bg-single

ไม่มีใครเก่งเท่าส้มแล้ว | คำ ผกา

21.07.2025

คำ ผกา

ไม่มีใครเก่งเท่าส้มแล้ว

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ดูเหมือนว่าสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลและ ครม.ใหม่เริ่มทำงานทันที รวมถึงตัวนายกฯ แพทองธารในฐานะ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

กระแสม็อบก็จางหายไปแทบจะไร้ร่องรอย งานของกระทรวงมหาดไทยก็เร่งเครื่องเรื่องยาเสพติด การทลายแก๊งมิจฉาชีพกัมพูชา

เดินหน้าเอาผิดเรื่องเขากระโดงเพื่อพิสูจน์ให้สังคมเข้าใจว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงอยากได้กระทรวงมหาดไทยมาคุมเอง

ที่น่าสนใจคือ ตลอดสองถึงสามเดือนที่ผ่านมา มีความพยายามสร้างโวหารเรื่องรัฐล้มเหลว แต่ก็ปั่นไม่ขึ้น

จากรัฐล้มเหลวมาถึงกรณีฮุน เซน เทหมดหน้าตักเสี่ยงปล่อยคลิปสนทนาระหว่างตนเองกับแพทองธารหวังปั่นหัวคนไทยให้เข้าใจว่านายกฯ ไทยหัวอ่อน ไม่ทันคน ไม่สมควรเป็นนายกฯ

แต่กลับเป็นปรากฏการณ์บูมเมอแรงแทน เพราะคนที่เสียหายหนักที่สุดคือฮุน เซน เพราะเสียทั้งเครดิตกับสังคมโลก

สร้างความเดือดร้อนให้กับแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทย

สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกับประชาชนที่ค้าขายบริเวณชายแดน

สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกัมพูชา เพราะทันทีที่ปิดด่าน สิ่งที่หายไปจากตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตของกัมพูชาคือนมสดที่นำเข้าจากประเทศไทย

เรื่องนี้ยังเป็นชนวนให้เกิดการขุดคุ้ยเรื่อง “Scambodia” จากสื่อระดับโกลบอล

และถูกซ้ำเติมจากผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่ไม่รีรอจะหยิบเรื่องนี้มาโจมตีรัฐบาล

และอย่างที่ฉันเคยเขียนไปหลายครั้งว่าการละเมิดมารยาทด้วยการปล่อยคลิปของฮุน เซน นั้นจะส่งผลต่อความชอบธรรม ความโปร่งใส ความตรงไปตรงมาของรัฐบาลกัมพูชาในการยื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลโลกแน่นอน

ทั้งหมดนี้แม้นายกฯ แพทองธารจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

แต่กระแสของฝ่ายค้านและประชาชนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะชี้นำสังคมว่า ประเทศชาติถึงทางตันแล้ว นายกฯ หมดความชอบธรรมแล้ว ความหละหลวมของนายกฯ เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการรัฐประหาร ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมาแทรกแซงการเมือง นายกฯ แพทองธารต้องรีบตัดไฟแต่ต้นล้มด้วยการยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน

นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของสังคมไทย และฉันดีใจมากที่สังคมไทย คนไทย และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งไม่สติแตก และมีกระบวนการทำงานทางความคิดที่เป็นระบบระเบียบพอจะเข้าใจว่า เพียงเพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้แปลว่าประเทศชาติล่มสลายแล้ว ต้องยุบสภา ต้องลาออกเพื่อพิสูจน์ความเป็น “นางเอก” (แบบโง่ๆ)

เหตุที่ไม่ต้องยุบสภา เพราะสภายังไม่มีความผิดอะไร

เหตุที่ไม่ต้องลาออกเพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยตัดสินอะไรเลย

นั่นแปลว่าจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย สภาก็ยังทำงานผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ได้

รักษาราชการแทนนายกฯ ก็ยังทำงานได้

ณ วันที่ผู้อ่านคอลัมน์ของฉันได้อ่านคอลัมน์นี้ก็ได้ประจักษ์แก่ตนเองแล้วว่าผ่านมาเกือบครึ่งเดือน ประเทศไทยก็ไม่ได้แตกสลายไปไหน เพียงเพราะนายกฯ แพทองธารไม่ยุบสภา ไม่มีม็อบ ไม่มีการเคลื่อนไหวของกองทัพ

เรื่องที่ฉาวและเป็นปัญหาที่สุด คือเรื่องสีกากอล์ฟ ที่กระชากหน้ากากวงการสงฆ์ระดับอีลีตอย่างชนิดที่เรียกได้ว่า “ทลายโครงสร้าง” ของจริง

เมื่อไม่รู้จะหาเหตุอะไรมา “ล้ม” รัฐบาล พอทรัมป์ปล่อยจดหมายลูกโซ่เก็บภาษีประเทศ 36% ฝ่ายค้านและกองเชียร์ก็รีบงับรับลูกด้วยการบอกว่า รัฐบาลเลวมากใช้งบฯ จ้างล็อบบี้ยิสต์เกือบร้อยล้าน คว้าน้ำเหลวกลับบ้าน ดูสิเวียดนามได้ที่ 20% แย่มาก โง่มาก ไร้ความสามารถมาก

ลิงโลดได้ด่ารัฐบาลฉ่ำไม่ถึงสองชั่วโมง สังคมไทยที่ตอนนี้ “ตาสว่าง” แล้วก็ออกมา “ให้การศึกษา” แก่ฝ่ายค้านกันใหญ่ว่า จดหมายของทรัมป์เขียนเป็นจดหมายเวียนเหมาโหลไปถึงหลายประเทศพร้อมกัน ยังจับแก่นสารอะไรไม่ได้ และญี่ปุ่นที่เจรจาไปแล้ว 7 ครั้งก็ไม่เกิดมรรคผลอะไรที่ดีขึ้น

ประเทศไทยเพิ่งไปคุยมาครั้งเดียว

ที่สำคัญเป็นทรัมป์เองนั่นแหละที่ต้องต่ออายุการเจรจาไปอีกประมาณหนึ่งเดือน คงระดับภาษีไว้ที่ 10% จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม นั่นแปลว่าทีมไทยแลนด์มีเวลาในการทำงานให้รัดกุมกว่าเดิม

ไม่เพียงเท่านั้น ยังปรากฏภาพบาดใจฝ่ายที่อยากเห็นรัฐบาลล่มสลาย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร เดินเข้าบ้านพิษณุโลก เพื่อร่วมพูดคุยกับทีมไทยแลนด์ดังที่ รมต.คลัง พิชัย ชุณหวชิร บอกว่าตนเป็นคนเชิญทักษิณมาเอง เพราะงานโหดหินเรื่องภาษีทรัมป์นี้จำเป็นต้องขอความเห็นจากอดีตนายกฯ ที่มีคอนเน็กชั่นกับผู้นำทั่วโลกแบบทักษิณนี่แหละ

แม้แต่คนที่ไม่ได้เชียร์เพื่อไทย ไม่ใช่คนรักทักษิณก็ยังต้องออกมาปรามคนที่ตีโพยตีพายเรื่องทักษิณเข้าบ้านพิษณุโลกว่า

“เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศบ้างเถอะ หากเราจะใช้งานทักษิณให้คนไทยได้ประโยชน์ก็หลับหูหลับตาใช้ไปเถอะ รู้ว่าไม่ชอบ แต่ตอนนี้เอาความชอบไม่ชอบพักไว้ก่อน เอาเรื่องประโยชน์ที่เราจะได้จากการใช้งานเขาก่อนเถอะนะ”

จบเรื่องทักษิณ มาที่รถไฟฟ้ายี่สิบบาทตลอดสาย เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้ และในที่สุดก็ผ่านสภา จะได้เริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคมนี้ เงื่อนไขคือลงทะเบียนผ่านแอพพ์ทางรัฐ เพราะสงวนสิทธิ์ เฉพาะคนไทยเท่านั้น

เพราะหากไม่มีเงื่อนไขแบบนี้ลูกอีช่างขวางก็จะบอกว่า ทำไมต้องเอาภาษีคนไทยไปอุดหนุนนักท่องเที่ยว

แต่พรรคส้มหรือพรรคประชาชนก็ยังไม่วาย โดยเฉพาะ ส.ส.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ที่ออกมาคัดค้าน โจมตีมาตรการนี้ของรัฐบาลบนเส้นเรื่องที่ว่า เอาภาษีประชาชนมาเอื้อนายทุน ไม่คิดให้จบทั้งระบบ ไม่เชื่อมรถเมล์ ไม่เชื่อมเรือ ไม่ยั่งยืน ไม่คิดระยะยาว

บนเส้นเรื่องเอื้อนายทุนนั้น พรรคส้มบอกว่า หากราคาตั๋วร้อยบาท ประชาชนจ่ายยี่สิบ รัฐต้องเอาเงินแปดสิบบาทชดเชยให้นายทุน ดูสิ เอาภาษีเราไปประเคนให้นายทุนหวานๆ

ส่วนรัฐบาลก็บอกว่า ก่อนมีมาตรการยี่สิบบาท นายทุนก็ได้ร้อยบาทอยู่แล้ว แต่เป็นร้อยบาทจากกระเป๋าประชาชน พอมีมาตรการนี้รัฐก็เข้าไปแบ่งเบาภาระของประชาชนไว้แปดสิบบาท นายทุนก็ได้ร้อยบาทเท่าเดิม แล้วมันเสียหายตรงไหน?

พอถามไปแบนี้ส้มก็กรีดร้องว่า “แล้วทำไมต้องเอาภาษีฉันไปจ่าย?”

รัฐบาลก็ตอบว่า “แล้วทำไมจะเอาภาษีของประชาชนมาช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนไม่ได้?”

เพราะหากใช้ตรรกะแบบพรรคส้ม ฉันก็ถามได้ว่า ทำไมรัฐบาลต้องเอาภาษีประชาชนไปอุดหนุนมหาวิทยาลัยอย่างจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ไม่แฟร์เลย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่ได้เรียนสองมหาวิทยาลัยนี้สักหน่อย!

ถ้าจะอธิบายแบบใจเย็นมีเมตตา รัฐบาลก็อธิบายไปหลายรอบแล้วว่า เงินปีละเจ็ดพันล้านบาทที่รัฐเอาเงินภาษีไปจ่ายให้ “นายทุน” แทนเงินของผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่เคยจ่ายวันละสองร้อย สามร้อยบาทนั้น จะส่งผลกลับมาเป็น “รายรับ” ของรัฐบาลอยู่ดี

เช่น คนใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนเส้นทางรถไฟฟ้ามากขึ้น มีอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้น ราคาห้องแถว ตึกแถวแพงขึ้น มีร้านค้ามากขึ้น ก็หมายความว่ารัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น คนกรุงที่มีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น จากเคยใช้สองร้อย เหลือเงินร้อยหกสิบ เงินร้อยหกสิบนั้นก็เอาไปซื้อชา กาแฟ ขนม ข้าว ฯลฯ ที่ขายบนสถานีรถไฟฟ้า

สิ่งที่ตามมาคือร้านค้าก็ขายของดีขึ้น เงินก็หมุนเวียนมากขึ้น

หลักการก็ง่ายๆ แค่นี้เอง

ส่วนประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน เช่น คนใช้รถไฟฟ้า รถไม่ติด กลับบ้านได้ตรงเวลามากขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้พักผ่อนยาวนานขึ้น หรือมีเวลาออกกำลังกายมากกว่าเดิม

คุณภาพชีวิตดีขึ้นก็ป่วยน้อยลง ป่วยน้อยลงก็ไปใช้งบฯ สามสิบบาทของกระทรวงสาธารณสุขน้อยลง (บ้าง)

เรื่องง่ายๆ แบบนี้ ส้มคิดไม่เป็นหรือ? ฉันอยากรู้จริงๆ

เมื่อคนใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ใช้รถส่วนตัวน้อย ใช้รถตู้คิวน้อยลง มลพิษอาจจะน้อยลง PM 2.5 อาจจะน้อยลง อากาศอาจจะสะอาดขึ้น ก็ต้องรอดูว่าจะส่งผลถึงขนาดนั้นไหม

แต่ที่แน่ๆ ฉันเห็นคนออกมาแสดงความคิดเห็นว่าดีใจกับนโยบายนี้เพราะเป็นรายจ่ายที่กระทบต่อชีวิตมาก เช่น ลูกสองคนนั่งรถไฟฟ้าไปเรียน ถ้าต้องจ่ายคนละสองร้อย สองคนก็สี่ร้อย เดือนหนึ่งก็หมื่นสอง จากหมื่นสอง หากเหลือคนละสี่สิบ สองคนแปดสิบ รายจ่ายตรงนี้เหลือสองพันสี่ร้อยบาท

เท่ากับมีเงินเหลือๆ เดือนละเก้าพันหกร้อยบาท! ซึ่งเป็นกอบเป็นกำมาก

พออธิบายแบบนี้ส้มก็จะบอกว่า ทำไมเอาภาษีคนทั้งประเทศไปช่วยเฉพาะคนที่อยู่กรุงเทพฯ

คำตอบคือ นโยบายใช้ภาษีคนทั้งประเทศที่ไปช่วยคนต่างจังหวัด เช่น ประกันราคาข้าว พยุงสินค้าเกษตรฯ ขุดบ่อหนองน้ำ สะพานมิตรภาพข้ามแดน และอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนแต่เป็นภาษีก้อนเดียวกันนี่แหละ ผ่านการจัดสรรงบประมาณที่มีกรรมาธิการงบฯ เป็น ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองไง (ถอนหายใจยาวๆ)

หากไม่พอใจเรื่องการจัดสรรงบฯ ว่าเป็นธรรม ไม่เป็นธรรม ต้องเรียกงบฯ ทั้งก้อนใหญ่ๆ มาดู ไม่ใช่มาดูโครงการเดียว มาตรการเดียว นโยบายเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะวนกลับไปที่ข้อถกเถียงแบบ กปปส. คือ เงินซื้อข้าวต้องมาจากเงินขายข้าว ห้ามเอาภาษีคนทั้งประเทศไปช่วยชาวนา

และถึงที่สุดหากพรรคส้มจะยืนยันว่า วิธีของพรรคส้มเรื่องแปดบาทถึงสี่สิบห้าบาทของพรรคส้มเริ่ดที่สุด จีเนียสที่สุด เป็นธรรมที่สุด ยั่งยืนที่สุด คิดมาจบสิ้นเป็นกระบวนการรอบคอบที่สุดในสามโลก ก็ไม่เป็นไร

ส้มก็เก็บเอาสิ่งที่เริ่ดที่สุดในสามโลกนี้ไปทำในเวลาที่ตัวเองเป็นรัฐบาล

พรรคส้มต้องเข้าใจก่อนว่า ใครๆ ก็คิดนโยบายให้วันเดอร์ฟูลแค่ไหนก็ได้

แต่การจะวันเดอร์ฟูลได้นั้นต้องตั้งรัฐบาลให้สำเร็จก่อน วิธีจะตั้งรัฐบาลแบบชัวร์คือ ได้สามร้อยเสียงขึ้น จะได้ไม่ต้องมาพึ่งเสียงจากพรรคตระบัดสัตย์แบบพรรคเพื่อไทย หรือพรรคคนชั่วคนเลวพรรคคนขายแป้ง

พรรคส้มดีเป็นเทวดา ดีที่หนึ่ง ดีที่สุด ก็ต้องพยายามมี ส.ส.ให้ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้สำเร็จ

จากนั้นจะวันเดอร์ฟูลแก้รัฐธรรมนูญ แก้โครงสร้าง แก้ 112 แก้อะไรก็ลองทำดูตอนที่ตัวเองได้เป็นรัฐบาล

วันนี้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเขาก็ทำในแบบที่เขาเห็นว่าดี ถ้าพรรคส้มเห็นว่าไม่ดีรัฐบาลก็จะแค่รับฟัง แต่ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องไปทำในวิธีที่ส้มเห็นว่าดี ทำไปแล้วประชาชนชอบหรือไม่ชอบ เขาก็ไปตัดสินกันในคูหาเลือกตั้ง

พรรณิการ์ วานิช บอกว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคส้มไม่ต้อง “วุ่นวาย” ใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทักษิณหรือเรื่องรถไฟฟ้ายี่สิบบาท อีกแป๊บเดียวก็ครบสี่ปี ทนๆ ไว้

เพราะถ้าพรรคเพื่อไทย “ตาย” อย่างที่ว่า เดี๋ยวพรรคส้มก็ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

เอาเวลาที่เหลือสองปีนี้ไปคิดเถอะว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะขายนิทานเรื่องอะไรเพราะ 112 ก็ลบแล้ว ทลายทุนผูกขาดเสื่อมแล้ว

อย่าให้พรรคทั้งพรรคเหลือแต่น้ำประปาดื่มได้เลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดร.มัลลิกา นำทีม Dr.Mallika Skincare ฝึกซ้อมกู้ภัยและดับเพลิงประจำปี ยกระดับความปลอดภัยองค์กร รับมือเหตุฉุกเฉินอย่างมืออาชีพ
“ในหลวง-ราชินี” พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำคณะเข้าเฝ้าฯ
รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด
จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง