‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’ กติกาเลือก สว. ‘ไม่แฟร์’ แต่เป็นโอกาส ‘ฟื้นฟูประชาธิปไตย’

หมายเหตุ “รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์สื่อในเครือมติชน ถึงความสำคัญของการเลือก ส.ว. 2567 โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่ง ดังนี้
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมันไม่เคยง่าย โดยเฉพาะในสังคมที่มีการรัฐประหารซ้ำๆ และมีการวางหมากค่ายกลอะไรไว้อย่างแน่นหนา แต่ผมอยากชวนให้คิดอย่างนี้ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ส.ว. ที่จะเป็นตัวแทนปวงชนจริงๆ ที่จะหลุดเข้าไปสู่สภาครั้งนี้อาจจะเท่ากับ “ศูนย์”
แต่ถ้าประชาชนเคลื่อนไหวแล้วสู้ และพยายามเข้าไปเล่นในเกมนี้ แม้จะเป็น “เกมที่ไม่แฟร์” แต่เราเข้าไปเล่นในเกมที่ไม่แฟร์ เพื่อจะเปลี่ยนเกมนี้ให้มันแฟร์ขึ้น สุดท้าย อาจจะได้มา 20-30 คน นั่นถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว
เพราะสมมุติได้แค่ 30 คนจาก 200 คน 30 คนนี้ ก็จะไปเป็นปากเสียง จะไป “ป่วนระบบ” จะไปอภิปราย จะไปตรวจสอบกันเอง ไม่ให้ ส.ว.กลุ่มที่มาจากการบล็อกโหวต ที่ชนชั้นนำวางตัวเอาไว้ ทำการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ และขัดขวางประชาธิปไตยได้เหมือนเดิม หรือพยายามล็อกในการเลือกว่าใครจะเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระได้เหมือนเดิม
อย่างน้อย มันมีปากเสียง มี ส.ว.จากตัวแทนประชาชนจริงๆ เข้าไปคัดง้างกัน นี่คือความสำคัญ จริงๆ แม้แต่ (มี ส.ว.ฝ่ายประชาธิปไตย) 1-2 คนนั่นคือชัยชนะแล้ว เราเอาชนะในเกมที่ไม่แฟร์
แต่ถ้าประชาชนไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในเกมนี้เลย โอกาสที่จะได้ ส.ว. 200 คน ที่เป็นฝ่ายอำนาจเดิมทั้งหมด มันเป็นไปได้สูง
แน่นอนมันมีอุปสรรคอยู่ เขาพยายามวางเงื่อนไขต่างๆ ให้การเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ว.ครั้งนี้มันยาก มีต้นทุนสูง ต้องเสียเวลา เสียเงิน โอกาสที่จะได้ (รับเลือก) ก็แบบน้อยมาก เพราะมันเป็นระบบ “กล่องสุ่ม” ห้ามหาเสียง พยายามมัดมือมัดเท้าทุกอย่าง
แต่ถ้าคุณดูที่ผ่านมา ภาคประชาชนไทยเก่งนะ สู้ในเกมที่มันไม่แฟร์ ก็พลิกเกือบชนะมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจฝ่ายคณะรัฐประหารที่พยายามรักษาอำนาจ “ปั่นป่วน”
ก็เลือกตั้งปี 2562 ไง กติกาก็ไม่แฟร์ ระบบพิสดาร บัตรใบเดียว สุดท้ายผลเป็นยังไงล่ะ ประชาชนก็ไม่ได้เลือกตามที่ผู้มีอำนาจเขาวางเกมไว้ (เลือกตั้ง) 2566 ยิ่งไปกันใหญ่
ฉะนั้น ถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีใครบอกได้หรอกว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร ในการเลือก ส.ว. 2567 ถ้าประชาชนตื่นตัว มันมีโอกาสที่จะพลิกเกมได้ อาจจะพลิกล็อกเลยก็ได้ อาจจะได้ ส.ว.ฝ่ายประชาธิปไตยเข้ามาเกินครึ่งก็ได้
ถ้าเกินครึ่ง เกมเปลี่ยนเลย เพราะว่าถ้า “พินัยกรรมของฝ่ายเผด็จการ” มันถูกฉีกได้ ก็หมายความว่าโอกาสที่จะเปิดประตูไปสู่ “ประชาธิปไตยเต็มใบ” ได้ จะกลับมาอีกครั้ง อันนี้เป็นเดิมพันสำคัญ
การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ ผมอยากให้คนที่อาจจะยังลังเลอยู่ คิดเสียใหม่ เดิมพันไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง ส.ว. ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะได้เป็น ส.ว. เดิมพันสำคัญคือการฟื้นฟูประชาธิปไตย และทำให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบอีกครั้งหนึ่งให้ได้…
ทุกอย่าง (ของกระบวนการเลือก ส.ว.) มันผิดตั้งแต่ต้น อย่างที่หลายคนพูดไป การตัดสิทธิ์ประชาชนออกไปเกือบทั้งประเทศ ไม่ให้มีส่วนร่วมในการเลือก จนมันไม่ใช่ “การเลือกตั้ง” (election) แล้ว มันเป็น “การเลือกสรร” (selection) แทนที่ประชาชนทั้งประเทศได้ไปเลือก ส.ว. กลายเป็นเลือกกันเองในกลุ่มคนเล็กๆ
ไอ้ความวิปริตผิดเพี้ยนนี้ เพราะเขาไม่ต้องการให้รัฐประหารนี้เสียของ เมื่อ ส.ว.เป็นผู้พิทักษ์ระบบ เขาจึงไม่ยอมเสีย ส.ว.ไปง่ายๆ แต่ประชาชนก็ตื่นตัว รู้เท่าทัน แล้วก็สู้กลับ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ มันจะเป็นเหมือน “ระบบนิเวศแบบปิด” เหมือนเข้าไปในห้องมืด แล้วก็ไปสุ่มๆ กันมา และประกาศว่าใครได้
ผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนระบบนิเวศแบบปิดให้กลายเป็น “ระบบนิเวศแบบเปิด” ให้ได้ ด้วยการที่ชวนกันไปสมัคร (ส.ว.) ให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ถ้ามีคนไปสมัครแค่ 7,000 คน ส.ว. 200 คน จะมาจากการเลือกกันเองของคนแค่ 7,000 คนเท่านั้น แต่ถ้ามีคนไปสมัคร 2 แสนคน อย่างน้อย ส.ว. 200 คน จะมาจากการเลือกของคน 2 แสนคน ซึ่งมันมีความชอบธรรมมากขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยระบบนิเวศมันเปิดมากขึ้น การแข่งขันมันมากขึ้น…
ผมว่าฉากทัศน์ที่เราต้องคิดไว้เลย ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือ “รัฐธรรมนูญ 2560” จะอยู่กับเราตลอดไปชั่วกัลปาวสาน ถ้าเราไม่ได้ ส.ว.ที่เป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ หรือมีจิตใจรักประชาธิปไตย ผ่านด่านเข้าไปสู่เวทีวุฒิสภาครั้งนี้
ถ้าเราเปลี่ยน ส.ว.ไม่ได้ ก็เท่ากับว่าเราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าเราเปลี่ยน ส.ว.ไม่ได้ องค์กรอิสระทั้งหลาย ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมประชาธิปไตย และทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ ก็จะมีลักษณะแบบนี้ตลอดไป เพราะว่าคนที่จะถูกคัดสรรไปอยู่ในองค์กรอิสระ ก็จะเป็นคนที่ชนชั้นนำเขาล็อกเอาไว้แล้วเท่านั้น
ฉะนั้น เดิมพันมันจึงสำคัญมาก ส.ว.เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการถ่วงรั้งประชาธิปไตย การเปลี่ยน ส.ว. คือการเปิดประตูแห่งโอกาส ให้ประชาธิปไตยกลับมางอกเงยได้อีกครั้งหนึ่ง
