พลเมืองไทย พลเมืองโลก ดูจากปัญหาแผนที่ | ธงชัย วินิจจะกูล
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
พลเมืองไทย พลเมืองโลก
ดูจากปัญหาแผนที่
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาเรื่องไทย 3-4 คน พวกเขารักประเทศไทย จึงทุ่มเทเวลาหลายปีของชีวิตพยายามสร้างคุณูปการทางวิชาการให้กับการศึกษาสังคมไทย ครั้นผมถามเขาว่า ต่อกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้นั้น คุณเลือกทางไหน
ทุกคนตอบตรงกันว่าเขาขอไม่เลือก ไม่ว่าเขาจะรักประเทศไทยสักแค่ไหนก็ตาม เพราะนี่เป็นความขัดแย้งของลัทธิชาตินิยม ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าตัวเองถูกต้อง กล่าวหาโจมตีกันและกัน ควบคู่กับการโฆษณาชวนเชื่อกับประชาชนของตนเอง
คนหนึ่งให้ความเห็นว่าคนไทยกับเขมรเหมือนกันอย่างหนึ่งคือรักชาติจนหน้ามืดได้ง่ายๆ เชื่อผู้มีอำนาจมากไปในยามที่ควรจะต้องระวังสงสัยที่สุด แทนที่จะฉุกคิดด้วยเหตุผล แทนที่จะตั้งคำถามกับข้อมูลซึ่งรัฐบาลและทหารของฝ่ายตนป้อนให้ ซึ่งถูกถ่ายทอดอย่างเซื่องๆ โดยสื่อมวลชนรักชาติของทั้งสองฝ่าย
อีกคนกล่าวเสริมว่า ที่น่าเสียดายที่สุดคือสื่อมวลชนของไทย (และคงจะของเขมรด้วยถ้าหากเขารู้ภาษาเขมร) พากันละทิ้งความเป็นมืออาชีพที่จะต้องตรวจสอบไต่สวนหลักฐานข้อมูลเหตุผลของสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะของรัฐบาลของประเทศตน พวกเขาทิ้งความเป็นสื่อมวลชนที่น่าเคารพแล้วเข้าข้างฝ่ายไทยอย่างหน้ามืด
นักศึกษากลุ่มนี้รักประเทศไทยเพราะเขาต้องการเป็นพลเมืองที่ดีของโลก จึงต้องการเรียนรู้สังคมอื่นๆ อย่างพลเมืองโลก ดังนั้น ในความขัดแย้งนี้เขาขอรับฟังเหตุผลและหลักฐานทั้งสองฝ่าย
ขอตั้งคำถามกับเหตุผลและหลักฐานของทั้งสองฝ่าย
ทั้งคนไทยคนเขมรและสื่อไทยสื่อเขมร ยังไกลปืนเที่ยง (provincial) ห่างไกลจากการเป็นพลเมืองโลก
ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เราท่าน โดยเฉพาะสื่อมวลชนควรตั้งคำถาม นั่นคือ ปัญหาแผนที่
แผนที่ 1:200,000 หรือแผนที่ 1:50,000 อย่างไหนดีเสียกว่ากันอย่างไร ซึ่งฟังดูเป็นปัญหาเทคนิคเกินความรู้ของเรา
ก็นั่นน่ะสิ…เราจึงควรต้องระวังการโฆษณาชวนเชื่อ ต้องฟังหูไว้หู แทนที่จะกระโจนเข้าข้างทางการของไทยเพราะเราไม่รู้เรื่อง
แผนที่ทั้งสอง (จากนี้ขอเรียกง่ายๆ ว่า “ฉบับสองแสน” “ฉบับห้าหมื่น”) นอกจากบอกสเกล (scale) ความละเอียดที่ต่างกันแล้ว ยังมีคุณสมบัติและแง่มุมอื่นที่เราควรตระหนักอีก
ความละเอียดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวตัดสินความน่าเชื่อถือ และไม่ได้หมายความว่าแผนที่ไหนได้เปรียบเสมอไป
1) แผนที่ทั้งสองทำคนละยุคสมัย ด้วยเทคโนโลยีต่างกัน ฉบับสองแสนทำขึ้นหลังความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ทำในช่วงทศวรรษ 1890-1900 กว่าๆ ส่วนฉบับห้าหมื่นทำโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็นต่อสู้คอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ 1960-1970
2) ฉบับห้าหมื่นให้รายละเอียดดีกว่าจริง แต่สนธิสัญญาทั้งหลายที่ตกลงกันเกี่ยวกับเขตแดนสมัยใหม่ระหว่างสยามกับกัมพูชานั้นแนบท้ายด้วยแผนที่ฉบับสองแสนทั้งสิ้น
พูดง่ายๆ ก็คือ ฉบับห้าหมื่นไม่มีสถานะทางกฎหมาย
อย่างมากก็ใช้ได้แค่เอาไปประกอบช่วยให้ใช้แผนที่ 1:200,000 ได้ดีขึ้น
แต่หากขัดแย้งกับฉบับ 1:200,000 ก็ต้องใช้ฉบับสองแสนเป็นพื้นฐานในการตัดสิน
3) กล่าวในทางเทคนิคแล้ว ทั้งสองแผนที่มีปัญหาที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง
ฉบับห้าหมื่น ใช้เครื่องบินและภาพถ่ายทางอากาศช่วยในการจัดทำ ฟังดูอย่างนี้ยิ่งน่าเชื่อถือกว่า
…ไม่แน่ครับ
แผนที่ตามที่เราใช้ในปัจจุบันเป็นแบบสองมิติ คือ พิมพ์ลงกระดาษและแผ่วางบนพื้นราบได้ แต่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องใช้การคำนวณเพื่อเปลี่ยนส่วนโค้งของผิวโลกให้แสดงเป็นแผ่นราบได้
พูดง่ายๆ…ต้องขจัดส่วนโค้งด้วยการยืดดดดดดดผิวโลกที่โค้งๆ ออกจนเป็นแผ่น ต้องบิดเบือนภาพผิวโลก จึงจะทำให้กลายเป็นแผนที่สองมิติแผ่ราบเรียบได้
หลายท่านคงเคยรู้จักการบิดเบือนข้อนี้มากแล้วจากแผนที่โลกที่เป็นกระดาษ ซึ่งต้องยืดหรือแผ่ส่วนที่ใกล้ขั้วโลกทั้งสองออก จนกระทั่งเส้นแวงกลายเป็นเส้นตรงจากตอนบนของแผนที่โลก (ใกล้ขั้วโลกเหนือ) จนถึงตอนล่างของแผนที่โลก (ใกล้ขั้วโลกใต้) ทั้งๆ ที่เส้นแวงควรจะโค้งเข้าหากันจนบรรจบกันตรงสองขั้วโลก
นี่เป็นการบิดเบือนที่จำเป็นเพื่อทำแผนที่สองมิติแบบราบเรียบไว้ใช้งาน
การบิดเบือนเช่นนี้ มีผลต่อเขตแดนบนแผนที่แค่ไหนอย่างไร? ผมไม่มีความรู้ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมได้แต่สงสัยว่าหากนำฉบับห้าหมื่นไปใช้กับอาณาบริเวณขนาดเล็กอย่างปราสาทต่างๆ ที่ปรากฏเป็นแค่หัวหมุด (หรือเล็กกว่านั้น) บนแผนที่ การบิดเบือนที่จำเป็นจะมีผลต่อการระบุตำแหน่งของหัวหมุดหรือจุดเหล่านั้นที่แน่นอนชัดๆ ว่าอยู่ในหรือนอกเขตแดนหรือไม่
ทหารทุกกองทัพรู้จักการคำนวณส่วนโค้งของผิวโลกดี เพราะต้องใช้ในการคำนวณระยะเดินทัพไกลๆ ทั้งทางน้ำ ทางอากาศ และใช้ในการคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่ระยะไกล (ไม่ว่าจากเรือหรือจากบก) และวิถีจรวดขีปนาวุธ ผมไม่รู้ว่าได้คำนึงถึงข้อนี้หรือไม่ในการอ่านแผนที่
ถ้าเช่นนั้นแผนที่ฉบับสองแสนก็น่าจะบิดเบือนยิ่งกว่า เพราะครอบคลุมส่วนโค้งของผิวโลกมากยิ่งกว่าฉบับห้าหมื่น…
น่าจะยังงั้น แต่ไม่แน่…
เพราะฉบับสองแสนไม่ได้ใช้เครื่องบินหรือภาพถ่ายทางอากาศ (สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องบิน) แต่ใช้การเดินวัดและคำนวณไปทีละส่วนๆ ด้วยกล้องสำรวจ พ่วงเชือกหรือโซ่เส้นเล็กๆ เพื่อกำหนดค่าของเส้นระยะทางพื้นฐาน คำนวณเรขาตรีโกณประกอบกับหลักหมุดหมายบนผิวโลกตามยอดเขาหรือที่สูงในท้องที่นั้นๆ
วิธียืดส่วนโค้งของผิวโลกให้ราบบนกระดาษ อาศัยเทคโนโลยีและการวัดการคำนวณซึ่งมีมากกว่าหนึ่งแบบ ฉบับสองแสนกับฉบับห้าหมื่นใช้วิธีคนละแบบด้วยเทคโนโลยีคนละอย่าง
กระทรวงการต่างประเทศของไทยเคยอธิบายความแตกต่างไว้อย่างสรุปรวบยอดว่า ฉบับห้าหมื่นแม่นยำกว่าในเรื่องระยะทางแต่ขนาดของภูมิประเทศจะคลาดเคลื่อน
ส่วนแผนที่สองแสนขนาดภูมิประเทศจะถูกต้องกว่าแต่ระยะทางคลาดเคลื่อน
การเทียบแผนที่ทั้งสองอย่างทื่อๆ ง่ายๆ จึงเป็นไปไม่ได้
ลองนึกถึงกรณีพิพาททำนองเดียวกันดังนี้ครับ…ทุกวันนี้กรมที่ดินกับกรมป่าไม้ต่างใช้แผนที่ที่จัดทำขึ้นคนละวิธีกัน จึงมักเกิดความขัดแย้งระหว่างแผนที่ของสองกรมนี้บ่อยๆ
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งเกิดความขัดแย้งเป็นข่าวใหญ่โตระหว่างสองกรมนี้เพราะกรมที่ดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเลยล้ำเข้าไปในเขตที่กรมป่าไม้บอกว่าเป็นเขตป่าที่มีหลักหมายไว้ชัดเจน
เราจะเข้าข้างกรมไหนดี?
สองกรมในประเทศไทยเดียวกันยังทะเลาะกันไม่จบเพราะแผนที่คนละฉบับที่ทำขึ้นด้วยเทคนิควิธีการคนละแบบ ดังนั้น สองประเทศต่างยึดถือแผนที่ของตนที่ทำด้วยเทคนิควิธีการคนละแบบ จะไปจบตรงไหนเมื่อไรกัน
ไม่มีทางที่รัฐและกองทัพของแต่ละฝ่ายจะบอกความจริงทั้งหมด เราท่านรวมทั้งทั้งสี่อมวลชนก็หลงเชื่อโดยไม่สอบสวนเพราะนึกเพียงว่าแผนที่คือแผนที่ ละเอียดกว่าก็แปลว่าดีกว่า
…ซึ่งไม่จริง
สื่อไทยไม่คิดจะสงสัยตั้งคำถามเลยหรือ ไม่อยากทำการบ้านตามวิชาชีพกันบ้างเลยหรือ
ไม่นานมานี้ ผู้ประกาศข่าวทีวีหลายช่องนำภาพถ่ายทางอากาศของกองทัพไทยมาแสดง พวกเขาพากันกล่าวว่านี่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าปราสาททั้งสามอยู่ภายในเส้นเขตแดนของไทยเพราะภาพดังกล่าวมีเส้นสีขีดให้เห็นชัดเจน
เขาคงลืมไปแล้วว่าภาพถ่ายทางอากาศของจริงมันไม่มีเส้นหรอกครับ มันต้องมีคนขีด ใครขีด ขีดเมื่อไร เพื่ออะไร
4) เมื่อคราวไทยพิพาทกับลาวเมื่อปี 2530-2531 (กรณีบ้านร่มเกล้า) เรายึดฉบับสองแสนเป็นหลักเพื่อโต้แย้งกับลาวซึ่งยึดฉบับห้าหมื่น (แปลกดีที่ไทยอิงแผนที่ฝรั่งเศส ลาวอิงแผนที่อเมริกัน ทั้งคู่อิงแผนที่คู่ปรับเก่าในประวัติศาสตร์)
ครั้งนั้น ไทยยังอ้างด้วยว่าฉบับห้าหมื่นไม่ใช่หลักฐานที่สนธิสัญญาต่างๆ รับรอง
ถ้าเช่นนั้น ทำไมครั้งนี้ไทยจึงใช้ฉบับห้าหมื่นล่ะ
ตกลงว่าเพราะเราเป็นคนไทย เราจึงควรยอมรับอะไรก็ได้ที่เข้าข้างเรา ใช่หรือไม่ สื่อไทยและคนไทยช่วยตอบที
คนไทยที่ดีต้องเชียร์ฝ่ายไทย ไม่ต้องสนใจอะไรอื่น ไม่ต้องสนใจหลักฐานข้อมูล เราต้องเอาสิ่งที่เรา “เชื่อ” ว่าเป็นของเรามาให้ได้โดยไม่ต้องสงสัยต่อความเชื่อนั้น และต้องชนะทุกวิถีทาง…งั้นหรือ
ทำไมการเป็นคนไทยที่รักประเทศไทยจะต้องสลัดทิ้งสมองลงท่อ งดใช้สติปัญญาจนกว่าจะชนะ หรือถึงกับต้องทิ้งความเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพ
ทำไมเราจะเป็นพลเมืองไทยที่ดีและเป็นพลเมืองที่ดีของโลกไปพร้อมกันก็ไม่ได้
ทำไมเราจะเป็นพลเมืองไทยที่แฟร์ ควบคู่กับเป็นพลเมืองโลกที่แคร์…ไม่ได้หรือ
ขอเก็บเรื่องสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงมักให้ตำแหน่งแห่งที่ของเขตแดนเปลี่ยนแปลงไป เอาไว้คราวอื่น
ขอเก็บเรื่อง “เสียดินแดน” กี่ครั้ง ยังไงกันแน่จึงนับได้ว่าเสียหรือไม่เสีย และเอาเข้าจริงหมายถึงอะไรกันแน่ในเมื่อสมัยที่ “เสีย” นั้นไม่มีใครคิดว่าเสีย แต่สมัยเรานี่เองที่คร่ำครวญว่า “เสีย” เอาไว้คราวอื่น
ขอเก็บเรื่องดินแดนต่างกันมีน้ำหนักความสำคัญต่างกันในสมัยก่อน บางแห่งทำให้ช้ำใจเจียนตาย บางแห่งยกให้เป็นของกำนัลเฉยเลย แต่สมัยเรานี่เองที่คร่ำครวญว่า “เสีย” ที่ไหนก็ไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว
ขอเก็บเรื่องชาตินิยมบ้านนอกหรือชาตินิยมไกลปืนเที่ยง (provincial nationalism) หรือความเป็นไทยของชาวกรุงในประเทศไทยที่ไม่ Cosmopolitan เอาไว้คราวอื่น
มีคำถามที่เราควรต้องคิดเกี่ยวกับไทย กัมพูชา อีกหลายบทตอน
