ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
บางคนมองว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ นั้นมีลักษณะหมุนวน ประหนึ่งวัฏจักร-วงจร ซึ่งเต็มไปด้วยการทำซ้ำทับรอยเดิม จนเหมือนไม่เคยเคลื่อนที่ไปไหน
หากพิจารณาจากชะตากรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เคยเกือบต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2566 ก่อนจะต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำจริงๆ ในปี 2568
หรือพิจารณาจากชะตากรรมของ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่ควรจะได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตั้งแต่ปี 2558 แต่กลับถูกตีตกด้วยเหตุผล “เขาอยากอยู่ยาว” แล้วโดนแทนที่ด้วย “รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์” ในปี 2560
ทว่า พอมาถึงปี 2568 บวรศักดิ์ก็กลับมามีชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายใน “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล”
โดยที่นายกฯ ใหม่ เอ่ยปากบอกกับสื่อมวลชนเองว่า รองนายกฯ คนนี้จะเข้ามาทำงานเรื่องรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม คำถามน่าสนใจมีอยู่ว่า การต้องกลับเข้าไปรับโทษในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปีของอดีตนายกฯ ทักษิณก็ดี การได้รับโอกาสที่สองของอาจารย์บวรศักดิ์ก็ดี คือเครื่องบ่งชี้ว่าการเมืองไทยตกอยู่ในสภาพแน่นิ่งไม่ไปไหนจริงๆ หรือ?

โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ และเห็นว่าการเมืองไทยร่วมสมัยไม่เคย “เดินซ้ำย้ำรอยเดิม” เพียงแค่ชอบเดินวนมาสู่วิถีทางคล้ายๆ เดิม ด้วยรายละเอียด เหตุ และปัจจัยใหม่ๆ เท่านั้นเอง
ดังจะเห็นว่าภายใต้เค้าโครงเรื่องราวทางการเมืองที่แลดูไม่ค่อยต่างจากเดิมนั้น มักซ่อนแฝงไว้ด้วยเงื่อนไขใหม่ๆ อยู่เยอะแยะเต็มไปหมด
ถ้าทักษิณยอมอยู่ในเรือนจำตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน และไม่พยายามหาทางขึ้นไปอยู่บน “ชั้น 14” สังคมการเมืองไทยและ “รัฐบาลเพื่อไทย” ก็อาจเดินไปสู่อีกจุดหนึ่ง ที่ไม่เหมือนกับภาพและบทอวสานที่พวกเรารับรู้จากจุดปัจจุบัน
แต่เมื่อผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยยอมกลับไปรับโทษในเรือนจำตามคำสั่งของศาล ณ ปี 2568 ก็ใช่ว่าการเมืองไทยจะย้อนเวลากลับไปตั้งต้นที่ปี 2566 กันใหม่
เพราะอย่างน้อยพรรคแกนนำรัฐบาลก็ได้เปลี่ยนมือจากเพื่อไทยไปสู่ภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยที่อำนาจรัฐหลุดลอยออกจากมือ ก็กำลังลื่นถลำเข้าสู่สภาวะสุ่มเสี่ยง-ท้าทายครั้งสำคัญ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินในแง่ร้ายว่า อดีตพรรคการเมืองที่เคยถือธงนำของฝ่ายประชาธิปไตย อาจได้ ส.ส.ไม่ถึงร้อยที่นั่ง ในการเลือกตั้งรอบหน้า

เช่นเดียวกับการรีเทิร์นของมือกฎหมายชื่อบวรศักดิ์ ซึ่งเงื่อนไขว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สนองตอบต่อความต้องการจะอยู่ในอำนาจยาวๆ ของ “ระบอบประยุทธ์” กับเงื่อนไขเพื่อเข้ามาริเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในยุครัฐบาลอนุทิน ก็คงไม่เหมือนกันเป็นพิมพ์เดิมแบบเป๊ะๆ
ต่อให้หลักคิด อุดมการณ์ โลกทัศน์ ของอาจารย์บวรศักดิ์อาจจะตั้งมั่นอยู่ตรงจุดเดิมก็ตาม
อย่างน้อยที่สุด การต้องกลับไปหาบวรศักดิ์ ก็คือการตอกย้ำแนวคิดที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในสังคมว่า “รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นมีชัย” เมื่อปี 2560 นั้นสร้างปัญหา-อุปสรรค ทั้งต่อนักการเมือง ระบบการเมือง และสุขภาวะของประเทศไทยโดยรวม
หน้าที่ของบวรศักดิ์จึงได้แก่การเข้ามาช่วยวางโครงสร้างทางการเมืองอันใหม่ และหาวิธีถอนพิษเก่าให้หมดสิ้นไป
ณ ตอนนี้ ยังไม่มีใครล่วงรู้หรอกว่า กระบวนการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะคลี่คลายไปสู่จุดใด และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้แก่สังคมไทยบ้าง
กระนั้นก็ดี การแสวงหาหนทางตั้งหลักกันใหม่-สร้าง “ฉันทมติใหม่” รอบนี้ ย่อมถือเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อสถานการณ์บ้านเมืองอันพลิกผันไป จนทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมอยู่ใน “ดุลอำนาจ” ของสังคมการเมืองไทย ต่างต้องขยับเขยื้อนออกจากฐานที่มั่นเดิมของตนเอง
