‘พันลึก’ และ ‘พันหลัก’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
กรณี “หมิงเฉิน ซัน” ชายชาวจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเสมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งเพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบว่ามีอาวุธสงครามร้ายแรง (จากปืนไปจนถึงระเบิด) อยู่ในความครอบครอง ระดับที่สามารถก่อวินาศกรรมได้ ทั้งยังมีความเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติด้วย
บ่งบอกว่าพวกเราคนไทยนั้นใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงอยู่ใน “รัฐที่เปราะบาง” เพียงใด
หากพิจารณาเฉพาะบริบททางการเมืองในตลอดสองทศวรรษหลัง “รัฐไทย” มักถูกประเมินสถานภาพ บทบาท และความสามารถ ไว้สูงส่งอยู่เสมอ
อันเนื่องมาจากศักยภาพในการยื้อยุด ฉุดรั้ง กำหนด ควบคุม “กระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” ระลอกแล้วระลอกเล่าที่บังเกิดขึ้นในสังคม โดยกลไกอำนาจต่างๆ ของระบบราชการ ซึ่งประกอบขึ้นเป็น “รัฐราชการพันลึกแบบไทยๆ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อพินิจพิเคราะห์ผ่านกรณีศึกษาเรื่อง “หมิงเฉิน ซัน” เรากลับได้มองเห็น “รัฐไทย” ในอีกมุมมองหนึ่ง
เป็น “รัฐไทยที่อ่อนแอหละหลวม” กว่าที่หลายคนคาดคิด
รัฐแบบไหนกัน? ที่ปล่อยปละละเลยให้คนต่างชาติ ซึ่งมีส่วนข้องเกี่ยวกับอาชญากรรมผิดกฎหมาย เดินทางเข้ามาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข พร้อมถือครองอาวุธอานุภาพร้ายแรงนานาชนิด โดยที่ถ้าไม่ประสบอุบัติเหตุ ก็ไม่เผยพิรุธออกมา
เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่า ยังมีอาชญากร-มาเฟียข้ามชาติอีกมากมายหลายคนหลากกลุ่มก้อน ที่เข้ามาใช้ชีวิตและประกอบกิจกรรมกิจการต่างๆ ในเมืองไทย แบบ “หมิงเฉิน ซัน”
รัฐแบบไหนกัน? ที่เปิดช่องว่าง-รูโหว่ให้ “คนต่างชาติสีเทา-สีดำ” เหล่านี้ สามารถยื่นขอเอกสารราชการต่างๆ และถือครองทรัพย์สินบางประเภท (ผ่านนอมินี) ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น ขณะที่พลเมืองของรัฐดังกล่าวยังเข้าไม่ถึงสิทธิและบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานอีกหลายเรื่อง
รัฐแบบไหนกัน? ที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน-บางคน สามารถ “สมรู้ร่วมคิด-รู้เห็นเป็นใจ” กับอาชญากรข้ามชาติเหล่านี้ ไม่ว่าจะผ่านการแสร้งทำเป็นเพิกเฉย มองข้าม ไม่รู้ไม่เห็น, การอำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลังความสามารถ หรือกระทั่งอาจรวมถึงการจัดหาอาวุธมาให้
รัฐแบบไหนกัน? ที่เปิดโอกาสให้ “ภัยความมั่นคง” ทำนองนี้ เข้ามาซุกซ่อนแฝงเร้นอยู่ใกล้ตัว จนแทบแยกไม่ขาดจากวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทย แบบไร้สัญญาณเตือนใดๆ
ทั้งๆ ที่การป้องกันรักษาความปลอดภัยให้แก่ราษฎรพลเมือง (หรือ “ภารกิจการรักษาความมั่นคง” ดังที่ชอบอ้างกัน) คือ “หน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สุด” ของรัฐ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนยังประเมินว่า “รัฐพันลึก-รัฐราชการไทย” นั้นเก่งกาจสามารถเหลือเกิน ที่เลือกหยิบใช้ “บ้านใหญ่-ระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ชนบท” เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันแม่นยำและทรงประสิทธิภาพในสนามเลือกตั้ง
โดยมักเข้าใจหรือทึกทักกันว่า วัฒนธรรมการเมืองแบบ “บ้านใหญ่-ระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น” กำลังถือครองศักยภาพ-คุณลักษณะ (หรืออาจเป็น “โทษลักษณะ” ก็ได้) บางอย่าง ที่ “รัฐไทย” ไม่มีอยู่ในมือ หรือไม่จำเป็นต้องถือครองด้วยตนเอง (เพราะมันดู “เทาเกินไป”)
อาทิ การใช้อำนาจอิทธิพลนอกเหนือระบบกฎหมาย ผ่านสถานภาพ “เจ้าพ่อที่เป็นตัวแทน/นายหน้าของรัฐ”
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อได้ทำความรู้จักกับ “หมิงเฉิน ซัน” เรากลับพบว่า “จุดแข็ง/จุดอ่อน” (อันเป็นสองด้านบนเหรียญเดียวกัน) ดังกล่าวของวัฒนธรรม “บ้านใหญ่-ระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น” ก็ได้ปรากฏขึ้นในองคาพยพบางส่วน (หรือหลายส่วน) ของ “รัฐไทย” ด้วยเช่นกัน
จะทำอย่างไรกันดี? เมื่อ “รัฐราชการพันลึก” กลายสภาพเป็น “วัวพันหลัก” ที่เดินวนจนมาพบว่า ตนเองนั่นแหละคือต้นตอสำคัญของปัญหาที่ตนก็ยังแก้ไขไม่ได้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
