bg-single

คำ ผกา | ตั๋วของประยุทธ์และพวก

02.03.2021

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทางการเมืองตอนนี้ เราต้องไม่ลืมว่าการรัฐประหารปี 2557 นั้นตั้งอยู่บนจุดมุ่งหมายที่ว่ารัฐประหารมาแล้วต้อง “ไม่เสียของ”

ซึ่งแปลว่า ต้องทำทุกอย่างให้การรัฐประหารเป็นบันไดไปสู่การครองอำนาจถาวรของ “อำนาจประเพณีนิยม”

เหตุที่ฉันใช้คำว่า “อำนาจประเพณีนิยม” เพราะการต่อสู้ทางการเมืองของไทยไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย

แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างอุดมการณ์ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นเจ้าของประเทศ

กับอุดมการณ์ที่เห็นว่าประชาชนควรเป็นได้แค่ “ไพร่” ไม่ใช่เจ้าของประเทศ หน้าที่ของไพร่คือ มีชีวิตเพื่อรักและตอบแทนบุญคุณ “ประเทศชาติ” และ “รัฐบาล”

อำนาจประเพณีนิยมเข็ดหลาบแล้วกับการปล่อยให้ประเทศไทยเบิกบานกับประชาธิปไตยในช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 2540-2549 ที่ชนบทเข้มแข็ง ระบบราชการมีประสิทธิภาพ ทว่าไม่มีความน่ายำเกรงใดๆ ต่อประชาชน พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยมีแนวโน้มจะเป็นเหมือนพรรคแอลดีพีของญี่ปุ่น ที่สร้างประชาธิปไตยกินได้จนกลายเป็นขวัญใจมหาชน (แม้ไม่ถูกใจปัญญาชน) และอาจชนะการเลือกตั้งติดต่อกันได้หลายสิบสมัยต่อเนื่อง

ประชาชนกับสถาบันการเมืองอย่างพรรคการเมือง และสภาผู้แทนราษฎรจะมีความหมายต่อกันเชิงผลประโยชน์และอำนาจจนสถาบันทางประเพณีอื่นๆ จะค่อยๆ หมดความหมายไปโดยปริยาย ทั้งตามกาลเวลาและบารมีส่วนบุคคลที่หมดไปพร้อมอายุขัยของคนนั้นๆ

พูดให้ง่ายคือ สำนึกแห่งความเป็นไพร่จะถูกทดแทนด้วยสำนึกแห่งพลเมือง จนลักษณะแห่งความเป็นไพร่จะหมดไปจากสังคมไทยโดยปริยาย

ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจประเพณีนิยม

เครือข่ายของอำนาจทางประเพณีนิยมจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการทำรัฐประหารในปี 2549 และเมื่อไม่สะเด็ดน้ำจึงตามมาด้วยการรัฐประหารปี 2557 ที่มาพร้อมกับแผนงานที่รัดกุม รอบด้าน ละเอียดลออกว่าเดิม

เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับจากสากลโลก อำนาจประเพณีนิยมและปัญญาชนของพวกเขาจึงต้องคิดออกแบบระบบรัฐสภาและระบบการเลือกตั้งที่สามารถ “ฝัง” องคาพยพที่เป็นหัวใจของการปกครองแบบประเพณีนิยม

นั่นคือ คงความเป็นไพร่ไว้กับประชาชนอย่างแน่นแฟ้น ยั่งยืน อย่าให้โงหัวขึ้นมาเป็นพลเมือง เป็นเจ้าของประเทศ

อย่าให้โงหัวขึ้นมาคิดได้ว่า เออ เราต้องสามารถกำหนดทิศทางอนาคตประเทศได้ด้วยตัวเอง

ดังนั้น โจทย์ของพวกเขาคือ ต้องมีการเลือกตั้งที่แขนขาของอุดมการณ์ประเพณีนิยมจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง แต่กล่าวอ้างได้ว่า

“ฉันมาตามวิถีทางประชาธิปไตย ฉันคือรัฐบาลและนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง”

รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นี้ เพื่อสอดใส่เนื้อตัว ร่างกาย หัวจิตหัวใจของการเมืองการปกครองแบบโบราณไว้ใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตยและการเมืองระบอบรัฐสภา

เรื่องปาหี่แบบที่หัวหน้า คสช.คัดสรรวุฒิสมาชิก 250 คนมาเพื่อเลือกตัวเองกลับไปเป็นนายกฯ

ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว การเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมที่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครแน่ใจว่าระบบ “ปัดเศษ” ให้เป็น ส.ส.นั้นคำนวณกันยังไงกันแน่ (มิพักต้องถามว่า ไพบูลย์ นิติตะวัน ได้รับกี่คะแนนเสียงจากประชาชนแล้วเข้ามาเป็น ส.ส.ในโควต้าคะแนนอะไรยังไงของพรรคพลังประชารัฐ)

แค่การคำนวณปาร์ตี้ลิสต์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียวก็ทำให้ ส.ส.ในสภาหลายสิบคนไม่ได้เป็น ส.ส. ที่สะท้อนคะแนนหรือเจตจำนงในการเลือกผู้แทนราษฎรของตัวเอง

ยังไม่นับว่า วุฒิสมาชิก 250 คนนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนเสียงของใครเลยนอกจากเสียงของฝ่ายที่ต้องการระบอบการปกครองที่มีประชาชนเป็น “ไพร่”

นี่ยังไม่นับองค์กรอิสระทั้งปวงที่ถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคงสถาพรของอำนาจทุกอำนาจ ยกเว้นอำนาจของประชาชน

สุดท้ายด้วยความเขย่งเกงกอย เราได้รัฐบาลที่ผู้เล่นตัวจริงคือ คีย์แมนของ คสช. 3 คนคือ ประยุทธ์ ประวิตร อนุพงษ์ มาพร้อมกลุ่มการเมืองในสภา 250 คนในนามของวุฒิสมาชิกจากการสรรหา มีเสียงหนึ่งในสามของสภา

ส่วนพรรคพลังประชารัฐคือการเอาเครือข่ายของอำนาจประเพณีนิยมไป “เล่น” ในสนามเลือกตั้งเพื่อไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นอำนาจเผด็จการ

สิ่งที่รัฐธรรมนูญนี้ออกแบบไว้คือ ทำให้อำนาจและอุดมการณ์การเมืองโบราณสามารถแฝงฝังตัวเองไว้ในรูปแบบของการเมือง “ประชาธิปไตย” ดังที่สลิ่มชอบบอกว่า ตอนนี้ประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแม้แต่บอกว่าคน 8/3 ล้านคนเลือกประยุทธ์มาเป็นนายกฯ ทำได้แม้กระทั่งทำให้ประยุทธ์และ ครม.ของประยุทธ์ ได้รับ “ความไว้วางใจ” จากสภา หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จากนั้นก็สามารถไปกล่าวอ้างได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดว่า “ประชาธิปไตยคือการเคารพเสียงข้างมาก ดังนั้น เสียงข้างมากในสภาไว้วางใจประยุทธ์ พวกฝ่ายค้านและพวกที่เชียร์ฝ่ายค้านควรจะหุบปากได้แล้ว”

จากนั้นก็กล่าวอ้างได้อีกว่า ฝ่ายค้านอยากมีอำนาจทางการเมือง จึงพยายามทำให้ทุกอย่างเป็น “เกมการเมือง” เพื่อทำลายประยุทธ์และพวกที่เหน็ดเหนื่อยทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง

ในครรลองของการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ แม้ฝ่ายค้านจะแพ้โหวตในสภา แต่ถ้าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้านด้วยข้อมูลที่แจ่มชัดละเอียดลออ ถึงความไร้ประสิทธิภาพ ความฉ้อฉล ความบกพร่องของรัฐบาลขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถุงมือยาง เรื่องคิงส์เกต เรื่องวัคซีน ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า โอกาสที่พรรคร่วมรัฐบาลจะชนะการเลือกตั้งนั้นน่าจะยากมาก

แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาให้พรรคการเมืองอ่อนแอ พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา สุดท้ายก็กลายเป็น “พรรคประยุทธ์” และเป็นตะกร้าล้างน้ำให้กลุ่มการเมืองประเพณีใช้เป็นขื่อเป็นแปสร้างบ้านประชาธิปไตยปลอมๆ มาตบตาชาวโลก

สุดท้ายพรรคการเมืองเหล่านี้หมดศักยภาพในการลงหลักปักฐานผลงาน นโยบายที่จะทำให้พรรคของตนเข้มแข็งในฐานะผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงหรือผู้ที่นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน นับวันก็จะกลายเป็นแขนขาของอำนาจประเพณีนิยม

การเมืองแบบนี้จึงนำมาซึ่งการแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้น กินได้กิน โกงได้โกง ซื้อได้ซื้อ ขายได้ขาย

นักการเมืองไม่มีแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว เช่น พรรคไทยรักไทยเคยทำโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคสำเร็จ จนกลายเป็นแบรนด์ของพรรค และจะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้ครองอำนาจรัฐยาวๆ แรงจูงใจของพรรคการเมืองที่จะลงทุนทางนโยบายเพื่อครองอำนาจรัฐด้วยตนเองไม่มี มีแต่ผลประโยชน์สั้นๆ เร็วๆ หยาบๆ

สุดท้ายธุรกิจที่ดีที่สุดของการเป็นนักการเมืองยุคนี้คือการเป็นงูเห่า และการซื้อ-ขายงูเห่า

ผลกระทบต่อสุขภาพทางการเมืองของคนไทยในระยะยาวคือ เราจะเข้าสู่วงจรการเมืองแบบลงทุน-ถอนทุนในระยะสั้น การซื้อเสียง ขายเสียง ไปจนถึงการขายตัวของ ส.ส. ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

เมื่อไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากลงทุนยาวๆ ผ่านนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะไม่มีนักการเมือง ส.ส. หรือรัฐมนตรีที่ทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทว่าเข้ามาเพื่อทำฟาร์มงูเห่าไปวันๆ

ผลก็คือ ประชาชนก็จะยากจนลงเรื่อยๆ

เมื่อยากจนลงเรื่อยๆ ก็เข้าสู่วงจรขายสิทธิ ขายเสียงให้นักการเมืองฟาร์มงูเห่า วนกันไปเป็นวงจรอุบาทว์

จากนั้น อีลิตไทยที่เอนจอยความล่ำซำจากการเมืองประเพณีก็จะบอกว่า “คนไทยลำบากเพราะนักการเมืองเลว นี่แหละ บอกแล้วว่าประชาธิปไตย ไม่ใช่การเมืองที่เหมาะสมกับคนไทย”

ระบบ “ไพร่” และ “นาย” ในนามของระบบอุปถัมภ์ก็จะปรากฏตัวอย่างแจ่มชัด

ระบบราชการจะใหญ่โต คำว่าข้าราชการคือเจ้าคนนายคนก็จะกลับมา และเราก็จะเห็นคน “กินเมือง” กันเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ใหญ่สุดไปจนระดับล่างสุด

คนแย่งกันเป็นข้าราชการเงินเดือนสองหมื่นเพราะตำแหน่งเงินเดือนสองหมื่นนำมาซึ่งอำนาจเอาไว้เรียกรับผลประโยชน์ได้เป็นแสนเป็นล้านต่อเดือน

เงินแสน เงินล้าน เงินหลายล้านก็จะถูกส่งส่วยต่อไปยังนายใหญ่ๆ ที่อยู่ข้างบนกันเป็นทอดๆ

มีทางเดียวที่จะทำให้เราหลุดจากวงจรอุบาทว์อันนี้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การรู้ทันระบบเปลี่ยนประชาชนให้เป็นไพร่

แก้รัฐธรรมนูญให้อำนาจเป็นของประชาชนไม่ได้ เราก็จะถูกทำให้กลายเป็นไพร่อยู่อย่างนี้

ถ้าเราเห็นพรรคเพื่อไทย เห็นพรรคอนาคตใหม่ เห็นพรรคประชาชาติ แล้วเรารู้สึกว่า เออ วิสัยทัศน์แบบนี้สิควรบริหารประเทศ สิ่งที่เราต้องทำคือ สู้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อชัยชนะของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจของระบบกินเมือง

รัฐธรรมนูญ 2560 คือ “ตั๋วพิเศษ” ของประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวก ที่เราต้องแก้ให้เป็น “ตั๋ว” ที่พาประชาชนไปเถลิงอำนาจแทน.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS
E-DUANG | ทำไม กรณี เจาะลึกทั่วไทย จึงเป็น เผือกร้อน ต่อรัฐบาล
2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)