ทุนเทา-ตั๋วช้าง-นักการเมืองอาชญากร | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ในที่สุดปัญหา “ทุนเทา” ก็เป็นเรื่องที่คนไทยเริ่มพูดว่าเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ คนไหนบ้างในไทย แต่ที่มากกว่าการพูดเรื่องอดีตนายกฯ คือการตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลแก้ปัญหา “ทุนเทา” ไม่ได้, รัฐบาลไม่ต้องการแก้, รัฐบาลไม่มีความสามารถแก้ หรือแม้แต่รัฐบาลเป็นพวกเดียวกับกลุ่ม “ทุนเทา”
ลำพังความเชื่อว่าอดีตนายกฯ เกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ก็แย่แล้ว แต่ที่แย่กว่าคือข้อมูลเรื่อง “ทุนเทา” ลุกลามถึงจุดที่เกิดความเชื่อว่ามีอดีตนายกฯ เกี่ยวข้องมากกว่า 1 คน ซ้ำพรรคการเมืองที่มีข้อมูลว่า ส.ส.หรือรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ก็มีอย่างน้อย 3 พรรค ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นหรือเคยเป็นรัฐบาล
ข่าวดีสำหรับแฟนๆ พรรคประชาชนและพรรคเป็นธรรมคือ 2 พรรคนี้ไม่เคยเป็นรัฐบาล ข้อมูลเรื่อง “ทุนเทา” ไม่ปรากฏความเชื่อมโยงกับสองพรรคนี้แม้แต่น้อย
ตรงข้ามกับ 3 พรรคซึ่งมีชื่อว่าเกี่ยวกับ “ทุนเทา” ซึ่งล้วนมีตัวละครที่เชื่อมโยงกันเป็น Cluster เดียวกันผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ที่พิสดาร
เพื่อความเป็นธรรมกับ 3 พรรคที่มีตัวละครเกี่ยวข้องกับ “ทุนเทา” ต้องระบุด้วยว่าข้อมูลเท่าที่มีตอนนี้คือผู้เกี่ยวข้องทั้ง ส.ส.และรัฐมนตรีเป็นเรื่องระดับ “ปัจเจก” ยิ่งกว่าองค์กร
และเพื่อความเป็นธรรมกับประชาชน ก็ต้องระบุด้วยว่าในอนาคตเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ทุกคนในองค์กรเกี่ยวข้องได้เช่นกัน
ไม่ใช่ความลับต่อไปว่า 1 ในพรรคที่ตกเป็นข่าวว่าพัวพันกับเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคและคนของพรรคจะเกี่ยวหรือไม่ในแง่กฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ในอนาคต เพียงแต่ปัญหาคือการพิสูจน์เรื่องนี้ยังไม่เกิด เพราะรัฐบาลยังไม่ยอมดำเนินคดีกับนักการเมืองในกรณีนี้เลย
เพื่อให้เห็นความเลวร้ายของปัญหายิ่งขึ้น เราเป็นประเทศที่รองนายกฯ ถูกสงสัยว่าพัวพันกับ “ทุนเทา” เช่นเดียวกับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, กรรมการตลาดหลักทรัพย์, อดีตรัฐมนตรี, ผู้บริหารไฟแนนซ์, ส.ส.พรรครัฐบาล, อดีตนายกฯ ฯลฯ
แต่ยังไม่มีการดำเนินการกับคนเหล่านี้แม้แต่รายเดียว
“ทุนเทา” เป็นปรากฏการณ์ที่พบในหลายสังคม แต่มีไม่กี่ประเทศซึ่งมีข้อมูลว่า “ทุนเทา” มีเครือข่ายพัวพันถึงอดีตผู้นำสูงสุดของประเทศ บุคคลระดับสูงในรัฐบาล และอาจถือครองอำนาจรัฐโดยตรงขั้นรองนายกฯ หรือ ส.ส.พรรครัฐบาลพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์, ฟอกเงิน และพนันออนไลน์
สังคมไทยยังไม่มีคำนิยามว่า “ทุนเทา” คืออะไรที่ทุกฝ่ายตกลงกัน แต่ถ้าอนุมานตามนักวิชาการและพรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคเดียวที่พูดเรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่พูดโหนกระแส หรือพูดเพื่อขู่ปิดปากคนอื่น “ทุนเทา” ก็คือ “ทุนอาชญากรรม” ที่ยึดอำนาจรัฐด้วยเงินผิดกฎหมายผ่านวิธีการที่แยบยล
“ทุนเทา” เป็นคำซึ่งพูดปุ๊บคนไทยรู้ว่าหมายถึงทุนสแกมเมอร์, ฟอกเงิน และธุรกิจผิดกฎหมายทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศ “ทุนเทา” จึงเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ยึดอำนาจรัฐผ่านนักการเมือง, ข้าราชการ, องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบทางการเงิน รวมทั้งคนทุกกลุ่มที่ช่วยให้เกิดการฟอกเงิน
การใช้ “ทุน” เพื่อซื้ออำนาจเกิดในไทยจากอดีตจนปัจจุบัน นักการเมืองบางกลุ่มใช้เงินซื้ออำนาจเพื่อใช้อำนาจคอร์รัปชั่น, รีดไถ, กินส่วนต่าง, ได้สัมปทาน ฯลฯ แต่ “ทุนเทา” ทำมากกว่านั้นเพราะเป็นทุนอาชญากรรมที่ซื้ออำนาจแล้วใช้อำนาจฟอกเงินสกปรกเป็นเงินสะอาดในระบบเศรษฐกิจเลย
นักการเมืองสีเทาต้องการตำแหน่งเพื่อเอาไปหาเงิน หากได้เป็นรัฐมนตรีก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็เอาผู้ช่วย, ประธานกรรมาธิการ, ที่ปรึกษากรรมาธิการ หรืออะไรก็ได้ที่หาเงินได้
ส่วนนักการเมืองแนว “ทุนเทา” ทำแค่นั้นไม่พอ เพราะต้องสร้างองค์กรหรือซื้อสถาบันต่างๆ จนกฎหมายไม่แตะต้อง “ทุนเทา”
ในแผนผังซึ่งคุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ พูดถึง “สส.ช.” ซึ่งโดนคดีพนันออนไลน์แต่หลุดคดีเพราะตำรวจกลับคำให้การ มีการกล่าวหาบุคคลบางคนซื้อสถาบันต่างๆ โดยจ่ายรายเดือนจากต้นทางถึงปลายทางให้ผู้มีอำนาจตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติจนซื้อตำรวจ ซื้อข้าราชการ ซื้อนักการเมือง และเป็น ส.ส.พรรครัฐบาลในปัจจุบัน
ในเอกสารคุณอัจฉริยะ แก๊งคอลเซ็นเตอร์จ่ายส่วยรายเดือนให้ตำรวจแทบทั้งจังหวัดเพื่อไม่ให้ถูกจับ เครือข่ายพนันออนไลน์กลายเป็นนายของผู้รักษากฎหมาย ส่วนนักการเมืองท้องถิ่นที่สะสมทุนจากเรื่องนี้ก็ซื้อเสียงจนชนะเลือกตั้ง อยู่ฝ่ายรัฐบาล และอนาคตอาจเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี
เพื่อให้เห็นความเลวร้ายของเครือข่ายนี้ยิ่งขึ้น นักการเมืองที่ถูกจับในปี 2565 ถูกแต่งตั้งเป็น “กรรมาธิการตำรวจ” ในปี 2567 โดยคนที่แต่งตั้งเป็น ส.ส.ที่เคยก่อคดีรุมทำร้ายร่างกายนักธุรกิจแล้วขู่เอาชีวิต แต่ต่อมาผู้ถูกทำร้ายถอนแจ้งความโดยอ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าใจผิด ส่วนผู้ทำร้ายได้เป็นรัฐมนตรี
ไม่มีใครรู้ว่าทำไม นักการเมืองนั้นไปอยู่พรรคที่ผู้ใหญ่ของพรรคนั้นมีภาพกับ “เบน สมิธ” ซึ่งเป็นมนุษย์ 4 ชื่อที่พัวพันกับอดีตนายกฯ ที่ถูกเปิดเผยว่าเคยขอให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหยุดดำเนินการกับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งตอนนี้ถูกชี้มูลว่ารับส่วยเว็บพนันออนไลน์กับตำรวจ 200 คน
“ทุนเทา” เชื่อมโยงกับ “การเมืองเทา”, “ตำรวจเทา” และ “ธุรกิจสีเทา” ซึ่ง ส.ส.เป็นโครงสร้างส่วนบนชั้นล่างที่เชื่อมต่อกับ “อดีตนายกฯ” หรือ “ผู้นำพรรค” ซึ่งเป็นโครงสร้างระดับกลาง แต่ปริศนาที่ยังไม่มีใครรู้หรือกล้าพูดคือ แล้วใครอยู่ส่วนบนสุดของโครงสร้างสีเทาทั้งหมดในปัจจุบัน
นักรัฐศาสตร์เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า “State Capture” หรือ “ทุนอาชญากรรมซื้ออำนาจรัฐ” ซึ่งพรรคการเมือง, องค์กรธุรกิจ และมูลนิธิต่างๆ ไม่เปิดเผยว่าใครคือ “เจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง” เพราะทุกองค์กรล้วนเป็นช่องทางให้ “ทุนเทา” สวมรอยเข้าสู่อำนาจรัฐและระบบเศรษฐกิจการเมือง
ต้องไม่ลืมว่า “ทุนเทา” คือทุนที่แทบไม่มีต้นทุน ตัวอย่างเช่น พนันออนไลน์อาจใช้เงินทุน 1,000 ล้าน แต่ได้กำไร 10,000 ล้าน หรือแม้แต่ “บิ๊กโจ๊ก” เคยบอกว่าเว็บพนันต้องจ่ายส่วยปีละ 3,600 ล้าน ซึ่งแปลว่าคนพวกนี้ต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเอาไปลงทุนทางการเมืองได้มหาศาล
เมื่ออดีตนายกฯ หรือรองนายกฯ ถูกกล่าวหาเป็นพวกเดียวกับ “ทุนเทา” การดำเนินการตามกฎหมายกับทุนเทาย่อมยุ่งยาก ส่วนการใช้เงินทุนเทาซื้อเสียง, ซื้อ ส.ส. และรวมเสียง ส.ส.ไปแลกเก้าอี้รัฐมนตรีก็มีมากขึ้น พรรคแบบนี้จึงเป็นที่รวมของรัฐมนตรีและ ส.ส.คุณภาพต่ำซึ่งไม่โดดเด่นเรื่องทำเพื่อส่วนรวมเลย
สำหรับคนไทยที่เบื่อสภาพรัฐบาลซึ่งเต็มไปด้วย “รัฐมนตรีห่วย” ขาประจำตั้งแต่ปี 2562-2568 การเลือกตั้งปี 2569 กำลังทำให้พรรคสีเทาซึ่งเป็นศูนย์รวมของนักการเมืองสีเทาเติบโตยิ่งขึ้น ถึงไม่มีใครรู้ว่าพรรคแบบนี้จะชนะเลือกตั้งมากขึ้น หรืออาจจะน่าขยะแขยงจนได้ ส.ส.น้อยลงกว่าเดิม
“ทุนเทา” เป็นปัญหาซึ่งเชื่อมโยงสแกมเมอร์ข้ามชาติกับธุรกิจใต้ดินในประเทศและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมือง ความไม่พอใจที่คนไทยมีต่อ “ทุนเทา” จึงมีต้นเหตุที่มาจากเรื่องประชาธิปไตย, เรื่องธุรกิจสีเทาฟอกเงิน, เรื่องมาเฟียต่างชาติ หรือแม้แต่นักการเมืองชั่วยึดครองบ้านเมือง
อุดมการณ์ทางการเมืองของการวิจารณ์ “ทุนเทา” ผสมผสานกันตั้งแต่ชาตินิยม, อนุรักษนิยม และเสรีนิยม การชูคำขวัญประเภท “มีเราไม่มีเทา” จึงมีโอกาสได้ความสนับสนุนจากคนกลุ่มต่างๆ อย่างกว้างขวางกว่าที่คิด เพราะเป็นการชูประเด็นซึ่งคนหลายขั้วอุดมการณ์ยอมรับได้โดยดุษณี
ยิ่งไปกว่านั้น “มีเราไม่มีเทา” ยังเปิดทางไปสู่การเสนอนโยบายเพื่อปฏิรูป “โครงสร้าง” ประเทศในด้านต่างๆ เช่น ความโปร่งใสของพรรคการเมือง ความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่คนทุกกลุ่มในสังคมไทยเรียกร้องมานาน
ไม่ว่าจะมีความคิดทางการเมืองแบบไหน ทุนเทาและนักการเมืองอาชญากรไม่ใช่สิ่งที่ใครพึงปรารถนาอย่างแน่นอน
