผิด ผิดรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนบอกก็ไม่ทราบนะ แต่ว่าข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าผิด…ฉะนั้นก็ขอให้ช่วยปฏิบัติอะไร คิดอะไร ไม่ให้ผิดกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นสิ่งที่เป็นอุปสรรคและมีความเจริญรุ่งเรืองได้ ขอขอบใจท่าน”

แต่ขณะเดียวกัน ผู้เขียนเห็นว่า สาธารณชนก็ควรพึงตระหนักไว้ด้วยว่า แม้ว่าจะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ที่รัฐธรรมนูญก็จะต้องไม่ขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญด้วย

ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพและความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระราชวินิจฉัยตัดสินชี้ขาดในการใช้พระราชอำนาจและการใช้พระราชอำนาจตามพระราชวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์ก็ขึ้นอยู่กับพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชสมัยด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง