bg-single

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ | อนาคตการเมืองไทยหลังการขยับครั้งใหม่ของทักษิณ

26.02.2021

ในที่สุดแอพพลิเคชั่น “คลับเฮาส์” ก็เป็นพื้นที่ใหม่ของการสื่อสารทางการเมืองตามที่คาดไว้สัปดาห์ที่แล้วจริงๆ เพราะไม่เพียงปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล จะปรากฏตัวโดยมีผู้ติดตาม 150,000-250,000 ในเวลาแค่เจ็ดวัน การพูดในคลับเฮาส์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ครั้งแรกก็มีผู้ฟังพร้อมกันเกือบแสนคน

ตรงข้ามกับทวิตเตอร์ที่สั้น, เร็ว และระบุตัวตนไม่ได้จนแพร่หลายเพราะเป็นการสื่อสารที่ทุกคนแทบจะเท่ากัน คลับเฮาส์ยาว, เนิบ และรู้ว่าใครเป็นใครจนความตรงไปตรงมาและความต่อเนื่องเป็นเสน่ห์ให้คนใช้แอพพ์นี้มากที่สุด ต่อให้จะเป็นเรื่องที่คุยกันยาวๆ ได้ยากอย่างเรื่องการเมืองก็ตาม

ปวินเคยโพสต์ถึงการเข้าไปในคลับเฮาส์แล้วถูกวู้ดดี้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง และเมื่อคำนึงถึงกรอบกฎหมายหรือ “ขั้ว” การเมืองที่ต่างกัน การสนทนาแบบนี้แทบไม่มีทางเป็นไปได้

คลับเฮาส์จึงเป็นแอพพ์ที่ทำให้เกิดบทสนทนาซึ่งสันติและอารยะกว่าทวิตเตอร์หรือเฟซซึ่งเอื้อให้คนโพสต์ด่าแข่งกัน


การปรากฏตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ทำให้คนทั้งประเทศฮือฮา และดราม่าในเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์ก็ลามจนข้อมูลผิดและถูกเพ่นพ่านต่อไปอีก

ทั้งหมดนี้ยิ่งยืนยันว่าพลังของคลับเฮาส์คือการฟัง, ร่วมพูดคุย และมีบทสนทนาจริงๆ กับคนที่ระบุตัวตนได้จนทุกคนระวังตัวและใช้สติก่อนพูดออกมา

ทักษิณเป็นอดีตนายกฯ ไม่กี่คนที่พูดแล้วมีคนอยากฟัง และถึงแม้ประเทศไทยจะมีนายกฯ และอดีตนายกฯ ที่ยังอยู่อีกหลายคน คนที่พูดแล้วสังคมอยากรู้ว่าพูดอะไรมีไม่มาก ยิ่งพูดแล้วคนฟังเท่าทักษิณยิ่งมีน้อย ไม่ต้องพูดถึงความกล้าพูดในโซเชียลที่เปิดโอกาสให้ทุกคนถามตรงๆ แบบทักษิณทำ

เพื่อป้องกันไม่ให้คนจับประเด็นผิดไปขยายความตามอำเภอใจ คำว่าทักษิณเป็นอดีตนายกฯ ที่พูดแล้วมีคนฟังไม่ได้แปลว่าทักษิณพูดถูกหรือพูดดีไปหมด

แต่เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงว่าอดีตนายกฯ คนนี้พูดแล้วมีคนอยากรู้ว่าพูดอะไรมากกว่านายกฯ หรืออดีตนายกฯ คนอื่นจริงๆ อย่างน้อยในเชิงปริมาณ

ประเด็นที่ทักษิณพูดในคลับเฮาส์คือเศรษฐกิจ พูดตรงๆ คือการก่อรูป (Formation) ของนโยบายเศรษฐกิจยุคทักษิณเป็นนายกฯ ปี 2544-2549 หรือยุคยิ่งลักษณ์ที่ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ปี 2554-2557 แต่ประเด็นที่ฮือฮาในโซเชียลกว่าคือคำถามของ “คนรุ่นใหม่” เรื่อง 112 และกรือเซะ-ตากใบ

การเสียชีวิตของคนมลายูมุสลิมเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยพึงเรียนรู้เหมือนการฆ่าหมู่ 6 ตุลาคม 2519 หรือปราบคนเสื้อแดงปี 2553 แต่ก็เหมือนทุกเรื่องที่ชื่อทักษิณเกี่ยวข้อง “โซเชียล” ถกเรื่องนี้โดยประเด็นเรียวแคบแค่ “ด่าทักษิณ” หรือ “ป้องทักษิณ” จนเหลือแค่การโจมตีทางการเมืองอย่างไม่ควรเป็น

สำหรับคนที่สนใจเรื่องกรือเซะและตากใบจริงๆ ไม่ใช่แค่เพื่อด่าหรืออวย กรือเซะ-ตากใบคือความรุนแรงโดยรัฐต่อคนมลายูมุสลิมที่เกิดขึ้นในปี 2547 โดยคนจำนวนมากสนับสนุนหรือไม่คัดค้าน การสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้จึงต้องพูดถึงปัญหาทั้งสามระดับ จะแค่ด่าหรืออวยคงไม่พอ

พูดแบบสั้นที่สุด สังคมไทยช่วงก่อนเหตุกรือเซะ-ตากใบ เป็นเหมือนสังคมอื่นทั่วโลกในยุคหลัง 9/11 ที่ภาพเครื่องบินกลุ่มก่อการร้ายชนตึกเวิลด์เทรดที่สหรัฐเป็นเหมือน Simulacrum ที่ทำให้เชื่อว่าโลกมีผู้ก่อการร้ายรอทำลายทุกประเทศ จากนั้นความเชื่อว่าอิสลามคือผู้ก่อการร้ายของโลกก็ตามมา

สังคมไทยก่อนปี 2547 เป็นสังคมที่โจมตี “ทนายสมชาย” ซึ่งเป็นทนายสิทธิว่าเป็น “ทนายโจร” เพียงเพราะว่าความให้คนสามจังหวัดซึ่งรัฐยัดคดี “ผู้ก่อการร้าย”, เป็นประเทศที่สื่อพูดถึงคนสามจังหวัดด้วยคำว่า “โจรใต้” และเป็นประเทศที่คนเชื่อเมื่อรัฐบอกว่าทนายสมชายถูกอุ้มหายด้วยเรื่องส่วนตัว

ทักษิณไม่ได้ใช้คลับเฮาส์เพื่อพูดเรื่องกรือเซะ-ตากใบ แต่ “คนรุ่นใหม่” ในคลับเฮาส์ถามเรื่องนี้โดยไม่เคยมีอดีตนายกฯ หรือผู้นำกองทัพคนไหนปล่อยให้ประชาชนถามตรงๆ แบบนี้มาก่อน คำตอบของทักษิณจะถูกหรือไม่จึงเป็นเรื่องของทักษิณ แต่การเกิดพื้นที่ซึ่งคนถามผู้นำตรงๆ ได้ต่างหากที่สำคัญ

คำถามคืออะไรทำให้ทักษิณออกมาขยับในพื้นที่คลับเฮาส์เพื่อที่จะพูดและเปิดโอกาสให้ใครก็ได้พูดและตั้งคำถามกับคุณทักษิณตรงๆ

จุดเด่นของคลับเฮาส์คือผู้พูดเอาตัวเองมาอยู่ท่ามกลางผู้ฟังซึ่งพร้อมจะตั้งคำถามต่างๆ ได้ตลอดเวลา

คุณทักษิณในคลับเฮาส์คือคุณทักษิณที่พูดท่ามกลางคนอย่างน้อย 8,000 ซึ่งจะถามหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ได้

การปรากฏตัวของคุณทักษิณจึงเป็นภาพสะท้อนระดับความมั่นใจในตัวเองพอสมควร

คุณทักษิณไม่ได้ปรากฏตัวในคลับเฮาส์โดยผู้จัดห้องสนทนารู้ตัว การสนทนาจึงไม่ใช่การ “เตี๊ยม” และเนื้อหาที่พูดจึงแสดงความคิดของคุณทักษิณแบบฉับพลันออกมาเท่าที่จะทำได้ตามการถามสดตอบสดใน 20 นาที

“สาร” หลักที่คุณทักษิณพูดคือการก่อตัวของนโยบายเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย พูดให้ขึ้นคือคุณทักษิณไม่ได้พูดเรื่องไทยรักไทยทำอะไร แต่พูดเรื่อง “วิธีคิด” ว่าทำไมตัวเองในฐานะนายกฯ จึงทำแบบนั้น

และหากนับจากต้นปี 2564 ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สี่แล้วที่คุณทักษิณพูดเรื่องการสร้างนโยบาย

นโยบายแจกแท็บเล็ตยุคยิ่งลักษณ์เป็นนโยบายปี 2554 ที่ถูกแซะว่าเด็กเอาไปเล่นเกม, ต่างจังหวัดไม่มีเน็ต, เปลืองไฟ ฯลฯ ทั้งที่ตอนนี้การใช้อุปกรณ์นี้เพื่อการศึกษาเป็นเรื่องปกติ ขณะที่คุณทักษิณอธิบายว่าตอนนั้นคิดนโยบายนี้เพราะต้องการเพิ่มทักษะเด็กในการเข้าถึงความรู้ในโลกออนไลน์

คุณทักษิณและเพื่อไทยถูกโจมตีว่าทำนโยบายประชานิยมที่จะทำให้ประเทศล่มจมมาเกือบ 20 ปี แต่เอาเข้าจริงๆ รัฐบาลที่โจมตีคุณทักษิณที่สุดกลับทำให้ประเทศใกล้ล่มจมสูงสุด คำอธิบายที่เน้นการสร้างนโยบายของคุณทักษิณจึงสื่อสารภาพคุณทักษิณและเพื่อไทยว่ามีคุณสมบัติที่พรรคอื่นไม่มี

การขยับของคุณทักษิณเป็นสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมจัดทัพเพื่อรอรับเลือกตั้ง และต่อให้ไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งใหม่เมื่อไร ยุทธศาสตร์เพื่อไทยคือการชูความพร้อมและประสบการณ์ในการสร้างนโยบายที่เหนือกว่าคู่แข่งในระบบการเมืองทั้งหมด โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลังประชารัฐ

อาจมีคนโจมตีว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาตรฐานต่ำจนใครเทียบด้วยก็ดูดี แต่ข้อเท็จจริงคือสองคนนี้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศมา 14 ปี หากนับตั้งแต่วันที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ.ในปี 2550 การที่คุณทักษิณและเพื่อไทยชูความเหนือกว่าจึงมีความหมายบางอย่างอยู่ดี

ทักษิณในคลับเฮาส์คือการสื่อสารว่าทักษิณซึ่งเป็นเจ้าพ่อธุรกิจไอทีในปี 2544 ยังเป็นคนวัย 71 ที่เท่าทันเทคโนโลยี ต่อให้จะมีคนกระแหนะกระแหนว่าทักษิณไม่ได้พูดอะไรใหม่เมื่อเทียบกับตัวท็อปด้านไอทีวัย 40-50 คนอื่นๆ แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่ในฐานะจะเป็นคู่แข่งกับอีกฝั่งอย่างทักษิณเป็น

คุณทักษิณพูดเรื่องวิสัยทัศน์ด้านนโยบายยิ่งกว่าจะพูดถึงนโยบายรูปธรรมตรงๆ ซึ่งก็ถูกแล้วเมื่อคำนึงว่าคุณทักษิณไม่อยู่ในฐานะเป็น “ผู้เล่น” ทางการเมืองโดยตรง

แต่การพูดเรื่องวิธีคิดด้านนโยบายแบบนี้มีแรงส่งไปเพิ่มคะแนนนิยมให้เพื่อไทยแน่ๆ ไม่ว่าคุณทักษิณจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ประเทศไทยในปี 2564 คือประเทศที่รอรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การขยับของคุณทักษิณแบบนี้คือสัญลักษณ์ของความต้องการรับกระแสความเปลี่ยนแปลงด้วยเรื่องประสบการณ์และวิสัยทัศน์บางอย่างซึ่งถือว่ายังไม่มีในคู่แข่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกัน

ถ้าเทียบกับฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรที่ใช้วิธีรักษาอำนาจด้วยกล้วยและกฎหมาย วิธีการของคุณทักษิณคือเสนอโจทย์ให้คนไทยคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ได้ นั่นคือเป็นประเทศที่เอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้งว่าคนแบบไหนควรเป็นผู้นำประเทศกว่ากัน

การเมืองไทยในปี 2564 จะเป็นปีที่ดุเดือดกว่าการเมืองไทยในปี 2563 และด้วยวิธีสื่อสารทางการเมืองแบบที่คุณทักษิณแสดงออกในตอนนี้ การฟื้นฟูประเทศจากความถดถอยเชิงโครงสร้างในยุคเผด็จการอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะเป็นวาระประเทศเหมือนไทยรักไทยยุคปลดหนี้ IMF ปี 2544

ท่ามกลางการเผชิญหน้าและความตึงเครียดทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้น โอกาสใหม่ๆ ในการเปลี่ยนประเทศกำลังเกิดขึ้น สุดแท้แต่แต่ละกลุ่มมีศักยภาพในการเปลี่ยนประเทศสู่ทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนได้อย่างไร

เพราะที่แน่ๆ ประเทศไทยไม่ควรมีทิศทางแบบหลังปี 2557 อีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ