bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข : ความสัมพันธ์พิเศษ ไทย-จีน ภูมิทัศน์ใหม่การต่างประเทศไทย

06.07.2017

“ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญในเอเชีย แต่คุณไม่สามารถทำให้การทูตเป็นเรื่องส่วนตัวได้”

Ananda Krishnan

มหาเศรษฐีลำดับ 3 ของมาเลเซีย

รัฐประหาร 2557 ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองภายในของไทยอย่างมากเท่านั้น

หากแต่ยังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการต่างประเทศและความมั่นคงไทยอย่างมหาศาลเช่นกันด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองถึงบริบทของประเทศไทยในกิจการระหว่างประเทศแล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นผลพวงจากรัฐประหาร 2557 ทำให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนค่ายทางการเมืองซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า

แต่เดิมไทยอยู่ในค่ายของตะวันตกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสงครามเย็น

แต่วันนี้เห็นได้อย่างแจ่มชัดว่าไทยหันไปสนิทแนบแน่นอยู่ในค่ายตะวันออก

ในสภาพของความสัมพันธ์เช่นนี้ หากจะขอกล่าวเป็นสำนวนเล่นๆ ก็คงเป็นว่า วันนี้นางสาวสยามเปลี่ยน “คู่ควง” และย้ายบ้านจาก “ลุงแซม” ที่วอชิงตันไปอยู่กับ “อาเฮีย” ที่ปักกิ่งเรียบร้อยแล้ว

แต่ในทางทฤษฎีคงจะต้องกล่าวว่าไทยได้กลายเป็น “พันธมิตรที่ใกล้ชิด” กับจีนในทางยุทธศาสตร์ และในความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้นำไทยได้แสดงออกในด้านต่างๆ ในลักษณะของการ “เอาใจ” จีน

จนราวกับวันนี้ไทยมีสถานะเป็นเพียง “รัฐในอารักขา” ของจีนเท่านั้นเอง!

ปรับสมดุล

ในการดำเนินนโยบายที่ใกล้ชิดกับจีนหลังจากการรัฐประหาร 2557 เรามักจะมีคำอธิบายว่า เพื่อก่อให้เกิดการ “ปรับสมดุล” ในนโยบายต่างประเทศของไทย

มีบางคนถึงกับกล่าวทึกทักว่าการปรับเช่นนี้เป็น “ฝีมือ” ของผู้นำทหาร ที่ทำให้นโยบายต่างประเทศของไทยเปลี่ยนทิศทางไปสู่ความเป็นสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับตะวันตกและตะวันออก

จนราวกับว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็น “วิสัยทัศน์” ด้านการต่างประเทศของผู้นำในยุครัฐประหาร

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากลับพบว่าการปรับเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์เช่นนี้เป็นผลจากสถานการณ์การเมืองภายในของไทยอันเป็นผลจากการรัฐประหาร มากกว่าจะเป็นผลของวิสัยทัศน์

ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากการรัฐประหาร 2557 ที่กรุงเทพฯ แล้ว รัฐบาลทหารถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากโลกตะวันตก

และทั้งยังเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลตะวันตกไม่มีท่าทีตอบรับกับรัฐประหารดังกล่าว

แม้รัฐบาลไทยจะโชคดีที่ไม่ต้องถูก “แซงก์ชั่น” เช่นในกรณีของรัฐบาลทหารของเมียนมาที่ถูกจัดตั้งขึ้นในการรัฐประหารสิงหาคม 2531

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศ

ฉะนั้น แม้รัฐบาลตะวันตกจะแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารนี้ แต่แรงกดดันที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ตามเงื่อนไขทางกฎหมายของประเทศตะวันตก และมาพร้อมกับถ้อยแถลงที่ต้องการเห็นประเทศไทยกลับสู่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยด้วยการจัดการเลือกตั้ง

แม้รัฐบาลตะวันตกจะไม่กดดันในแบบแซงก์ชั่นดังเช่นกรณีของเมียนมา

แต่แรงกดดันเช่นนี้ก็ทำให้ในที่สุดแล้ว ผู้นำทหารไทยต้องออกมาแถลงในเวทีสาธารณะถึงการจัดทำ “โรดแม็ป” ที่จะพาประเทศกลับสู่การเลือกตั้ง

ซึ่งในคำแถลงที่โตเกียวนั้น ผู้นำไทยกล่าวว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2559

และต่อมาในการประชุมที่นิวยอร์ก ก็แถลงอีกว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560

ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงเมื่อใดก็ตาม คำสัญญาในเวทีระหว่างประเทศที่กลายเป็น “โรดแม็ป” นั้นสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศของโลกตะวันตก

และคำสัญญาที่เกิดขึ้นเช่นนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันโดยตรง

เพราะผู้นำทหารไทยตระหนักดีว่า ภายใต้แรงกดดันดังกล่าวเป็นเสมือนกับการ “ตรึงประเทศ” ไม่ให้ไทยขยับตัวได้ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

เพราะภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายของประเทศตะวันตกที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยแล้ว จะไม่อนุญาตให้รัฐบาลของตนมีความสัมพันธ์ในระดับปกติกับประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการรัฐประหาร

พร้อมกันนี้การลงทุนจากภายนอกภายใต้เงื่อนไขที่มีรัฐประหารก็มีความจำกัดอย่างมาก รัฐประหารจึงไม่ใช่ปัจจัยบวกที่จะดึงดูดให้เงินลงทุนจากภายนอกไหลเข้าประเทศได้แต่อย่างใด

อีกทั้งภายใต้สถานะของการมีรัฐบาลทหาร ทำให้มีการวิพากษ์ถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มีลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเกิดขึ้นอย่างมากภายในประเทศ

สถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศในบริบทของ “บรรทัดฐานสากล” จึงเป็นปัญหาอย่างมาก

จนทำให้ “หน้าตา” ของไทยในเวทีโลกดูไม่ “งดงาม” ในทางการเมืองแต่อย่างใด

มาตรฐานจีน

เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ ประเทศในค่ายตะวันออกไม่ถือเอาเป็นประเด็นในมาตรฐานของการมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ แต่อย่างใด

ดังจะเห็นได้ชัดเจนถึงท่าทีต่อรัฐประหาร 2557 ที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างประเทศตะวันตกและประเทศตะวันออก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่ได้ยินถึงการวิจารณ์รัฐประหารที่กรุงเทพฯ ของรัฐบาลจีนเลยแม้แต่คำเดียว

ปรากฏการณ์ “เสียงเงียบ” จากปักกิ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการยอมรับทางการเมืองต่อการยึดอำนาจที่กรุงเทพฯ อย่างไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์

ซึ่งท่าทีเช่นนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในทางการทูต ที่นำความพึงพอใจมาสู่รัฐบาลไทยในสภาวะที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากโลกตะวันตก และเท่ากับเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจน

การไม่แสดงท่าทีต่อต้านรัฐประหารของจีน อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลจีนเองก็มีปัญหากับระบอบประชาธิปไตยในบ้านอยู่พอสมควร

แต่จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เสียงเงียบของจีนกลายเป็นทางออกทางการเมืองของรัฐบาลทหารไทยไปโดยปริยาย

สภาวะเช่นนี้ดูไม่แตกต่างจากรัฐบาลทหารของเมียนมาในปี 2531 ที่เมื่อถูกแซงก์ชั่นจากตะวันตกแล้ว ทางออกเดียวที่เหลืออยู่ก็คือนโยบาย “มุ่งตะวันออก” ด้วยการเดินเข้าหาปักกิ่ง

และนับจากรัฐประหาร 2531 เป็นต้นมาก็บ่งบอกถึงทิศทางของความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดระหว่างเมียนมากับจีน

และเห็นได้ชัดถึงการขยายบทบาทของจีนในเมียนมาในด้านต่างๆ อย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ทางทหาร

ในขณะนั้นหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เมียนมาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนอย่างเห็นได้ชัด

จนดูราวกับว่ารัฐบาลทหารเมียนมายังอยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน

โดยเฉพาะการต้องพึ่งพาจีนเพื่อเป็นปัจจัยในการลดแรงกดดันจากตะวันตก

และจีนยังเป็นเครื่องมือหลักที่จะใช้ลดผลกระทบของการแซงก์ชั่นทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วย

อีกทั้งจีนยังเป็นทางเลือกที่เมียนมาจะได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

ดังนั้น ในสภาวะของการต้องเผชิญกับแรงกดดันของตะวันตกที่ไม่ยอมรับการเมืองแบบรัฐประหาร รัฐบาลจีนจึงไม่เพียงแต่จะเป็น “ทางเลือก” เท่านั้น

หากยังเป็น “ทางรอด” ของการดำรงสถานะของประเทศในประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย

แต่สำหรับรัฐบาลทหารเมียนมาที่อยู่กับการขยายอิทธิพลจีนในประเทศอย่างไม่หยุดยั้งนั้น

สุดท้ายแล้วพวกเขาตัดสินใจที่จะพาประเทศถอยออกจากการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีน

และยอมที่จะลงจากอำนาจด้วยการเปิดการเลือกตั้ง

โดยอาศัยการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการเปิดความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับโลกตะวันตก

น่าสนใจต่อจากบทเรียนว่าเกิดอะไรขึ้นกับการขยายอิทธิพลจีนในเมียนมา และทำให้รัฐบาลทหารดังกล่าวตัดสินใจถอยออกจากการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีน

ถ้าจีนเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเมียนมา ทำไมพวกเขาจึงยอมเปิดประเทศเพื่อเป็นช่องทางในการเดินเข้าหาโลกตะวันตก

บทเรียนจากเมียนมาเป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมไทยที่กำลังรู้สึกชื่นชมจีน (ไม่ว่าจะเป็นเพราะจีนเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีนไม่วิจารณ์รัฐประหารไทย) ควรนำมาพิจารณาด้วยความใคร่ครวญเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากกรณีของเมียนมาแล้ว การขยายบทบาทของจีนในลาวก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ และไม่แตกต่างกับประเด็นของเมียนมาที่ “กองเชียร์จีน” ในไทยจะปฏิเสธที่จะรับรู้

จนดูราวกับว่าบทบาทของจีนในการขยายอิทธิพลในทั้งสองกรณีเป็นดัง “นักบุญ” ที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือโดยไม่มีพันธะผูกมัด และเป็นการให้โดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทน

ทั้งที่ในความเป็นจริงของการเมืองระหว่างประเทศแล้ว

จีนมีสถานะเป็นรัฐมหาอำนาจหนึ่งในเวทีโลก ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรเป็นพิเศษที่จะต้อง “เห็นอกเห็นใจ” ประเทศอย่างไทย

อย่างน้อยผลพวงของการขยายตัวของจีนในลาวเป็นอีกหนึ่งของข้อพึงสังวรที่ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และกลุ่มอนุรักษนิยมไทยที่หันมา “นิยมจีน” ควรต้องใส่ใจมากขึ้น

ของขวัญจากจีน

การกล่าวเช่นนี้มิใช่การปฏิเสธที่ไทยควรจะมีความสัมพันธ์กับจีน

ความสัมพันธ์ไทย-จีนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในกิจการระหว่างประเทศของไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติ

เพราะหากการปรับนโยบายทางยุทธศาสตร์ของประเทศเกิดในสภาวะปกติทางการเมืองแล้วก็อาจเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

อย่างน้อยกระบวนการดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการทางรัฐสภาที่เปิดโอกาสให้ข้อถกเถียงและข้อโต้แย้งอย่างรอบด้านเพื่อที่จะทำให้นโยบายใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ

แต่ในสภาวะของการเมืองที่การปรับเปลี่ยนนโยบายทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นเพียงผลผลิตที่เกิดจากข้อจำกัดของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้ว เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นผลตอบแทนแก่ประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

วันนี้ผู้นำทหารอาจจะรู้สึกว่าผลตอบแทนในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนมีความเป็นรูปธรรม

ไทยหันไปเปลี่ยนแหล่งนำเข้าระบบอาวุธ อาวุธจากฝ่ายตะวันตกกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ การเข้ามาของระบบอาวุธหลักไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำและรถถัง

ตลอดจนถึงการเตรียมจัดตั้งโรงงานซ่อม (สร้าง?) อาวุธจีนในไทยบ่งบอกถึงทิศทางใหม่ที่ชัดเจน การนำเข้าอาวุธจีนจึงไม่เพียงเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึง “ของขวัญ” จากรัฐบาลปักกิ่งเท่านั้น หากแต่ยังเป็นดังการ “ซื้อใจ” ผู้นำทหารไทยที่ยังเชื่อในแนวคิดการพัฒนากองทัพด้วยการซื้ออาวุธ

เพราะเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้นำทหารระดับสูงว่ารัฐบาลในระบอบรัฐประหารไม่สามารถนำเข้าอาวุธจากตะวันตกได้

ข้อจำกัดเช่นนี้จึงกลายเป็นโอกาสอย่างดีที่ทำให้รัฐบาลจีนใช้อาวุธเป็นเครื่องมือ “เจาะทะลวง” ความต้องการทางจิตวิทยาของผู้นำไทย

อีกทั้งเป็นการแสดงออกถึงการ “โอบอุ้ม” รัฐบาลทหาร

ในกรณีเช่นนี้ อาวุธจึงเป็นดัง “กุญแจ” ที่จะเปิดประตูเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลจีนกับรัฐบาลทหารของไทย จนเกิดข้อสังเกตในทางยุทธศาสตร์ว่า กองทัพไทยได้เปลี่ยน “แบบแผนของระบบอาวุธ” จากแบบของตะวันตกไปสู่ระบบอาวุธจีนแล้ว

นอกจากนี้ จีนเองก็สามารถขายอาวุธได้ในราคาต่ำอีกด้วย เพราะเราแทบไม่มีโอกาสทราบราคาที่แท้จริงของระบบอาวุธจีนแต่อย่างใด

อย่างน้อยการจัดหาเรือดำน้ำแบบ “ซื้อ 2 แถม 1” เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีในตลาดอาวุธระหว่างประเทศ

ที่มา :เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

ปรากฏการณ์แบบ “ซื้อแล้วแถม” จึงดูราวกับเป็นรายการขายของในห้างสรรพสินค้า

ซึ่งในตลาดอาวุธระหว่างประเทศแล้ว ระบบอาวุธหนักเช่นนี้มีราคาสูงเกินกว่าที่จะทำแบบ “แถมฟรี” ได้

การแถมเช่นนี้จึงทำให้เกิดข้อกังขาแก่สังคมอย่างมาก

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเหล่านี้กำลังบ่งบอกถึงทิศทางที่กองทัพไทยในอนาคตจะเป็นไปในตัวแบบของกองทัพจีนมากขึ้น รอแค่เพียงการเปลี่ยนหลักนิยมแบบตะวันตกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้เป็นหลักนิยมแบบจีนเพื่อให้สอดคล้องกับระบบอาวุธจีนที่ถูกนำเข้ามาใช้เรื่อยๆ ในกองทัพไทย

เพราะหากระบบอาวุธจีนกลายเป็นยุทโธปกรณ์หลักในกองทัพไทยแล้ว ในที่สุดก็จะต้องปรับหลักนิยมเพื่อให้รองรับต่อการใช้อาวุธดังกล่าว

เพราะหลักนิยมเป็นปัจจัยที่ผูกโยงอยู่กับคุณลักษณะของระบบอาวุธ ตลอดรวมถึงในอนาคต นักเรียนทหารไทยจะจบการศึกษาจากโรงเรียนทหารจีนมากขึ้นด้วย

คู่ขนานกับการนำเข้าอาวุธจากจีนก็คือการใช้อำนาจพิเศษของมาตรา 44 ในการจัดสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการให้ “สิทธิพิเศษ” แก่จีนเท่านั้น

แต่กำลังถูกมองว่าเป็นปัญหา “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ยุคใหม่

โดยเฉพาะการให้จีนมีสิทธิสองข้างทางรถไฟ

ซึ่งประเด็นเช่นนี้ก็เป็นปัญหามาแล้วในปัญหารถไฟลาว-จีน และเป็นบทเรียนสำคัญ

ดังนั้น ถ้าอาวุธคือ “ของขวัญจากปักกิ่ง” สิทธิพิเศษกรณีรถไฟความเร็วสูงก็คือ “ของขวัญจากกรุงเทพฯ” เพื่อตอบแทนความสัมพันธ์ที่ “อาเฮีย” จากปักกิ่งช่วย “นางสาวสยาม” ในยามต้องเผชิญกับปัญหาจาก “ลุงแซม” และพวกผมแดงตะวันตกหลังพฤษภาคม 2557

หรือว่าวันนี้นางสาวสยามเป็นเพียง “นกน้อย” ในกรงทองของ “พญามังกร” เท่านั้นเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไซเบอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมคุกคามโลก
ปฏิรูประบบราชการ หรือปฏิรูปรัฐ?
มหาอำนาจต้องการอะไรจากเมียนมา
เปิดแผนเกาหลีใต้ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิป
‘ความโลภ’ เป็นโรคระบาดร้ายแรง กำลังทำลายสังคมมนุษย์ให้ล่มจม
เสื่อมจนกองเชียร์เริ่มแบกไม่ไหว?
กำแพง มี ‘หนู’ ประตู มี ‘เน’
E-DUANG | จินตนาการ ความคิด เศรษฐกิจ การเมือง
ถนนสายนี้เป็นของพ่อคุณคนเดียว | เรื่องสั้น : พิมไม่มีการันต์
เขาวงกตแห่ง ‘การทำลายล้าง’ | ปราปต์ บุนปาน
ไพร่ผี ขบถ | วายุ จารุรัศมิ์ : กวีกระวาด
สุ่มเสี่ยง