ส่องวิบากกรรมคดี 4 นายกฯ ค่ายแดง ‘รัฐพันลึก’ รีดภาษี 1.76 หมื่นล้าน ไล่บี้อุทธรณ์ ม.112 ขึงเป้า ‘ทักษิณ’
จุดจบแต่ละนายกฯ จากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ซึ่งมาจากการเลือกตั้งได้ฉันทามติเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่างมีวิบากกรรมจบไม่สวย ด้วยอำนาจนอกระบบ “รัฐพันลึก” ที่มีต้นทางรากเหง้าจากการรัฐประหาร และถูกโค่นล้มเปลี่ยนตัวนายกฯ ด้วยอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารได้ออกแบบขึ้นและยกร่างรัฐธรรมนูญไว้
เริ่มที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายฯ คนที่23 ได้รับการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายระหว่างปี 2544-2548 เป็นนายกฯ ถึง 2 สมัยซ้อน ในสมัยแรกอยู่ครบ 4 ปี แต่สมัยที่ 2 ต้องเผชิญชะตากรรม”รัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549
สารตั้งต้นคดีไล่ล่านายกฯ จากเสียงของประชาชน 19 ล้านเสียง มีการตั้งองค์กรตรวจสอบที่จากรากเหง้าของคณะรัฐประหารโดยตั้งองค์กรที่เรียกว่า “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) หน่วยงานพิเศษที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารปี 2549 และบรรดา กรรมการ คตส.ล้วนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ดร.ทักษิณ
“3 คดีต้นทาง” ทำให้ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ต้องถูกศาลสั่งบังคับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปี เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ซึ่งมีโทษรวมจำคุก 10 ปี แต่นับโทษซ้อนกันเหลือจำคุกเพียง 8 ปี
1.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษ แบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือคดีหวยบนดิน โดยศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
2.คดีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อแก่รัฐบาลสหภาพพม่า 4,000 ล้านบาท ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา
3.คดีให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แทน โดยบริษัท ชินคอร์ปฯ เป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐ และเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม โดยศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา
3 คดีเหล่านี้เป็น “คดีเชิงนโยบาย” แม้ไม่พบการทุจริตส่วนตัว แต่ถูกตีความให้เข้าข่าย “ใช้อำนาจโดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 152 ซึ่งไม่เคยถูกใช้กับรัฐบาลใดมาก่อน และส่งผลให้เวลานี้ “ทักษิณ”ต้องถูกบังคับโทษจำคุก 1 ปีอยู่ในเรือนจำ

ขณะที่ ทักษิณ เคยกล่าวว่า “ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ คือ การทำคดีตั้งแต่ต้น ก็มีการข่มขู่พนักงานสอบสวน โดยผู้บังคับบัญชา… คดีมันไม่ควรจะเป็นคดี”
ด้าน สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เคยวิเคราะห์ 3 คดีนี้ว่า เป็นกระบวนการ ทำให้ความชอบธรรมทางการเมือง กลายเป็นความผิดทางอาญา และเป็นจุดเริ่มต้นของ “กฎหมายแบบเลือกข้าง”
หลังจาก “ทักษิณ”ถูกบังคับโทษจำคุก 1 ปีในเรือนจำคลองเปรม ยังต้องเผชิญอุปสรรคการพ้นโทษก่อนกำหนด เพราะอัยการสูงสุด (อสส.) ได้พิจารณาสั่งอุทธรณ์สำนวนคดีมาตรา 112 ซึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องก็ตาม
ขณะที่ คณะกรรมการพิจารณษคดี ม.112 ของ อสส.เคยมีมติ 8 ต่อ 2 เสียงเห็นควรไม่อุทธรณ์คดีนี้ แต่ผลกระทบต่อการยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 อาจเป็นอุปสรรคกระทบต่อโอกาสการขอพักโทษตามระเบียบราชทัณฑ์ ซึ่งอาจปิดประตูการพ้นโทษก่อนกำหนดของอดีตนายกฯ
ถัดมาดาบสอง “ทักษิณ” เผชิญหมากที่ “รัฐพันลึก” ยังกุมทิศทางการเมืองไทย โดยเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ศาลฎีกาพิพากษากลับคดีในคดีภาษีเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท
เดิมทีคดีดังกล่าว “ทักษิณ” เคยชนะคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เพราะศาลเห็นว่าให้เพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากร โดยให้เหตุผลว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า องคาพยพ “รัฐพันลึก” เลือกจังหวะที่ “ทักษิณ”กำลังเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง รุกคืบตัดโอกาส “ทักษิณ” และ “เพื่อไทย” ไม่ให้ขยับทางการเมืองได้ง่ายกว่าเดิม
นับจากนี้ ต้องจับตาว่าพรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนนิยมเพิ่มหรือไม่ในการเลือกตั้งใหญ่นี้
ถัดมา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ นายกฯ คนที่ 28 ที่มาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งนำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554
จุดพลิกผันของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เริ่มจากการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนนำไปสู่การประท้วงนอกสภาฯ ม็อบ กปปส.ชุมนุมกดดันนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จนนำไปสู่การยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ขณะที่ การเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ. 2557 ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ
“ยิ่งลักษณ์” ถูกศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้พ้นความเป็นนายกฯ เพราะคดีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” พ้นเลขาธิการ สมช. จนกระทั่งผู้นำกองทัพโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ขณะนั้นได้เข้ายึดอำนาจควบคุมการปกครองประเทศ ด้วยการรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557
ในห้วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหาร “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” ต้องต่อสู้คดีในโครงการรับจำนำข้าว
การถูกดำเนินคดีนี้ไม่มีความแตกต่างจาก “ทักษิณ” ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549
ต้องยอมรับว่า”นโยบายจำนำข้าว” ถือเป็นนโยบายเรือธงที่พรรคเพื่อไทย เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสให้กับชาวนา และต้องการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับชาวนา พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องผลักดันนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ในช่วงการเลือกตั้งเพื่อให้ชาวนาได้มีรายได้เพิ่มขึ้น
ทว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดยพิพากษาจำคุก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นเวลา 5 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2560
“ยิ่งลักษณ์” ในฐานะนายกฯ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ถูกตัดสินด้วยความผิดของฝ่ายปฏิบัติที่ตัวเธอไม่ได้ก่อ ทั้งนี้มีการนำคดีที่อยู่นอกสำนวนมารวมเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำของ “ยิ่งลักษณ์”
การพิจารณาคดีในศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นชั้นพิจารณา “ศาลเดียวจบ” ไม่มีสิทธิอุทธรณ์
ขณะเดียวกันคณะกรรมกาาร ป.ป.ช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เป็นสภาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารไต่สวนและถอดถอน ส่งผลให้อดีตนายกฯ ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี
ส่วนนายกฯ คนต่อมา “เศรษฐา ทวีสิน” นายกฯ คนที่ 30 จากพรรคเพื่อไทย เผชิญชะตากรรมความยุติธรรมที่หล่นหาย ไร้โอกาสพิสูจน์ข้อกล่าวหาในชั้นศาล เมื่อ กลุ่ม 40 สว.ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2567
“นายกฯ เศรษฐา” อยู่ในตำแหน่ง 358 วัน พ้นตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยมติ 5 ต่อ 4 เสียง ด้วยข้อกล่าวหาไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จากกรณีแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ยังปิดโอกาส “นายกฯ เศรษฐา” กลับเข้าไปบริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ถึงแม้ “นายกฯเศรษฐา” จะยอมรับคำวินิจฉัย แต่ก็ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นนายกฯ ที่ไร้จริยธรรม
นายกฯ จากคนตระกูลชินวัตรคนที่ 3 และเป็นนายกฯคนที่ 31 “แพทองธาร ชินวัตร” บุตรสาวคนเล็กของ “ทักษิณ”และหลานสาวของ “ยิ่งลักษณ์” ต้องเผชิญชะตากรรมถูกกระบวนการไล่ล่าจากฝ่ายอนุรักษนิยม หรือ รัฐพัลึก ไม่แตกต่างจากบิดาและอาของเธอ

“แพทองธาร” พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมติ 6 ต่อ 3 เสียง เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้ว่า แพทองธาร ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
คำวินิจฉัยส่งผลให้ “แพทองธาร”ไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองได้อีก ไม่ต่างจาก นายกฯ เศรษฐา
ในขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งองค์คณะมาตรวจสอบกรณีคลิปเสียงสนทนาดังกล่าว หลังกลุ่ม สว.สายสีน้ำเงิน ได้ร้องว่าการกระทำของ “แพทองธาร” ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถมีมติตั้งเรื่องส่งให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาได้ โดยที่ผ่านมาถ้าศาลฎีกาเห็นว่ามีความผิดจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
นอกจากคดีคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชาแล้ว”แพทองธาร” ยังมีคดีในชั้น ป.ป.ช.อีก ประกอบด้วย คดีฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ กรณีโยกย้ายงบประมาณ
คดีตั๋ว P/N แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ส่อเข้าข่ายเลี่ยงภาษี 215 ล้านบาทหรือไม่ กรณีแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่ และคดี รีสอร์ทหรู “เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่” ในเขตพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ส่อสนับสนุนการออกโฉนดโดยมิชอบหรือไม่
ขณะที่ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะเป็นเลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับบทบัญญัติ เรื่องคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ในการประชุม กรธ.ครั้งที่ 45 เมื่อ 15 ธ.ค. 2558 ว่า “อาจจะเป็นช่องทางในการกลั่นแกล้งทางการเมือง และจะทําให้มีคําร้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญจํานวนมาก ทําให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นศาลการเมืองไปโดยปริยาย”
กระบวนการไล่ล่ากำจัดนายกฯ จากการเลือกตั้งของประชาชน โดยโค่นล้มนายกฯ ถึง 2 คนติดต่อกันจากพรรคเพื่อไทย เป็นอีกเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกมองว่ากลไก “รัฐพันลึก”ได้วางองคาพยพใช้เป็นเรื่องกลั่นแกล้งทางการเมืองและโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม กระทั่งทำให้การบริหารงานของรัฐบาลหลายชุดต้องสะดุดหยุดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
