bg-single

เสียดินแดนเป็นประวัติศาสตร์ ที่เกิดจากทัศนะผิดยุคสมัย | ธงชัย วินิจจะกูล

30.07.2025

บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล

หมายเหตุ : บทความนี้ปรับปรุงจากบางตอนในหนังสือ กำเนิดสยามจากแผนที่, สำนักพิมพ์คบไฟ, 2556, บทที่ 8

ตามท้องเรื่องของการสูญเสียดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น จักรวรรดินิยมยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสรับบทเป็นหมาป่า ส่วนสยามเป็นลูกแกะที่ชะตากรรมแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ขณะที่เพื่อนบ้านของตนล้วนเอาชีวิตไม่รอดแล้วทั้งสิ้น สยามสามารถปกป้องตนเองได้อย่างสง่างาม สมเหตุสมผลและชาญฉลาด เรื่องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเพราะว่าหมาป่าฝรั่งเศสใช้กำลังอำนาจข่มขู่อย่างไร้เหตุผลเกินความสามารถของสยามที่จะจัดการด้วยเหตุและผลได้

แต่หากพิจารณาอย่างละเอียด เราจะพบว่าเรื่องเล่าเช่นนี้วางอยู่บนสมมุติฐานจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องทึกทักว่ามีอยู่เป็นอยู่โดยไม่ต้องพิสูจน์และแย้งไม่ได้ หาไม่แล้วเราก็จะอ่านและจดจำประวัติศาสตร์ตอนนี้ต่างออกไป

สมมุติฐานเหล่านี้จึงมิได้เป็นแค่ความคิดเห็นของบางคน แต่มันทำหน้าที่บงการความเข้าใจเหตุการณ์ การอ่านเรื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผล การสร้างความหมายจากอดีต และก่อให้เกิดเป็นคุณค่าแบบหนึ่งๆ ทั้งทางปัญญาและอารมณ์ความรู้สึกด้วย

ปัญหาก็คือ สมมุติฐานทั้งหมดของประวัติศาสตร์การเสียดินแดนล้วนเป็นทัศนะผิดยุคผิดสมัย เป็นความเข้าใจอดีตที่ผิดฝาผิดตัว

สมมุติฐานแรกคือ การทึกทักว่า
อธิปไตยเหนือดินแดนของสยาม
ดำรงอยู่มานานแล้ว

งานเขียนทั้งหมดเกี่ยวกับการสูญเสียดินแดน เริ่มต้นจากการต้องทึกทักล่วงหน้าโดยห้ามโต้แย้งว่าอธิปไตยของสยามแผ่ขยายไปไกลมากและเป็นเช่นนี้มาโดยตลอดหรือมานานมากแล้ว

จากนั้น ต้องลบประวัติศาสตร์ ไม่ให้เห็นความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐแบบจารีตกับสมัยใหม่ ไม่รู้จักประเทศราชที่มีอำนาจของกษัตริย์ซ้อนทับกันหลายองค์ในเวลาเดียวกัน ทั้งกษัตริย์ของแว่นแคว้นนั้นๆ และอธิราชหรือจักรพรรดิทั้งหลายซึ่งล้วนถือว่าแว่นแคว้นประเทศราชนั้นๆ เป็นของตน ไม่มีความคลุมเครือในเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนประเทศราชนั้นๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

หากไม่ทึกทักสมมุติฐานข้อนี้แล้ว ก็ย่อมตัดสินไม่ได้ว่าใครได้หรือเสียดินแดน

นอกจากนั้น สมมุติฐานนี้ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับสร้างความชอบธรรมให้กับความพยายามของสยามที่จะควบคุมดินแดนที่เป็นข้อพิพาทนั้น โดยทำให้มองว่าเป็นการ “ป้องกันตนเอง” การปราบปรามอดีตประเทศราชทั้งหลายย่อมเป็นการจัดการกิจการภายในของสยาม

สมมุติฐานนี้ยังป้องกันไม่ให้เกิดการตีความ “อย่างไม่เหมาะสม” ที่อาจชี้ให้เห็นถึงการขยายดินแดน การตีเมืองขึ้น หรือแม้แต่การแข่งขันแย่งชิงของสยาม

สมมุติฐานดังว่านี้ยังเป็นการกดทับปิดกั้นไม่ให้ตระหนักว่าแว่นแคว้นหรือรัฐเล็กๆ ในภูมิภาคเป็นฝ่าย “เสียดินแดน” ชัดที่สุด ส่วนจักรวรรดิทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นจักรวรรดิใหม่จากยุโรปหรือจักรวรรดิในการเมืองจารีตอย่างสยาม พม่า เวียดนาม ล้วนเป็น “หมาป่า” ใหญ่น้อยทั้งนั้น

แต่ว่าสมมุติฐานข้อแรกนี้ผิดยุคผิดสมัย เพราะในขณะนั้นสยามยังไม่ได้สถาปนาอธิปไตยเหนือดินแดน

สมมุติฐานที่สองคือ ทำให้การเสียดินแดนเป็นเรื่องเล่า
ในบริบทการเมืองระหว่างประเทศสมัยใหม่ (modern international relations)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทลัทธิล่าอาณานิคม

บริบทเช่นนี้จึงกำหนดว่าเหตุการณ์ทั้งหลายจะต้องถูกมองในแง่ของความขัดแย้งระหว่างสยามในฐานะรัฐชาติที่มีอธิปไตยเหนือดินแดนกับมหาอำนาจตะวันตก ทั้งๆ ที่สยามยังไม่ใช่รัฐชาติและความสัมพันธ์ของสยามกับรัฐเล็กๆ ตามขอบขัณฑสีมายังเป็นระหว่างเจ้าจักรวรรดิกับเจ้าประเทศราชตามแบบจารีต

บริบทการเมืองระหว่างประเทศเป็นเสมือนตัวกำกับการอ่านและเข้าใจอดีต เป็นตะแกรงที่คัดกรองไม่ให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐใหญ่เล็กตามแบบจารีต ขจัดเสียงของรัฐเล็กๆ ทั้งหลายที่ไม่มีโอกาสเป็นรัฐชาติในเวลาต่อมาออกไป ตะแกรงนี้อนุญาตให้มีแต่เรื่องราวของรัฐชาติที่เบียดเบียนรังแกกันเท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นบริบทที่ผิดยุคผิดสมัย ผิดฝาผิดตัว

ถ้าหากอ่านเหตุการณ์ทั้งหลายผ่านบริบทที่แตกต่างออกไป ก็จะได้ประวัติศาสตร์ที่ต่างออกไป ไม่ใช่การเสียดินแดน กล่าวคือ ในขณะนั้น ความสัมพันธ์ของสยามกับรัฐเล็กๆ ตามแบบจารีตยังเป็นแบบลำดับชั้นระหว่างกษัตริย์ใหญ่เล็ก ทั้งสยามและฝรั่งล้วนกำลังต่อสู้แย่งชิงเหยื่อที่เป็นรัฐเล็กๆ หรือเป็นประเทศราช

ทั้งสยามและฝรั่งเศสเป็นหมาป่าทั้งคู่ เพียงแต่สยามเป็นหมาป่าตัวเล็กที่มีกำลังทหารและความสามารถสู้ฝรั่งเศสไม่ได้

ประวัติศาสตร์เสียดินแดนเป็นการอ่านอดีตด้วยทัศนะต่อต้านจักรวรรดินิยมอย่างคนในยุคหลังอาณานิคม มองไม่เห็นความมุ่งหมายของจักรวรรดิสยาม เห็นแต่ชาติมหาอำนาจรังแกชาติที่มีอำนาจน้อยกว่าอย่างเช่นสยาม สยามในบริบทแบบนี้มิได้เป็นคู่แข่งขันหรือเป็นจักรวรรดิระดับภูมิภาค สยามกลายเป็นลูกแกะแทนที่จะเป็นหมาป่าตัวเล็ก เป็นเหยื่อแทนที่จะเป็นคู่ต่อสู้กับฝรั่งเศสในการแย่งชิงกันครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาค

เรื่องเล่าของจักรวรรดิที่พ่ายแพ้จึงกลับกลายเป็นประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของชนชั้นนำสยามผู้ต่อต้านลัทธิอาณานิคม

สมมุติฐานที่สามคือ ประวัติศาสตร์นี้
ต้องใช้มุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ เท่านั้น

ถ้าหากเป็นการต่อต้านจักรวรรดินิยม มุมมองของกรุงเทพฯ คงจะเหมาะสมเพราะเราควรเห็นอกเห็นใจรัฐชาติที่ถูกรังแก แต่ถ้าหากเป็นการต่อสู้แย่งชิงรัฐเล็กๆ ที่เป็นประเทศราช มุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ ก็จะเป็นเพียงทัศนะของหมาป่าตัวเล็กผู้พ่ายแพ้

มุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ ย่อมปิดบังความปรารถนาของจักรวรรดิกรุงเทพฯ แต่กลับขยายภาพการต่อต้านลัทธิอาณานิคมของชาติไทยแทน ชัยชนะของกองทัพสยามและการสถาปนารัฐรวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ ได้รับการเฉลิมฉลองว่าเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของชาติ นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ประชาชน [ในรัฐประเทศราช] ได้รับการปลดปล่อย หากไม่ใช้มุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ จะไม่รู้ว่าใครปลดปล่อยใครจากใคร?

ในมุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ ความเจ็บปวดของรัฐเล็กๆ เสียงและความต้องการของพวกเขาย่อมถูกมองข้ามหรือขจัดทิ้งไป ราวกับว่าพวกเขาเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับความปรารถนาของสยาม

ถ้าเราเพียงแต่เปลี่ยนมุมมอง ลองอ่านเหตุการณ์ทั้งหลายจากมุมมองของรัฐเล็กๆ อ่อนแอกว่าที่ตกเป็นเหยื่อของรัฐจักรวรรดิมาตลอดนับร้อยปี และพยายามตลอดมาที่จะเป็นอิสระจากจักรวรรดิสยาม เราก็อาจจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองของสยามว่าเป็นทำนองเดียวกับประวัติศาสตร์ของนักล่าอาณานิคม กล่าวคือ สยามพยายามอ้างความเหนือกว่าโดยธรรมชาติเข้าผนวกบรรดารัฐชายขอบ

แต่ทัศนะของเจ้ากรุงเทพฯ กลายเป็นทัศนะมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไปในประเทศไทยปัจจุบัน กลายเป็นมุมมองของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ศึกษาเรื่องสยามสู่ความทันสมัย ยิ่งไปกว่านั้น ความเจ็บปวดรวดร้าวของผู้ปกครองสยามในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผลของความพ่ายแพ้ในการแข่งขันล่าดินแดนและอาการช็อกเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ร.ศ.112 ได้กลายมาเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวแห่งชาติ

เราท่านชื่นชม สดุดี และเฉลิมฉลองการที่สยามสามารถรักษาล้านนาและรัฐมาเลย์จำนวนหนึ่งไว้ได้ ชื่นชมการปราบปรามพวกที่ต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจของกรุงเทพฯ เช่น กบฏ ร.ศ.121 เพราะในสายตาของเจ้ากรุงเทพฯ การต่อต้านของท้องถิ่นเป็นอุปสรรคต่อความอยู่รอดของ “ประเทศชาติ” ฉะนั้น การปราบปรามประเทศราชในบางคราวจึงจำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ

เราท่านคงแทบไม่เคยสงสัยว่าประวัติศาสตร์เสียดินแดนเป็นผลผลิตของทัศนะของเจ้ากรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่เราท่านจำนวนมากไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แต่มาจากอดีตประเทศราชที่ถูกกรุงเทพฯ ผนวก ยิ่งไปกว่านั้น เราท่านส่วนใหญ่ 99% ไม่ใช่เจ้า แต่กลับไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าทำไมเราท่านจึงต้องสมาทานทัศนะของเจ้ากรุงเทพฯ มาเป็นของเราเสียจนคิดเข้าใจอดีตจากมุมมองเหยื่ออื่นๆ ไม่ได้

มุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ เป็นทัศนะที่ถูกต้องโดยธรรมชาติหรือ หรือว่ายังไงๆ ก็ถูกต้องเพราะเราเกิดเป็นคนไทย ยังไงๆ เราต้องสมาทานความคิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เจ็บปวดรวดร้าวเหมือนเจ้ากรุงเทพฯ เคยรู้สึกเสียพระเกียรติยศ ทั้งๆ ที่เราท่านไม่ใช่เจ้าสักหน่อย

เราท่านต้องงดใช้สติปัญญาหรืองดความสามารถคิดเข้าใจจากมุมของคนอื่นที่ต่างออกไปหรือ เชื่อกันเข้าไปตามอย่างเจ้ากรุงเทพฯ เพราะเราเป็นคนไทย เช่นนั้นหรือ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ประวัติศาสตร์การเสียดินแดนสามารถดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐแบบก่อนสมัยใหม่และอาณาจักรที่ไม่มีพรมแดนถูกละเลยหรือกดทับไว้เท่านั้น แล้วอ่านเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยการทึกทักห้ามโต้แย้งว่าเหตุการณ์ทั้งหลายต้องเข้าใจตามทัศนะสมัยใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและรัฐสมัยใหม่ที่มีเส้นเขตแดนชัดเจน มีอำนาจอธิปไตยอันสมบูรณ์เป็นของรัฐหนึ่งๆ แต่ผู้เดียว ความเจ็บปวดก็ชัดเจนเป็นรูปธรรมถึงกับเข้าใจได้ด้วยมโนภาพใหม่ นั่นคือเป็นดินแดนที่ “เสีย” ไป

ปัญหาก็คือ สมมุติฐานทั้งหมดของประวัติศาสตร์การเสียดินแดนล้วนเป็นความเข้าใจอดีตผิดๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“โนรา” มาจากละครสมัยอยุธยา
‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน