bg-single

ปมร้อน – โจทย์ใหญ่ ‘ประกันสังคม’ กับการบริหารเงิน (ก้อนสุดท้าย) ของคนทำงาน 2.9 ล้านล้านบาท

31.01.2026

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

ร้อนแรงสุดขีดกับข่าวใหญ่รายวันที่พัดกระพือมาตั้งแต่ต้นปี เมื่อก้อนเงินมหึมาขนาด 2.9 ล้านล้านบาทของ “กองทุนประกันสังคม” กำลังถูกตรวจสอบหนัก แถมท้าทายในความเป็นมืออาชีพ

ส่งผลให้ “สำนักงานประกันสังคม” หรือ สปส. และ “กระทรวงแรงงาน” ต้นสังกัด ร้อนรุ่มไปกับ “ปมร้อน” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้กองทุนดังกล่าว “ออกจากระบบ”

เพื่อเปิดทางให้เอกชนเข้าบริหารแทน เช่นเดียวกับ กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่มีเงินสะสมเพียง 8 แสนล้านบาท แต่ยังให้มืออาชีพเข้าบริหาร สร้างผลตอบแทนได้น่าพอใจ

ณ เดือนธันวาคม 2568 สปส.ระบุ “จำนวนผู้ประกันตน” มีทั้งสิ้น 24,869,211 คน และมีสถานประกอบการ 538,439 แห่ง

ในจำนวนผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน แบ่งเป็น ม.33 จำนวน 12,183,749 คน ม.39 จำนวน 1,650,427 คน และ ม.40 จำนวน 11,035,035 คน

เท่ากับว่า จำนวนผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคนทั่วประเทศ คือผู้มีส่วนได้เสียในกองทุน 2.9 ล้านล้านบาท ทำให้การขุดคุ้ยความไม่โปร่งใส ความไม่เหมาะสมในการใช้เงินของ สปส.จึงได้รับสนใจในชนหมู่มาก

ขณะที่ปมร้อนลุกเป็นไฟในทันที เมื่อมีแชตหลุดในไลน์กลุ่มของบิ๊ก สปส. โดยใช้คำแรงอย่างคาดไม่ถึง ว่ากล่าวฝ่ายที่เห็นต่าง ทั้งคำว่า “สื่อเฮงซวย” และ “จำใส่กะโหลกไว้” ทำให้เกิดดราม่าวิวาทะ ผ่านสื่อออฟไลน์ออนไลน์แบบไม่มีใครยอมใคร

ส่วนในโลกโซเชียลก็มีนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ต่างทยอยเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการโพสต์ fb เปรียบเทียบความเป็นมืออาชีพในด้านการบริหารจัดการ โดยชูกองทุน “นอร์เวย์-มาเลเซีย” เป็นโมเดลต้นแบบ

เพจ Chayanon Rakkanjanan โดย @MrMessenger ได้โพสต์ว่า การบริหารกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ อย่าง Government Pension Fund Global (GPFG) หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ ถือเป็นโมเดลที่ดี เป็นต้นแบบการลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เพราะมีกฎเหล็กชัดเจน โดยรัฐบาลนอร์เวย์จะดึงเงินกำไรจากกองทุนมาใช้พัฒนาประเทศได้ไม่เกินปีละ 3% ส่วนเงินต้นห้ามแตะ และต้องบริหารด้วยโครงสร้าง 3 แกนหลักคือ “มืออาชีพ + โปร่งใส + ปลอดการเมือง” เพื่อเก็บเงินที่ได้ให้ลูกหลานในอนาคต

ซึ่งผลตอบแทนของ GPFG ก็ดูดี จากเริ่มเมื่อปี 1998 อยู่ที่ 6.6% ต่อปี ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย 9.40% ย้อนหลัง 10 ปี ได้เฉลี่ย 7.39% ต่อปี แม้ตัวเลขผลตอบแทน 6% อาจไม่หวือหวา แต่เทียบกำไรระยะสั้นกับกองทุนขนาดมหึมาแล้ว ถือว่า “ไม่ธรรมดา”

ต่างจากกองทุนในไทย เขาจึงอยากเห็น “จุดเริ่มต้น” ของการคิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ พร้อมกับเร่งปฏิรูปโครงสร้างกองทุนดังกล่าวให้เป็นองค์กรอิสระ ให้มืออาชีพเข้ามาบริหารอย่างจริงจัง

อีกหลายเพจก็ยกตัวอย่าง “ประกันสังคมมาเลเซีย” หรือ KWSP/EPF ที่เป็นต้นแบบกองทุนเกษียณที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน

เป็นกองทุนขนาดยักษ์ มูลค่ากว่า 10-11 ล้านล้านบาท โตปีละ 12% ใหญ่กว่าไทยเกือบ 4 เท่า ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ปันผลเฉลี่ย 5-6% ต่อปี (ปี 2025 = 6.3%) สูงกว่าเงินเฟ้อ ลงทุนทั่วโลกเกือบ 40% ในต่างประเทศ กระจายความเสี่ยงได้ดี

ระบบก็ “บัญชีแยกส่วน” เงินของใครก็ของใคร ไม่ปะปน สมาชิกสามารถดูยอดเงิน + ปันผลได้ตลอดผ่านแอป และถอนเงินก่อนเกษียณได้บางส่วน เพื่อดาวน์บ้าน ค่าเรียน และรักษาโรคร้าย ฯลฯ

ส่วนกองทุนในไทยกลับรวมทุกอย่างไว้ที่ประกันสังคม (สมทบรวม 10%) ระบบยังเป็น “ถัวเฉลี่ย” และเน้นบำนาญรายเดือน ที่สำคัญเสี่ยงมากขึ้นในสังคมสูงวัย

ที่น่าสนใจ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ว่า …ดีใจที่คนไทยตื่นตัวเรื่อง “เงินประกันสังคม” เพราะเป็น “เงินออมก้อนใหญ่ที่สุด” ของคนทำงานทุกคน

แต่ก่อนจะด่า ต้องรู้ก่อนว่า เรากำลังด่าถูกจุดหรือเปล่า? การจะบอกว่า กองทุนบริหารเก่ง-ไม่เก่ง จะดูแค่ตัวเลขผลตอบแทนบรรทัดสุดท้าย (Absolute Return) ปีต่อปี แล้วเอาไปเทียบกันตรงๆ คงไม่ได้

ต้องกางข้อมูล “ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี” ของกองทุนระดับโลกมาเทียบ จะเห็นภาพชัด

  • Yale & Harvard Endowment : 9.2% – 9.5% (ตัวท็อปของโลก)
  • CPPIB (แคนาดา) : 9.2% (เน้นเชิงรุกสุดๆ)
  • Ontario Teachers’ Pension Plan : 7.4% (กองทุนต้นแบบอีกกอง)
  • Norway GPFG : 7.3% (เน้นหุ้นทั่วโลก)
  • NPS (เกาหลีใต้) : 5.8%
  • ประกันสังคมไทย (Thai SSF) : 3.5%

เห็นตัวเลขแล้ว อาจสงสัย “ทำไมเราได้น้อยจัง?” จึงอยากให้เข้าใจนโยบายการลงทุนที่เรียกว่า SAA (Strategic Asset Allocation) และกรอบความเสี่ยงของการลงทุน เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดกองทุนจะไปได้ไกลแค่ไหน

“เราต้องเลิกดูแค่ตัวเลขกำไร แล้วเปลี่ยนมาจี้ที่นโยบายการจัดสรรสินทรัพย์ ผลตอบแทนสินทรัพย์แต่ละประเภท และความเป็นมืออาชีพ ธรรมาภิบาลของผู้บริหารกองทุนจะดีกว่า เพื่อให้เงินของพวกเราทุกคนงอกเงยได้สมศักดิ์ศรีของกองทุนระดับประเทศ”

นายธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ติดตามนโยบายและการบริหารของ สปส.มานาน ให้ความเห็นว่า ปัญหา สปส.กำลังเป็นระเบิดเวลาที่น่าจับตา เพราะคนวัยทำงาน ในฐานะ “ผู้ประกันตน” ที่มีส่วนได้เสียกับเงินกองทุนสะสมที่ถูกหักทุกเดือน เริ่มรู้สึกคล้อยตามกับข่าวที่เกิดขึ้น ทำให้หลายพรรคการเมืองหันมาชูนโยบายจะยกเครื่อง สปส.ในทิศทางเดียวกัน

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กระแสการหาเสียงจากจุดอ่อน สปส.กลับยิ่งร้อนแรง เป็นโจทย์ใหญ่นโยบายใหม่ของพรรคการเมือง นอกเหนือจากการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง คือยังมีเรื่องของการแก้คอร์รัปชั่นอีกด้วย

ซึ่งเป็นประเด็นที่ “รักชนก ศรีนอก” นักการเมืองสังกัดพรรคประชาชน ได้ตอกย้ำบทบาทตัวเองที่เปิดประเด็นความไม่โปร่งใสของ สปส.มาตั้งแต่แรกๆ โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสม

นับเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของศึกเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายในทุกคะแนนเสียง

เนื่องจาก “ฐานเสียง” ผู้ประกันตนมีจำนวนมหาศาลกว่า 24.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็น First Jobber กลุ่มวัยเริ่มทำงาน อายุเฉลี่ย 22 ปีขึ้นไปที่เกิดความอัดอั้นใจ และความไม่ไว้วางใจที่ สปส.ประกาศปรับขึ้นเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน จากฐานเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ปรับเพดานค่าจ้างใหม่ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป

เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้ประกันตนมีคำถามหยั่งเชิง หาก สปส.บริหารเงินกองทุนได้ดีแล้ว ทำไมถึงเก็บเงินเพิ่ม ฯลฯ

ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวยอมรับว่า รู้สึกกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นของ สปส.จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน เพราะทุกบาททุกสตางค์คือเงินที่ถูกหักจากค่าจ้างแรงงานทุกเดือน

“เงินนี้จึงเป็นเงินของผู้ประกันตน ไม่ใช่ของ สปส.การจะใช้เงินใดๆ ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้”

สำหรับประเด็นที่ สปส.ถูกเปิดโปงต่อเนื่อง มีทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ อาทิ งบจัดทำปฏิทินประกันสังคมปีละ 50 – 70 ล้านบาท นำงบ 12 ล้านบาทไปปรับปรุงโรงอาหาร ซึ่งอยู่ในพื้นที่กระทรวงแรงงาน ทริปดูงานต่างประเทศ 2.2 ล้านบาท เบิกค่าบัตรโดยสารชั้นเฟิสต์คลาส เบิกค่าที่พักระดับ 5 ดาว การจัดซื้อสูท ฯลฯ

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในราคาเกินจริงอย่างโครงการสกายไนน์ พระรามเก้า หลายพันล้าน และการลงทุนในคอมเพล็กซ์ TU โดม ที่มีแนวโน้มจะขาดทุน

รวมถึง การลงทุนในระบบ IT ที่มีปัญหาระบบล่ม สร้างความเสียหายในแง่ความน่าเชื่อถือ จนน่าแปลกใจ

ซ้ำร้ายยังมีเงินคงค้างที่รัฐบาลไม่ได้ชำระเงินสมทบเข้ากองทุนตั้งแต่ปี 2534 ระบุยอดค้างชำระประมาณ 60,000 ล้านบาท และอาจสูงถึงแสนล้านบาท หากรวมอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย

แม้กฎหมายประกันสังคมกำหนดให้รัฐบาลร่วมส่งเงินสมทบ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ตั้งงบประมาณมาชำระตามเวลาที่กำหนด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนระยะยาวและสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการนำส่งเงินสมทบ

ก่อนหน้านี้ TDRI ให้ความเห็นว่า เพื่อไม่ให้ระบบล่ม ไม่ให้กองทุนอาจต้องล้มละลาย ไม่ให้เกิดความไม่โปร่งใสและง่ายต่อการจัดการ

เรื่องสุขภาพเจ็บป่วยควรให้ใช้บัตรทอง โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ

ส่วน สปส.ก็มุ่งดูแลเรื่องเงินบำนาญ น่าจะเป็นทางออกที่ดีและยั่งยืน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน