ต่างประเทศ : “สี จิ้น ผิง” เทียบชั้นประธานเหมา กุมอำนาจเบ็ดเสร็จหวังพาจีนผงาดผู้นำโลก

ชื่อของ สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีจีนได้รับการบรรจุเข้าไว้ในธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์ในการประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นการยกระดับให้สีขึ้นมาเทียบชั้น “ท่านประธานเหมา” เหมา เจ๋อ ตุง อดีตประธานและผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
การบรรจุชื่อของสีและ “แนวคิด สี จิ้น ผิง” หรือปรัชญาแนวทางในการพัฒนาประเทศของเขาเข้าไว้ในธรรมนูญของพรรค เป็นการตอกย้ำสถานะของ สี จิ้น ผิง ในฐานะผู้นำจีนที่ทรงอำนาจอิทธิพลที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
และเป็นการบ่งบอกว่า สีจะสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดไปได้ตลอดชั่วชีวิต
เหมา เจ๋อ ตุง เป็นผู้รังสรรค์การปฏิรูประบบตลาด ขณะที่ เติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นผู้นำจีนอีกเพียงคนเดียวที่มีชื่ออยู่ในเอกสารธรรมนูญของพรรค และมีเพียงท่านประธานเหมาคนเดียวที่ได้รับการบรรจุชื่อเข้าไปขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

สีวัย 64 ปี เป็นประธานในการปิดการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ที่ดำเนินมายาวนาน 1 สัปดาห์ ในวันดังกล่าว โดยผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศราว 2,300 คน ได้ลงมติให้มีการปรับแก้ธรรมนูญพรรคเพื่อรวม “แนวคิด สี จิ้น ผิง ว่าด้วยลัทธิสังคมนิยมพิเศษแบบจีนได้เข้าสู่ยุคใหม่” ซึ่งจะเป็น “ดวงประทีปนำทางสำหรับงานของพรรค” ต่อไป
แนวคิดดังกล่าวเน้นให้ความสำคัญกับบทบาทของพรรคในการบริหารปกครองประเทศในทุกแง่มุมตั้งแต่เศรษฐกิจ ไปจนถึงสิ่งที่ผู้คนโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
“เราจะต้องทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในการฟื้นฟูพลังแห่งความเยาว์วัยของชาติให้กลับมาอีกครั้ง” สีกล่าวสุนทรพจน์ต่อบรรดาผู้แทนพรรคในการปิดประชุม
วิลลี ลัม อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยไชนีสยูนิเวอร์ซิตี้ออฟฮ่องกง ระบุว่า การบรรจุชื่อ สี จิ้น ผิง เข้าไว้ในธรรมนูญพรรค “จะทำให้เขากลายเป็นเหมือนท่านประธานเหมา นั่นคือ เป็นผู้นำไปตลอดชีวิตตราบใดที่เขายังคงมีสุขภาพดี”
ประธานาธิบดีจีน 2 คนก่อนหน้าสี คือ เจียง เจ๋อ หมิน และ หู จิ่น เทา ได้รับการบรรจุแนวคิดเข้าไว้ในธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์เช่นกัน แต่ไม่มีชื่อของพวกเขาปรากฏอยู่ และเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อทั้ง 2 ก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว
ในวันถัดมาคือ 25 ตุลาคม สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เลือกให้สีดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นสมัยที่ 2 ต่ออีก 5 ปี อย่างเป็นทางการ และเขายังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกลางด้านการทหารอีกสมัยด้วย
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการกลางของพรรค 204 คนได้ลงคะแนนแบบปิดลับเลือกคณะกรรมาธิการกรมการเมืองหรือโปลิตบูโรชุดใหม่ 7 คน ที่นำโดย สี จิ้น ผิง โดย หลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีวัย 62 ปีสามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้
ในขณะที่สมาชิกใหม่อีก 5 คน มาแทนชุดเดิมที่มีอายุครบเกณฑ์ในการเกษียณอย่างไม่เป็นทางการที่ 68 ปี
ทว่า สมาชิกใหม่ทั้ง 5 คนนั้นล้วนมีอายุ 60 ปี หรือมากกว่า อีกทั้งยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนอกประเทศจีน ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งหมดจะอายุมากไปที่จะรับตำแหน่ง 2 สมัยตามธรรมเนียมในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2022 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า
สี จิ้น ผิง ได้รับเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกโปลิตบูโรเมื่อปี 2007 ขณะมีอายุได้ 54 ปี และได้รับสืบทอดตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีจีนต่อจาก หู จิ่น เทา ในอีก 5 ปีถัดมา
“สี จิ้น ผิง ไม่ต้องการที่จะแบ่งอำนาจ เขาไม่ต้องการให้ใครมาหายใจรดต้นคอในการเตรียมสืบทอดอำนาจ” ฌอง ปิแอร์ กาเบสตอง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนแห่งมหาวิทยาลับฮ่องกงแบปติสต์ บอก
สมาชิกโปลิตบูโรหน้าใหม่ทั้ง 5 คนได้แก่ หลี่ จ้าน ซู คนสนิทของสี วัย 67 ปี, หวาง หยาง รองนายกรัฐมนตรี วัย 62 ปี, หวาง หู หนิง นักทฤษฎีพรรคคอมมิวนิสต์ระดับแนวหน้า วัย 62 ปี, จ้าว เล่อ จี๋ หัวหน้าฝ่ายการจัดการองค์กรของพรรค วัย 60 ปี และ หัน เจิ้ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขาเซี่ยงไฮ้ วัย 63 ปี
ในการบริหารของรัฐบาลจีน 2 ชุดก่อนหน้านี้ การตัดสินใจเป็นผลจากการต่อรองแบบยื่นหมูยื่นแมวในหมู่สมาชิกโปลิตบูโร ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กันมานับตั้งแต่การเสียชีวิตของ เติ้ง เสี่ยว ผิง เมื่อปี 1997
แต่จากการที่มีชื่อจารึกอยู่ในธรรมนูญของพรรค ทำให้สีกลายเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ ที่มีแนวโน้มว่าจะทำให้เขามีอำนาจในการตัดสินใจสุดท้าย
ทั้งนี้ ในการเปิดประชุมพรรคเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สีประกาศว่าจีนได้เข้าสู่ “ยุคใหม่” โดยมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานไปสู่การเป็น “ผู้นำโลก” ภายในกลางศตวรรษนี้
วิสัยทัศน์ที่กล้าหาญ ชัดเจนนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่สีต้องการแสดงภาพของตนเองว่ามีภาระความรับผิดชอบในการเป็นผู้นำโลกในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกายึดถือนโยบายชาตินิยม “อเมริกาต้องมาก่อน” และสหภาพยุโรป (อียู) กำลังเผชิญกับปัญหาภายในจากการถอนตัวของอังกฤษหรือเบร็กซิท
